xs
xsm
sm
md
lg

Review : iPhone 18 Pro ชิปใหม่ กล้องปรับรูรับแสง กับราคาก้าวกระโดด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



iPhone ราคาตัวท็อปแตะ 1 แสนบาท เกิดขึ้นแล้วในยุคหน่วยความจำ และสตอเรจแพงจาก AI ทำให้การเปิดตัว iPhone ในรอบนี้ มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายอย่าง ทั้งตัดรุ่นเริ่มต้นออกไป เลือกเปิดตัวเฉพาะรุ่น iPhone 18 Pro พร้อมกับ iPhone Duo ในราคาที่ปรับขึ้น จนทำให้ตัวท็อป 2 TB ราคาอยู่ที่ 100,900 บาท


ถ้ามองเฉพาะในการเปลี่ยนแปลงของ iPhone 18 Pro ซีรีส์ รอบนี้อัปเกรดภายในที่น่าสนหลายๆ อย่างทั้งชิปใหม่ A20 Pro ที่เร็ว และประหยัดพลังงานมากขึ้น พร้อมกับเอาใจสายถ่ายภาพแบบมืออาชีพด้วย กล้องหลักที่สามารถปรับรูรับแสงได้เป็นครั้งแรกของ iPhone ทำให้การถ่ายทำคอนเทนต์จากอุปกรณ์เครื่องนี้โดดเด่นมากขึ้น รวมถึงโชว์เทคโนโลยีอย่าง Dynamic Island ใหม่ที่มีขนาดเล็กลง

ดีไซน์เดิม สีใหม่ หน้าจอ Dynamic Island ซ่อนกล้อง IR ใต้จอ


สำหรับดีไซน์ iPhone 18 Pro ยังใช้งานอะลูมิเนียมเกรด 7000 เสริมความแข็งแกร่งด้วยกระจกหน้า Ceramic Shield 2 ที่ทนต่อรอยขีดข่วนได้ดีขึ้น 3 เท่า และกระจกหลัง Ceramic Shield ที่ทนต่อการแตกร้าวมากขึ้น 4 เท่า พร้อมมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68

โดยปีนี้มีให้เลือก 4 สีสัน ได้แก่ สีดำ ที่รอบนี้ทำได้ดำสนิทที่สุดเท่าที่เคยทำมา, สีเงิน Silver, สีฟ้าธารน้ำแข็ง โทนอ่อนๆ และสีใหม่แดงเบอร์กันดี ที่ทำออกมาได้ดูดี และน่าสนใจมากๆ ในรอบนี้ iPhone 18 Pro น้ำหนัก 211 กรัม (รุ่นเดิม 206 กรัม) และ iPhone 18 Pro Max 249 กรัม (รุ่นเดิม 233 กรัม)


ในส่วนของการแสดงผล หน้าจอมาในขนาด 6.3 นิ้ว และ 6.9 นิ้ว เป็นพาเนล Super Retina XDR สว่างสูงสุด 3000 nits พร้อมเคลือบสารลดแสงสะท้อนลง 33% และสารกันรอยนิ้วมือ มากับเทคโนโลยี ProMotion 120 Hz บนหน้าจอ Always-On เช่นเดิม


จุดที่ทำให้ดีไซน์ด้านหน้าดูดีขึ้นคือ การซ่อนกล้อง IR ไว้ใต้หน้าจอ ทำให้ Dynamic Island มีขนาดเล็กลงถึง 25% โดยเทคโนโลยีนี้อาศัยการลดความหนาแน่นของพิกเซลในจุดดังกล่าวลงครึ่งหนึ่ง และเร่งความสว่างขึ้น 2 เท่า ส่งผลให้มีพื้นที่แสดงผล Live Activities ได้สูงสุดถึง 3 รายการพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลอาหารเดลิเวอรี่ที่กำลังมาส่ง เครื่องเล่นเพลง หรือนาฬิกาจับเวลา

ชิป A20 Pro - ระบบระบายความร้อนใหม่


จุดเปลี่ยนหลักของรุ่นโปรในปีนี้ คือการอัปเกรดมาใช้ชิป A20 Pro ครั้งแรกกับสถาปัตยกรรม 2 นาโนเมตร เลือกใช้ CPU แบบ 6 คอร์ พร้อมด้วย GPU 7 คอร์ ประมวลผลกราฟิกได้เร็วขึ้น 40% และติดตั้ง Neural Engine แบบ 16 คอร์ คู่ มาช่วยให้การประมวลผล AI ทำงานได้รวดเร็วขึ้นถึง 2 เท่า


เมื่อรวมกับระบบระบายความร้อนรูปแบบใหม่ Apple ได้ย้ายแผงวงจรเพื่อให้ชิปประมวลผลเชื่อมต่อโดยตรงกับ Vapor Chamber ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นถึง 3 เท่า ผสานกับการใช้วัสดุทองแดงเพิ่มเติม ทำให้กระจายความร้อนได้ดีขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือสามารถรักษาประสิทธิภาพการทำงานต่อเนื่อง ได้ดีกว่า iPhone 17 Pro ถึง 40%


สิ่งที่สัมผัสได้ชัดเจนหลังจากใช้งานคือเวลาเล่นเกมที่ประมวลผลหนักๆ หรือการเปิดกล้องถ่ายต่อเนื่องในระยะเวลาใกล้เคียงกัน iPhone 17 Pro จะเริ่มมีความร้อนสะสมมากขึ้น จนในบางขณะเริ่มร้อนต่อเนื่องมาที่มือ แต่กลับกันใน iPhone 18 Pro รอบนี้ อยู่ในระดับอุ่นๆ เท่านั้น ไม่ได้ร้อนเหมือนที่เคยเจอกัน

ไฮไลท์กล้องปรับรูรับแสงได้


ระบบกล้องของ iPhone 18 Pro ในรอบนี้ มากับ Pro Fusion 48 ล้านพิกเซล โดยที่เปลี่ยนแปลงมาชัดเจนคือเลนส์หลัก Fusion 48 ล้านพิกเซล พร้อม Variable Aperture หรือรูรับแสงปรับได้ ที่นำกลไกเลเซอร์เบลด 6 ชิ้นที่บางกว่าเส้นผม สามารถเลื่อนปรับรูรับแสงได้ 4 ระดับ คือ f/1.48, f/1.8, f/2.8, และ f/4.0


โดยสามารถตั้งได้ทั้งแบบอัตโนมัติ หรือตั้งค่าด้วยตัวเอง ฟีเจอร์นี้ช่วยให้รับแสงในที่มืดได้มากขึ้นถึง 50% จาก iPhone 17 Pro ที่รูรับแสง f/1.78 มากว้างสุดที่ 1.48 ในรุ่นนี้ หากต้องการหรี่รูรับแสงเพื่อถ่ายภาพกลุ่มให้ฉากหลังคมชัดก็ทำได้ รวมถึงการถ่ายคอนเสิร์ต หรือถ่ายย้อนแสง ก็สามารถทำไฟแฉก จากดวงไฟที่ย้อนมาได้ด้วย ขณะที่เลนส์มุมมกว้าง และเลนส์ซูม ยังคงใช้ชุดเลนส์เดิม ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล


ทำให้ในท้ายที่สุดแล้ว iPhone 18 pro จะถูกใจกับสายถ่ายภาพแบบมืออาชีพมากกว่า เพราะมีแถบ Pro Control ที่เปิดให้ผู้ใช้ปรับแต่งและเลือกเมนูมาวางได้ตามความถนัด เช่น White Balance, Histogram, รูรับแสง รวมถึง Shutter Speed ที่เปิดโอกาสให้สร้างสรรค์ภาพแบบ Motion Blur บน iPhone ได้


ในส่วนของการแต่งภาพ ยังมากับ Photographic Styles 3 ที่ให้ควบคุม Texture และ Grain ได้อิสระล้ำลึกกว่าการใช้ฟิลเตอร์ทั่วไป สำหรับกล้องหน้า Center Stage 18MP ช่วยให้เก็บภาพได้กว้างขึ้นพร้อมระบบจัดเฟรมกลุ่มให้อัตโนมัติ และรองรับการถ่ายวิดีโอพร้อมกันทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังผ่านฟีเจอร์ Dual Capture

งานวิดีโอก้าวล้ำไปอีกขั้น ด้วยความสามารถในการนำไฟล์วิดีโอ 60fps ปกติมาใส่เอฟเฟกต์ภาพแบบ Cinematic Mode ในภายหลังได้ ทั้งยังรองรับการถ่ายวิดีโอคุณภาพสูงระดับ ProRes RAW ไปจนถึง 4K 120 fps ในรูปแบบ Dolby Vision และเสริมความแม่นยำด้วยระบบ Smart Focus Tracking ที่ใช้ AI บนอุปกรณ์ล็อกโฟกัสตัวแบบได้อย่างแม่นยำ แม้ตัวแบบจะวิ่งหลุดออกจากเฟรมแล้วกลับเข้ามาใหม่ก็ตาม

แบตเตอรี่อึดสุด


เรื่องการจัดการพลังงานในiPhone 18 Pro Max เป็นอีกจุดที่ทำใด้ประทับใจ และกลายเป็นไอโฟนที่แบตเตอรี่อึดที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา แอปเปิลระบุว่า สามารถดูวิดีโอต่อเนื่องได้สูงสุดถึง 43 ชั่วโมง ส่วนรุ่น 18 Pro ดูวิดีโอได้นานสูงสุด 34 ชั่วโมง หรือเทียบเท่ากับ iPhone 17 Pro Max ในปีที่แล้ว

นอกจากแบตเตอรี่จะอึดขึ้นแล้ว ระบบชาร์จยังได้รับการพัฒนาให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เมื่อใช้อะแดปเตอร์ 45W ขึ้นไป สามารถชาร์จแบตเตอรี่ผ่านสายจาก 0-50% ได้ในเวลาเพียง 15 นาที หรือถ้าใช้อะเดปเตอร์เกิด 60W จะดันความเร็วในการชาร์จขึ้นไปถึงเกือบๆ 50W ในช่วงที่แบตเตอรี่ต่ำอย่เลยทีเดียว

ขณะที่การชาร์จไร้สาย MagSafe ก็รองรับความเร็วสูงสุด 25W เมื่อใช้กับอะแดปเตอร์ 35W ขึ้นไป ด้านการเชื่อมต่อก็อัปเกรดมาใช้ชิปโมเด็ม C2 รุ่นใหม่ที่ประหยัดพลังงานลง 15% พร้อมชิปเครือข่าย N1 ที่รองรับ Wi-Fi 7, Bluetooth 6 และพอร์ต USB-C มาตรฐาน USB 3 ที่โอนถ่ายข้อมูลได้เร็วสูงสุด 10Gb/s

สรุป


iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max คือสมาร์ทโฟนที่ออกแบบมาเพื่อสายโปรดักชัน ครีเอเตอร์ หรือช่างภาพมืออาชีพที่ต้องการกล้องระดับโปรซึ่งสามารถปรับรูรับแสงได้จริง หากคุณเป็นผู้ที่ใช้งานทั่วไป ไม่ได้เน้นการถ่ายภาพหรือวิดีโอระดับมืออาชีพ หรืองานประมวลผลขั้นสูง สเปกของรุ่นนี้อาจจะเกินความจำเป็นไปสักหน่อย

เพราะในยุคที่ราคา iPhone 18 Pro เริ่มต้นที่ 48,900 บาท และ iPhone 18 Pro Max 52,900 บาท ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นมาจากรุ่นก่อนหน้าในยุคที่สินค้าไอทีราคาแพงขึ้น ถ้ายังใช้เครื่องเดิมที่เพิ่งเปลี่ยนไป 1-2 ปีที่แล้วอาจข้ามรุ่นนี้ไปก่อนก็ได้ แต่ถ้าใช้งาน iPhone 13 ซีรีส์ iPhone 14 ซีรีส์ ที่ถึงเวลาเปลี่ยนแล้ว ข้ามมาเป็นรุ่นใหม่นี้ ประทับใจแน่นอน