หลังจากเริ่มวางจำหน่ายในไทยมาตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน MacBook Neo ยังกลายเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมในตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเป็นแมคบุ๊กราคาประหยัดที่ผู้คนสามารถจับต้องได้ และการเป็นโน้ตบุ๊กในราคาต่ำกว่า 20,000 บาท ที่ให้ประสิทธิภาพเพียงพอกับการใช้งานส่วนใหญ่ของทุกคน
อย่างที่รู้กันว่า ใน MacBook Neo นับเป็นครั้งแรกที่ Apple มีการนำชิปประมวลผลของ iPhone มาใช้งานกับเครื่องแมคบุ๊ก โดยเลือกใช้ชิป A18 Pro (รุ่นเดียวกับที่ใช้ใน iPhone 16 Pro) ที่นับว่ายังแรงมากๆ อยู่ เมื่อเทียบกับการใช้งานในระดับเริ่มต้น และเป็นจุดที่ทำให้ในระยะยาวเกมนี้คนคุ้มคือผู้บริโภค
ข้อดี
วัสดุ ดีไซน์ ประสบการณ์ใช้งาน MacBook
รองรับการใช้งานทั่วไป จนถึงตัดต่อคลิปสั้น เล่นเกมได้
ราคาเริ่มต้น 19,900 บาท
ข้อสังเกต
เหมาะกับการใช้งานทั่วไป ไม่เน้นงานเฉพาะทาง
RAM 8 GB ไม่เพียงพอกับการใช้งานหนักๆ
การปรับลดความเร็วประมวลผล เมื่อตัวเครื่องร้อน
ประสบการณ์ MacBook ในราคาต่ำกว่า 20,000 บาท
แม้จะเป็น MacBook รุ่นเริ่มต้น แต่ Apple ยังคงให้ความสำคัญวัสดุอยู่เช่นเดิม MacBook Neo ยังคงใช้บอดี้อะลูมิเนียม ให้ความรู้สึกแข็งแรง และดูแพงกว่าโน้ตบุ๊กพลาสติกในระดับราคาใกล้เคียงกัน น้ำหนัก 1.23 กิโลกรัม พกพาง่ายพอๆ กับ MacBook Air
เพื่อทำให้ MacBook Neo เข้ากับกลุ่มวัยรุ่น และไลฟ์สไตล์มากขึ้น ในรอบนี้จึงมีสีสันตัวเครื่องมาให้เลือกทั้งสีชมพู บลัช สีเหลือง ซีตรัส และน้ำเงิน อินดิโก กับตัวเลือกเซฟ อย่างสีเงิน เครื่องนี้ ที่ให้ความเรียบง่าย แต่แฝงด้วยรายละเอียดที่ตั้งใจ
ตัวเครื่องยังถูกออกแบบบาลานซ์มาให้สามารถเปิดหน้าจอด้วยมือข้างเดียวเช่นเดิม แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในทุกๆ รายละเอียด รวมถึงถ้าเป็นรุ่นสีอื่นๆ คีย์บอร์ดจะมีการปรับโทนสีให้สอดคล้องไปกับตัวเครื่อง ซึ่ง Magic Keyboard ยังพิมพ์สนุกเช่นเดิม
แต่แน่นอนว่า ในระยะยาวเมื่อใช้งานไป คีย์บอร์ดสีขาวสะอาดตาเหล่านี้ ต้องเปื้อนแน่นอน และที่น่าเสียดายคือไม่มีไฟใต้คีย์บอร์ดมาให้ รวมถึงในส่วนของแทร็กแพด ก็ไม่ได้เป็นแบบ Force Touch ที่จะรับรู้แรงกด แต่กลับไปใช้กลไกแบบบานพับเช่นเดิม
MacBook Neo ในรุ่นเริ่มต้น จะใช้การปลดล็อกด้วยการใส่รหัสผ่าน หรือทำงานร่วมกับ Apple Watch เพื่อปลดล็อกเครื่องได้ แต่ถ้าอัปเกรดขึ้นไปเป็นรุ่น 512 GB จะได้รับ TouchID มาให้ใช้สแกนลายนิ้วมือเพิ่มเติมด้วย โดยมีพอร์ตเชื่อมต่อเป็น USB 3.2 และ USB 2 ที่เป็น Type C ให้ 2 พอร์ต
โดยที่ช่องหลัก USB 3.2 Gen 2 รองรับความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลที่ 10Gbps สามารถต่อจอนอก 4K 60Hz ได้ 1 จอ ส่วนอีกช่องคือ USB 2.0 ที่ค่อนข้างช้า เหมาะแค่เสียบอุปกรณ์เสริม หรือสายชาร์จต่างๆ ถ้านำ External SSD ไปเสียบช่องนี้ การโอนไฟล์จะช้าจนตัวเครื่องขึ้นเตือนให้ไปใช้งานอีกพอร์ตแทน
เพื่อคุมงบของตัวเครื่องให้ได้ราคานี้ MacBook Neo จึงเลือกใช้จอแบบ Liquid Retina ที่ให้สีคลอบคลุม sRGB ถึง 96-98% แต่มันไม่ใช่จอ P3 ดังนั้น ถ้าเป็นการใช้งานในสายกราฟิกหรือช่างภาพที่ต้องการความแม่นยำของสีอาจต้องข้ามรุ่นนี้ไปก่อน
ชิป A18 Pro ใช้งานลื่นๆ
สำหรับภายในของ MacBook Neo ที่ขับเคลื่อนด้วยชิป A18 Pro ได้พิสูจน์แล้วว่า สามารถใช้งานระบบปฏิบัติการ macOS Tahoe ได้อย่างลื่นไหล ประสิทธิภาพการใช้งานทั่วไปกินขาดซีพียูคู่แข่งในระดับราคาเดียวกัน สามารถเปิดใช้งานหลายๆ แอปฯ ได้พร้อมกัน โดยที่เครื่องไม่หน่วง ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนา OS ด้วยส่วนนึง
เพียงแต่ว่าข้อจำกัดของชิป A18 Pro ที่เมื่อใช้งานหนักๆ จะเริ่มมีความร้อนออกมา ถ้าใช้ในสภาพอากาศแบบบ้านเรา โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน จะเห็นการหน่วงของตัวเครื่องในบางจังหวะที่ต้องรีดประสิทธิภาพของตัวเครื่อง แต่ถ้าใช้งานในห้องแอร์ อากาศเย็นๆ ปัญหาเหล่านี้แทบไม่เกิดขึ้นกับการใช้งาน
ส่วน RAM 8 GB ที่ให้มา ถือว่า macOS สามารถจัดการหน่วยความจำได้เป็นอย่างดี ส่วนนึงเพราะสามารถใช้พื้นที่ของ SSD มาสร้าง Virtual RAM เพื่อใช้งานเพิ่มเติมได้ ถึงเป็นการใช้งานเปิดแท็บเบราว์เซอร์จำนวนมากตัวเครื่องก็ยังทำงานได้เป็นอย่างดี
เพียงแต่ถ้าเริ่มมีการนำไปใช้งานในลักษณะของการประมวลผลวิดีโอความละเอียดสูงระดับ 4K จะเริ่มเห็นความช้าในการเรนเดอร์ หรือการจัดการไฟล์ภาพขนาดใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเป็นการใช้งานเกี่ยวกับพวกนี้ ขยับไป MacBook Air หรือ MacBook Pro จะเหมาะสมกว่าอยู่แล้ว
สุดท้ายเรื่องของแบตเตอรี เท่าที่ลองใช้งานในชีวิตประจำวันทั่วไป อยู่ได้ 6-8 ชั่วโมงสบายๆ ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน พกออกไปใช้งานนอกบ้านทั้งวัน กลับบ้านมาค่อยชาร์จได้เหมือนสมาร์ทโฟนเครื่องนึง แต่ถ้าใช้งานหลักๆ อย่างเปิดโปรแกรมตัดต่อ หรือเล่นเกมต่อเนื่องเวลาที่ใช้ได้ก็จะลดลงไปอีก สำหรับอะเดปเตอร์ที่ให้มาในกล่องจะเป็น 20W แต่ถ้ามีหัวชาร์จ USB-C ที่แรงกว่านั้นใช้งานกับมือถืออยู่แล้ว ใช้แทนกันได้
สรุป นักเรียน นักศึกษา ใช้งานทั่วไปคุ้มกับราคา แต่ถ้าใช้ทำงานเฉพาะข้าม
หลังจากใช้งานต่อเนื่องมา แทนที่ MacBook Air เกือบ 1 เดือน ทำให้รู้ได้ว่า MacBook Neo ไม่ใช่รุ่นที่ตอบโจทย์ได้ทุกคน ถ้าเป็นกลุ่มที่ใช้งานทั่วไป อย่างใช้เว็บเบราว์เซอร์ หาข้อมูล ใช้งานเอกสารทั้งออฟไลน์ และออนไลน์ รวมถึงเพื่อความบันเทิง(ฟังเสียงผ่านหูฟัง) Neo ถือว่าตอบโจทย์
แต่ถ้ามีการใช้งานที่มากกว่านั้น อย่างต้องทำภาพ ตัดต่อคลิปวิดีโอ มีการประมวลผลที่หนักขึ้น การข้ามไปรุ่นใหญ่กว่านี้อย่าง MacBook Air และ MacBook Pro จะเหมาะสม และใช้งานในระยะยาวได้ดีกว่า โดยเฉพาะเรื่องของคุณภาพจอ ลำโพงต่างๆ ที่แตกต่างกันชัดเจน
MacBook Neo รุ่น 256 GB ราคา 19,900 บาท และรุ่น 512 GB มาพร้อม Touch ID ราคา 22,900 บาท (ถ้าใช้ยาวๆ แนะนำไปรุ่น 512 GB ดีกว่า เพราะพื้นที่ 256 GB ใช้ไม่พอ)


