ใครจะคิดว่าความประทับใจในคาแรกเตอร์ของตัวละครในละครหลังข่าวที่ดูในวัยเยาว์ จะกลายมาเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญของ “แพร วัชราภัย” ในการตัดสินใจเลือกอนาคต ทำให้ค้นพบงานที่เธอรัก และทุกวันนี้ก็มีความสุขกับอาชีพในฝันของเธอ ได้ทำงานในสายงานโฆษณาในฐานะ Communication Executive ของ บริษัท โอกิลวี แอนด์ มาเธอร์ แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด ที่เธอร่วมงานมา 3 ปีกว่าแล้ว
สาวร่างเล็กคนนี้มองดูภายนอกอาจเหมือนมีเชื้อสายชาวตะวันตก ด้วยผิวขาว โครงหน้าลึก และตาสีน้ำตาล แต่ที่จริงแล้วเธอเป็นคนไทยปนเชื้อสายจีน ลูกสาวคนโตของ “วีรวุฒิ วัชราภัย” กับ “ศรีชนก วัฒนศิริ” ที่ทำธุรกิจส่งออกอาหารไทยกระป๋องในแบรนด์ ไทยชอยซ์ (Thai-choice) ไปยังหลากหลายประเทศทั่วโลก กิจการที่รอเธอไปรับช่วงต่อในอนาคต แต่ตอนนี้เธอขอเลือกทำตามใจฝันด้วยการสนุกสนานกับงานโฆษณา สายงานที่เธอชื่นชอบมาตั้งแต่เด็ก
“ตอนอายุประมาณ 13-14 ปี ไปเยี่ยมน้องสาว (พราว วัชราภัย) ที่ประเทศอังกฤษ แล้วเช่าละครไทยมาดูกัน ถ้าจำไม่ผิดชื่อเรื่อง 'สายรุ้ง' ที่มี แอน ทองประสม เล่นกับ จอห์นนี่ แอนโฟเน่ ในเรื่องพระเอกทำงานโฆษณา จำได้ว่าตอนนั้นรู้สึกว่าเท่มากๆ เลยตั้งใจว่าโตขึ้นอยากทำงานโฆษณา ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เลยนะว่าต้องทำอะไรบ้าง (หัวเราะ)”
สำหรับบางคนมันอาจเป็นแค่ความประทับใจชั่วครู่ชั่วยาม แต่น่าแปลกที่สาวแพรกลับฝังใจและมุ่งมั่นใฝ่ฝันถึงอาชีพนี้อย่างจริงจัง เธอจึงเลือกเรียนในสายศิลป์และตั้งใจศึกษาเล่าเรียนจนจบการศึกษา ปริญญาตรี ด้านโฆษณา และมีเดีย คอมมิวนิเกชั่น จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีควีนแลนด์ ที่เมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย
“แม้ว่าตอนแรกจะแค่ชอบ แต่ไม่ได้รู้รายละเอียดของงาน ไม่รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง งานหนักขนาดไหน แต่โชคดีที่พอเรียนไปแล้ว ก็รู้ชอบด้านนี้จริงๆ รู้สึกว่าเป็นงานที่เหมาะกับเรา มีความสุขและเอนจอยกับมันมาก ซึ่งที่จริงคุณแม่อยากให้เรียนด้านการตลาดมากกว่า แต่ด้วยความที่เราอยากเรียนด้านนี้ ก็พูดคุยเจรจากับท่าน เอาหลักสูตรมากางดู ให้เห็นว่าที่จริงโฆษณากับการตลาดใกล้เคียงกันมาก เรียนวิชาหลักๆ เหมือนกันเกือบหมด ต่างกันแค่โฆษณาจะไม่มีเรื่องบัญชี ไม่มีเลข ไม่ต้องคำนวนเท่านั้นเอง”
ชีวิตสาวนักโฆษณา
หลังเรียนจบเธอกลับมาเมืองไทยแล้วก็มุ่งสานต่อในอาชีพที่ใฝ่ฝันอย่างจริง เธอเริ่มงานที่แรกกับบริษัทโฆษณา อย่างแม็กแคนน์ อีริกสัน ดูแลลูกค้าอย่าง วาสลีน คัสสัน เมย์เบลลีน ลอลีอัล ก่อนจะย้ายมาที่บริษัทโอกิลวีฯ ซึ่งที่นี่เธอได้รับโจทย์ที่ท้าทายขึ้นด้วยการต้องรับผิดชอบลูกค้าอย่าง ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล และไทยประกันชีวิต
เธอเล่าให้ฟังถึงหน้าที่ที่เธอต้องรับผิดชอบว่า “งานโฆษณา ดูภายนอกจะดูเท่ห์ ทันสมัย แต่พอมาสัมผัสแล้วมันไม่ได้ดูดีไปหมดอย่างที่เห็น เพราะงานทั้งหนัก ยาก และเหนื่อยมาก โดยงานหลักของตำแหน่งแพร คือการประสานงาน เป็นตัวกลาง ศูนย์รวมทุกอย่าง และเป็นคนติดต่อกับลูกค้า ทำให้เราต้องรู้ทุกอย่าง เข้าใจทุกเรื่อง จะได้ตอบคำถามเขาได้ แล้วก็ต้องช่วยคิดต่อยอด เพื่อให้งานออกมาครบสมบูรณ์ที่สุด จนแทบจะไม่มีวันหยุด ต้องพร้อมตลอด เราไม่รู้ว่าจะมีปัญหาเกิดขึ้นเมื่อไร ยิ่งถ้าช่วงไหนกำลังจะมีงานหรือออกแคมเปญใหม่ งานยิ่งหนักเป็นเท่าตัว อย่างตอนที่ใกล้จะเปิดเซ็นทรัล พัทยา ก่อนหน้านั้นทั้งสัปดาห์แพรทำงานถึงตีหนึ่งตีสอง
ด้วยงานที่ต้องประสานกับคนหลายฝ่าย ปัญหามันก็เลยเยอะเป็นธรรมดา อย่างสื่อสารไม่เข้าใจบ้าง เขาฟังผิด หรือฟังแล้วลืมบ้าง เราก็ต้องป้องกันปัญหาด้วยการพูดย้ำ หรือส่งเมล์ย้ำ พยายามไม่ให้มีข้อผิดพลาด แต่ถ้าเกิดปัญหาแล้ว เราก็ต้องใจเย็น ค่อยๆ แก้ไป โดยแพรจะพยายามแก้ไขด้วยตนเองก่อน แต่ถ้าเกินความสามารถจึงค่อยปรึกษานาย ให้เขาช่วยลงมาจัดการ ซึ่งโชคดีที่แพรเป็นคนใจเย็น ไม่เครียดอยู่แล้ว อีกอย่างคือแพรมีเพื่อนร่วมงานที่ดี ทำงานกันเป็นทีมและคอยช่วยเหลือกันตลอด”
ทำงานที่รักอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย
แต่ถึงงานจะหนักและเหนื่อยอย่างไร สาวคนนี้ก็ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนงานหรือหันไปหางานที่ง่ายกว่า เพราะเธอหลงเสน่ห์งานโฆษณาเข้าอย่างจัง “ด้วยเนื้องานมีความสนุก ไม่น่าเบื่อ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มีเรื่องท้าทายให้แก้ปัญหาตลอด และได้ออกไปข้างนอก ได้ไปเจอคนโน้นคนนี้ ไม่จำเจ ต่างกับอาชีพอื่นที่ต้องทำงานเดิมซ้ำๆ ซึ่งถ้าให้แพรทำงานนั่งโต๊ะอย่างนั้นก็คงไม่ไหว มันไม่ใช่สไตล์ที่ชอบ”
เห็นแฮปปี้กับงานอย่างนี้ อย่าคิดว่าเธอไม่มีปัญหาหรือไม่มีเรื่องให้ต้องกลุ้มใจ เพราะกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ เธอก็ผ่านอารมณ์ท้อที่ต้องอาศัยความมุ่งมั่น อุสาหะมาไม่น้อยเลยที่เดียว “ตอนที่รู้ว่าต้องดูแลลูกค้าไทยประกันชีวิต ก็แอบหนักใจเหมือนกัน เพราะจากที่เคยทำแต่พวกของใช้ เครื่องประทินผิวที่เราคุ้นเคยดี ทำงานง่ายเพราะเราเข้าใจผลิตภัณฑ์อยู่แล้ว ต้องมาทำเรื่องประกัน ซึ่งเราไม่คุ้นเคย ตอนนั้นยังไม่รู้กระทั่งว่า กรมธรรม์คืออะไร ต้องเรียนรู้งานเยอะมาก มึนไปเลยทีเดียว ใช้เวลาปรับตัวอยู่นาน เพราะประกันชีวิตเป็นสินค้าที่จับต้องไม่ได้ มันเป็นการขายความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ และการจะทำให้คนรู้สึกเชื่อถือได้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ...
บริษัทโฆษณาบางที่เขาอาจจะจัดตัวบุคคลให้เข้ากับงาน ใครถนัดอะไรก็ทำอย่างนั้น แต่สำหรับที่โอกิลวีบางครั้งเขาจับให้เราทำงานที่ไม่เคยทำ หรือไม่ถนัด อาจจะรู้สึกยาก แต่มันก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะท้าทายความสามารถทำให้เราได้เรียนรู้ พัฒนาศักยภาพตัวเอง ซึ่งเมื่อเราทำสำเร็จ เราจะยิ่งภูมิใจและทำให้ต่อไป เราจะไปทำงานอะไรมันก็ไม่ยากเกินความสามารถไปได้”
เธอใช้เวลาเกือบปีในการปรับตัวกว่าที่เธอจะทำความคุ้นชินและรู้สึกสบายใจกับงานใหม่นี้ได้ ซึ่งปัญหาของเธอไม่ได้เกิดจากกระบวนการทำงาน หรือลูกค้า แต่กลับมาจากตัวเธอเอง เนื่องจากการศึกษาเล่าเรียนในต่างประเทศ ทำให้เมื่อเธอต้องมาดูแลลูกค้าซึ่งมีความเป็นไทยมาก และต้องเขียนรายงานเป็นภาษาไทยที่ต้องใช้เขียนอย่างเป็นทางการ ต้องเลือกใช้คำที่ทั้งไพเราะและเข้าใจง่าย สำหรับเธอมันจึงเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าการเข็นครกขึ้นภูเขาเสียอีก
“ทุกครั้งที่ต้องเขียนรายงาน แพรจะเครียดและท้อมาก เพราะรู้สึกว่าเราทำไม่ได้ แล้วก็จะบ่นกับทุกคนอยู่ตลอด ซึ่งหัวหน้าและแม่ก็จะสอนแพรว่า 'ถ้ามัวแต่ท้อ แล้วเมื่อไรมันจะทำได้ เราก็จะอยู่แค่นี้ไม่พัฒนาไปไหน' ทำให้เรามีแรงฮึดขึ้นมา ปัจจุบันนี้ก็ดีขึ้น เขียนรายงานได้โดยไม่ซัฟเฟอร์มากนัก แต่ก็ยังไม่ใช่งานที่ชอบอยู่ดี...
แต่นั่นก็ถือเป็นจุดบอดเล็กน้อยมากในการทำงาน เพราะถึงแม้จะทรมานหงุดหงิดกับการเขียนรายงานอย่างไร เมื่อเทียบกับการได้ทำงานกับบริษัทนี้ ทีมงานที่ดีขนาดนี้ ลูกค้าที่น่ารักขนาดนี้ ถือว่าหาได้ยากมากๆ และสิ่งที่เป็นปัญหามันมาจากตัวเราเอง คนอื่นเขาก็เขียนรายงานกันได้ไม่มีปัญหาอะไร เราควรแก้ไขที่ตัวเราและไม่มัวมานั่งเป็นปัญหากับเรื่องแค่นี้”
ผลงานที่ภาคภูมิใจ
การได้ร่วมงานกับทีมงานดีๆ ที่ช่วยกันสร้างผลงานดีๆ ออกมาหลายชิ้น แต่ชิ้นที่ทำให้เธอประทับใจที่สุด ต้องยกให้กับโฆษณาไทยประกันชีวิต ชุด Que Sera Sera ที่เป็นที่กล่าวขานและชื่นชอบกันมาก “ตอนทำไม่คิดว่าจะได้รับเสียงตอบรับแรงขนาดนี้ ตอนแรกนึกว่าจะโดนใจแค่พวกคุณแม่ แต่กลายเป็นว่าประทับใจคนทุกเพศทุกวัย พอออนแอร์ไป วันรุ่งขึ้นเปิดเฟซบุ๊คมาเนี่ย เพื่อนๆ พูดถึงแทบทุกคน ประสบความสำเร็จมาก คนไปเขาโหลดดูในยูทูบ เป็นประเด็นเด่นในพันทิพ กลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์
ขนาดตอนเราไปทำอีเวนต์แจกกระดาษทิชชู่ คนก็จะแบบ นี่งัยของโฆษณาที่เด็กร้องเพลง หรือเราไปนั่งทำผมอยู่ที่ร้าน พอฉายโฆษณา คนข้างพูดถึง แล้วก็แบบว่าใครทำนะ เราก็แอบอมยิ้ม ภูมิใจ เอากลับไปเล่าให้ที่ออฟฟิศฟัง ซึ่งมันหายเหนื่อย ถึงแม้ว่าจะทำงานหนักแค่ไหน แต่พอเห็นผลที่มันสำเร็จออกมาก็คุ้มค่าแล้ว”
เพราะหลงรักและมีความสุขกับงานปัจจุบันที่ทำขนาดนี้ ทำให้แผนการไปศึกษาต่อของเธอต้องพับไว้ก่อน “แพรรู้สึกว่าการเรียนปริญญาโทเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำสำหรับสมัยนี้ แต่ว่าแพรยังไม่อยากไปตอนนี้ เพราะเรายังติดอยู่กับวงจรการทำงานนี้ เรากำลังมีความสุข ยังไม่อยากทิ้งมันไป อยากสนุกให้เต็มที่ก่อน และสำหรับการเรียนปริญญาโท แพรอายุมันไม่สำคัญ รออีกหน่อยก็ได้ อีกอย่างปัจจุบันทำงานตรงนี้ก็คล้ายกับการเรียนปริญญาโทนอกห้องเรียน ได้รับความรู้จากประสบการณ์ เพราะแพรจะเรียนต่อด้านโฆษณาอยู่แล้ว การทำงานตรงนี้ก็เป็นพื้นฐานให้เราเอาไปใช้ตอนเรียนได้ด้วย”
อนาคตเถ้าแก่เนี้ยะ
นอกจากการเรียนต่อแล้ว อีกสิ่งที่รอเธออยู่ในอนาคตคือการการรับช่วงต่อกิจการของครอบครัวที่ทำธุรกิจส่งออกอาหารไทยกระป๋องในแบรนด์ ไทยชอยช์ (Thai – Choice) อาทิ เครื่องปรุง น้ำปลา ซอส ไปจนถึง พริกแกง แกงกะหรี่ ฯลฯ
“ที่บ้านไม่เคยบังคับให้เรากลับมาสืบทอดธุรกิจ แต่เรารู้ด้วยตัวเองอยู่แล้วว่ายังไงก็ต้องมาดูแล แต่ตอนนี้เราขอมีความสุขกับงานที่อย่างที่ใจอยากให้เต็มที่ก่อน ซึ่งตอนนี้เขาเองก็ยังไม่ได้ต้องการกำลังเสริมไปช่วย (หัวเราะ) อีกอย่างแพรมีน้องสาวให้พึ่งพา เพราะเขาชอบธุรกิจของครอบครัว รักทางนี้อยู่แล้ว โดยเขาเรียนเกี่ยวกับอาหารและธุรกิจระหว่างประเทศโดยตรงเลย
ตอนนี้หลังจากเรียนจบปริญญาโทแล้ว เธอจะไปเรียนภาษาจีนที่เมืองจีนต่อด้วย เพื่อกลับมารองรับธุรกิจที่บ้านโดยเฉพาะ เพราะถึงแม้จะส่งไปหลากหลายประเทศ แต่คู่ค้าส่วนใหญ่ก็มักเป็นคนเชื้อสายจีนที่อยู่ในประเทศนั้นๆ เพราะชาวจีนเป็นชนชาติที่ชอบทำธุรกิจ ทำการค้า ถ้าเรารู้สื่อสารภาษาจีนได้ก็จะช่วยให้ติดต่อได้ดีขึ้น ที่จริงเขาพูดภาษาอังกฤษกันได้อยู่แล้ว แต่ถ้าพูดจีนเขาก็จะแฮปปี้กว่า ก็เลยกะว่าจะให้น้องจัดการเรื่องธุรกิจของครอบครัวกับดูแลโรงงาน ส่วนแพรจะดูเรื่องการตลาดแล้วค่อยเก็บเงินดีกว่า (หัวเราะ)”
ช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงที่เราได้นั่งคุยกับเธอ ความร่าเริงสดใสและความสุขในตัวเธอแผ่รังสีออกมาจนเราสัมผัสได้ ซึ่งถึงแม้ว่าเธอจะเพิ่งตรงดิ่งออกมาจากออฟฟิศ และยังมีภาระมากมายกองอยู่รอให้เธอไปสะสาง แต่สาวแพรก็ไม่ได้แสดงอาการเหน็ดเหนื่อยให้เราเห็นแต่อย่างใด
เธอให้เหตุผลทิ้งท้ายกับเราว่า “ค้นหาสิ่งที่ชอบ หาอาชีพที่คุณรักให้เจอแล้วชีวิตจะมีความสุข เพราะการได้ทำงานที่รัก ถึงแม้งานหนักแค่ไหนคุณก็จะทำมันได้อย่างสนุกสนาน ไม่รู้สึกเหนื่อยล้า และจะไม่รู้สึกหงุดหงิดเวลาที่วันจันทร์เวียนมาถึง” :: Text by FLASH
Credit
นางแบบ :: แพร วัชราภัย
เสื้อผ้า :: Escada มีจำหน่ายที่ ชั้น M ศูนย์การค้าสยามพารากอน โทรศัพท์ 0-2610-9554
แต่งหน้า :: จีรวัฒน์ วรรธนะวิริยะกุล จากเครื่องสำอางลังโคม โทรศัพท์ 0-2684-3000
ประสานงาน :: พรรณพิมล แดงรัศมีโสภณ
ช่างภาพ & สไตลิสต์ :: จิน ธรรมโชติ
บรรณาธิการแฟชั่น :: ไซม่อน พี


