ชาวอเมริกันไปลงคะแนนเสียงวันอังคาร (2 พ.ย.) ในการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งจะตัดสินว่าใครจะเป็นผู้ควบคุมรัฐสภาในช่วง 2 ปีสุดท้ายแห่งวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ถือเป็นคำตัดสินของประชาชนชาวอเมริกันในระดับชาติครั้งแรก เกี่ยวกับสมัยที่สองแห่งการเป็นประมุขประเทศของทรัมป์ โดยจะเปิดเผยให้ทราบกันว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องการที่จะเพิ่มการตรวจสอบการใช้อำนาจของประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันผู้นี้ ด้วยการให้พรรคเดโมแครตควบคุมสภาใดสภาหนึ่งหรือทั้งสองสภา หรือว่าพวกเขามีความเต็มใจที่จะยอมรับสถานะเดิมที่เป็นอยู่ แม้จะมีความไม่พอใจเกี่ยวกับค่าครองชีพและสงครามกับอิหร่านที่สหรัฐฯเป็นผู้นำจุดชนวนขึ้นมา
ผลการเลือกตั้งที่ออกมาในคราวนี้ ยังอาจเปลี่ยนแปลงรูปโฉมการอภิปรายถกเถียงกันภายในทั้งสองพรรคใหญ่ ในเรื่องที่ว่าข้อความใดและนโยบายแบบไหนซึ่งตรงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากที่สุด ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯครั้งต่อไปในปี 2028
ต่อไปนี้คือ 6 สิ่งที่ควรต้องจับตาดูในวันเลือกตั้ง 3 พ.ย.
การเลือกตั้งที่จะตัดสินว่าพรรคไหนจะได้คุมรัฐสภา
ก่อนการเลือกตั้งคราวนี้ พรรครีพับลิกันเป็นฝ่ายครองเสียงมากแบบเฉียดฉิวทั้งในสภาผู้แทนราษฎร (218 ต่อ 214 ที่นั่ง) และในวุฒิสภา (53 ต่อ 47 ที่นั่ง) ดังนั้นในสภาใดก็ตาม ถ้าพรรคเดโมแครตชนะได้ที่นั่งเพิ่มสุทธิขึ้นมาอย่างน้อย 4 ที่นั่ง ก็จะพลิกกลับเป็นฝ่ายเสียงข้างมากในสภานั้นๆ ทันที
คาดการณ์กันอย่างกว้างขวางว่าเดโมแครตจะสามารถยึดสภาผู้แทนราษฎรคืนมาได้ แต่การต่อสู้ในวุฒิสภาการแข่งขันยังคงดุเดือดคู่คี่กันมากจนยากที่จะฟันธง ทั้งนี้เดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากในสภาใดสภาหนึ่งหรือทั้งสองสภาได้สำเร็จหรือไม่ จะเป็นตัวกำหนดความสามารถของทรัมป์ในการผลักดันระเบียบวาระของเขาใน 2 ปีสุดท้ายแห่งการเป็นประธานาธิบดีของเขา
ชัยชนะของพรรคเดโมแครตในสภาใดสภาหนึ่งหรือทั้งสองสภา มีแนวโน้มที่จะกระตุ้นให้รัฐสภาเคลื่อนไหวดำเนินการสอบสวนด้านจริยธรรมของทรัมป์และคณะรัฐบาลของเขา โดยเฉพาะในประเด็นการบริหารจัดการกับการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง และเรื่องสงครามอิหร่าน
ส่วนสำหรับรีพับลิกันนั้น ถ้าผลการเลือกตั้งชี้ว่าพรรคยังคงได้รับแรงสนับสนุนอย่างแข็งแรงกว่าที่คาดหมายกัน มันก็น่าจะเสริมสร้างอำนาจของทรัมป์ในพรรค ขณะที่การสูญเสียเพลี่ยงพล้ำอย่างหนัก อาจเพิ่มแรงกดดันให้รีพับลิกันทบทวนนโยบายทรัมป์ซึ่งไม่เป็นที่นิยม อย่างเช่น ภาษีศุลกากร และสงคราม เวลาเดียวกับที่กำหนดรูปโฉมของข้อความและนโยบายซึ่งพวกผู้สมัครที่แข่งขันกันเพื่อสืบทอดตำแหน่งต่อจากทรัมป์ ควรจะต้องส่งออกมาเรียกคะแนนจากบรรดาผู้ออกเสียง
ผลการนับคะแนนเบื้องต้นจากเขตเลือกตั้ง ส.ส. ที่พรรครีพับลิกันครองอยู่ในรัฐฟลอริดาและรัฐเวอร์จิเนีย อาจให้เบาะแสเกี่ยวกับขนาดของที่นั่งทั่วประเทศซึ่งพรรคเดโมแครตจะคว้ามาได้ในเที่ยวนี้ กล่าวคือหากเดโมแครตมีชัยในบรรดาเขตเลือกตั้งที่พรรคทั้งสองมีการแข่งขันกันดุเดือด มันก็น่าจะบ่งชี้ถึงค่ำคืนแห่งชัยชนะอันหนักแน่นมั่นคงของเดโมแครต ยิ่งถ้าพวกเขายังชนะในเขตซึ่งที่ผ่านมาเอนเอียงไปทางพรรครีพับลิกันด้วยแล้ว ก็อาจเป็นการส่งสัญญาณว่ากระแสต่อต้านทรัมป์และนโยบายของเขามีขอบเขตกว้างขวางกว่าที่คาดหมายกันไว้เสียอีก
สำหรับการต่อสู้ชิงเก้าอี้ในวุฒิสภาซึ่งคู่คี่สูสีกว่าในสภาล่างนั้น อาจขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งใน 6-8 รัฐ นี่หมายความว่าพรรคเดโมแครตจำเป็นต้องสามารถชิงที่นั่งซึ่งพรรครีพับลิกันครองอยู่หลายเก้าอี้จากพวกรัฐที่ทรัมป์เคยชนะด้วยคะแนนเสียงถึงสองหลักในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 เป็นต้นว่า โอไฮโอ, ไอโอวา, อะแลสกา, และเทกซัส
อย่างไรก็ดี แม้กระทั่งที่รัฐแคนซัส ซึ่งทรัมป์เคยชนะด้วยคะแนนเสียงทิ้งห่าง 16% ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เริ่มกลายเป็นเวทีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้นคู่คี่ และชัยชนะของพรรคเดโมแครตจะเป็นสัญญาณของกระแสคลื่นสีน้ำเงิน (สีของพรรคเดโมแครต) ที่เชี่ยวกราก กระหน่ำซัดใส่กำแพงคลื่นสีแดง (สีของพรรครีพับลิกัน) จนซวนเซ
พรรครีพับลิกันจะสามารถรักษาอำนาจควบคุมวุฒิสภาเอาไว้ ถ้าชนะในรัฐส่วนใหญ่ที่ว่ามาเหล่านี้ ขณะที่พรรคเดโมแครตนอกจากต้องได้ชัยในรัฐสีแดงจัดพวกนี้แล้ว พวกเขายังอาจจะต้องรักษาเก้าอี้ที่รัฐมิชิแกนเอาไว้ให้ได้ ตลอดจนคว้ารัฐเมนที่อาจจะไม่ใช่เป็นสีแดงจัดเท่าใดนักอีกด้วย
ปัญหาเรื่องหน่วยเลือกตั้งและการนับคะแนน
พวกเจ้าหน้าที่การเลือกตั้งซึ่งสังกัดอยู่กับรัฐแต่ละรัฐ ออกมาเตือนไว้แล้วว่าการแข่งขันที่ดุเดือดคู่คี่ อาจทำให้เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง, การนับบัตรลงคะแนน, และการรับรองผล ขณะที่ความบกพร่องในหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อมีผู้มาใช้สิทธิ์กันมากจนทำให้ต้องต่อแถวยาวๆ, หรือว่าเครื่องจักรลงคะแนนที่ใช้กันอยู่ในบางหน่วยเลือกตั้งอาจเกิดปัญหาติดขัด, ตลอดจนการร้องเรียนคัดค้านของพวกผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งที่เป็นของพรรคใดพรรคหนึ่ง เหล่านี้อาจก่อให้เกิดการฟ้องร้องและทำให้การประกาศผลการเลือกตั้งต้องล่าช้าออกไป
ส่วนทางด้านกระทรวงยุติธรรมซึ่งเวลานี้อยู่ในความควบคุมของรัฐบาลทรัมป์ ได้ประกาศแผนการจัดส่งผู้สังเกตการณ์ประมาณ 1,000 คนไปทั่วประเทศในวันเลือกตั้ง ซึ่งเป็นประมาณสามเท่าตัวของจำนวนที่ใช้ในการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งที่แล้ว เรื่องนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นบางคนกังวลว่าอาจทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหวาดกลัว แม้ว่ากระทรวงยุติธรรมจะกล่าวว่าความกังวลเหล่านั้นไม่มีมูลความจริงก็ตาม
เจ้าหน้าที่การเลือกตั้งและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายบางส่วน ยังหวั่นเกรงว่าการสอบสวนและการท้าทายฟ้องร้องทางกฎหมายของทางเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง อาจทำให้การรับรองผลการเลือกตั้งล่าช้าหรือชะงักติดขัดในกรณีที่การแข่งขันคู่คี่กันมาก
อันที่จริงเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม กระทรวงยุติธรรมของทรัมป์ได้ยื่นฟ้องร้องแบบก่อนเกิดเหตุ โดยขอให้ศาลบังคับรัฐอะแลสกาไม่ออกใบรับรองผลการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก หากผู้สมัครของพรรครีพับลิกันที่ดำรงตำแหน่งอยู่ พ่ายแพ้ไปด้วยคะแนนเสียงที่เฉียดฉิว โดยระบุว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจสับสนเนื่องจากในบัตรเลือกตั้งคราวนี้ มีผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน 2 คนซึ่งมีชื่อและนามสกุลที่เกือบจะเหมือนๆ กัน
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม รัฐมนตรียุติธรรม ท็อดด์ บลานเช ปฏิเสธที่จะตัดความเป็นไปได้ที่กระทรวงยุติธรรมจะเข้าแทรกแซงการรับรองผลการเลือกตั้งของรัฐนี้ โดยกล่าวว่าหากเกิดสถานการณ์รุนแรง ก็อาจทำให้ต้องดำเนินการ
นอกจากนี้ หลายรัฐไม่น่าจะประกาศผลการเลือกตั้งที่สมบูรณ์ได้ในคืนวันเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตที่การแข่งขันคู่คี่กัน สถานการณ์เช่นนี้ย่อมเป็นช่องทางให้เกิดข้อพิพาทได้ง่าย
การตอบโต้ของทรัมป์ต่อผลการเลือกตั้ง
การตอบสนองของทรัมป์ต่อผลการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพรรครีพับลิกันสูญเสียการควบคุมรัฐสภา อาจกลายเป็นหนึ่งในเรื่องราวใหญ่โตที่สุดของคืนวันเลือกตั้ง โดยที่เรื่องแบบนี้ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเพียงเมื่อไม่กี่ปีก่อน
ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 4 พฤศจิกายน 2020 ก่อนที่การนับคะแนนจะเสร็จสิ้นในหลายรัฐ ทรัมป์ได้ออกมาประกาศว่าตนเองคือผู้ชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดี และเรียกร้องให้หยุดการนับคะแนน
อย่างไรก็ดี ในที่สุดแล้วเขาก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับโจ ไบเดน แห่งพรรคเดโมแครต กระนั้น เขายังคงกล่าวอ้างอย่างผิดๆ ไม่ยอมเลิกว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นถูกปล้นชิงไป ซึ่งท่าทีเช่นนี้ของเขา กลายเป็นสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดเหตุการณ์โจมตีอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ ในวันที่ 6 มกราคม 2021 เมื่อกลุ่มผู้สนับสนุนของเขาพยายามหยุดยั้งไม่ให้รัฐสภารับรองชัยชนะของไบเดนอย่างเป็นทางการ
ทรัมป์ยังคงกล่าวอ้างอย่างผิดๆ แม้กระทั่งจนถึงปัจจุบันนี้ ว่าเขาชนะการเลือกตั้งปี 2020 รวมทั้งตั้งข้อสงสัยข้องใจเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริตของการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ ทำให้เกิดความเป็นไปได้ที่พรรครีพับลิกันอาจจะท้าทายผลการเลือกตั้งหากพรรคสูญเสียสภาใดสภาหนึ่งหรือทั้งสองสภา
ในปีนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังได้กดดันรัฐต่างๆ ให้ส่งข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และเริ่มการสอบสวนเกี่ยวกับการลงคะแนนเสียงของบุคคลที่ไม่ใช่พลเมือง ถึงแม้พวกผู้เชี่ยวชาญด้านการเลือกตั้งและการศึกษาทางวิชาการหลายๆ ราย ต่างระบุว่ามีหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างเหล่านี้น้อยมาก กระนั้น เมื่อเร็วๆ นี้เอง ทรัมป์ได้ฟ้องร้องรัฐแคลิฟอร์เนีย กล่าวหาว่ามีบุคคลที่ไม่ใช่พลเมืองของรัฐนั้น ได้ใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง
ผู้ที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง
พวกผู้สนับสนุนหลักๆ ของพรรค จะออกมาใช้สิทธิลงคะแนนหรือไม่ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง โดยที่จากผลโพลของหลายๆ สำนักแสดงให้เห็นว่า ก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง ชาวพรรคและพวกผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต มีความกระตือรือร้นมากกว่าอย่างชัดเจน ในเรื่องการใช้สิทธิลงคะแนน
แต่พวกนักยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง ส่งเสียงเตือนว่ากลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งของพรรคเดโมแครต ซึ่งรวมถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นคนหนุ่มสาว, คนผิวดำ, และผู้พูดภาษาสเปน (ชาวฮิสแปนิก) มีอัตราการออกมาลงคะแนนในการเลือกตั้งกลางเทอม ต่ำกว่าในการเลือกตั้งประธานาธิบดี
ผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งเหล่านี้มีความไม่ไว้วางใจพรรคใหญ่ทั้งสองมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเกี่ยวกับค่าครองชีพ ดังนั้น หากกลุ่มคนเหล่านี้ออกมาใช้สิทธิใช้เสียงต่ำกว่าที่คาดการณ์กันไว้ พรรคเดโมแครตก็น่าจะทำผลงานได้ไม่ดีในวันเลือกตั้ง
ผลเลือกตั้งกลางเทอมมีความหมายอย่างไรต่อการแข่งขันชิงตจำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2028?
หลังจากความพ่ายแพ้อย่างยับเยินในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 พรรคเดโมแครตได้แตกแยกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งสนับสนุนให้ใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบประชานิยมมากขึ้น ส่วนอีกฝ่ายสนับสนุนแนวทางสายกลางต่อไปเพื่อดึงคะแนนเสียงจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่ได้ภักดีเหนียวแน่นต่อพรรคใดพรรคหนึ่ง
ในวันอังคาร ถ้าผู้สมัครของเดโมแครตที่เป็นฝ่ายสายกลางและฝ่ายซ้าย สามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่น ย่อมทำให้ฝ่ายนั้นๆ อ้างได้ว่านโยบายของตนได้รับการยอมรับ และนี่อาจเป็นการปูทางไปสู่การแข่งขันที่ดุเดือด รวมทั้งอาจมีการโต้แย้งกันอย่างรุนแรง ในเวลาที่มีการแข่งขันชิงเป็นผู้สมัครที่จะเป็นตัวแทนพรรคเข้าต่อสู้ยื้อแย่งตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งปี 2028
ความได้เปรียบด้านเงินทุนของพรรครีพับลิกัน ทำให้พรรคสร้างผลงานได้หรือขึ้นหรือไม่
ในการเลือกตั้งคราวนี้ พรรครีพับลิกันมีความได้เปรียบด้านการเงินอย่างชัดเจน และสามารถทุ่มเงินมากมายในการโฆษณาโจมตีผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต
แม้ว่า ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตบางคนอาจระดมเงินทุนสนับสนุนได้เท่าหรือมากกว่าคู่แข่ง แต่เมื่อว่ากันถึงพรรคโดยองค์รวมแล้ว พรรครีพับลิกันมีเงินทุนใช้สอยเทื่อการรณรงค์หาเสียงสูงกว่าพรรคเดโมแครตลายร้อยล้านดอลลาร์ ทั้งนี้เมื่อรวมเอาการระดมทุนของพวกคณะกรรมการพรรค และกลุ่มภายนอกพรรคเข้ามาด้วยแล้ว
คำถามสำคัญอยู่ที่ว่าความได้เปรียบเช่นนี้ช่วยพลิกผลการเลือกตั้งที่คู่คี่ ให้กลายเป็นความได้เปรียบของรีพับลิกันหรือไม่ หรือว่าความกังวลของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกี่ยวกับราคาสินค้าที่สูงและสงครามอิหร่านยังคงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่า
ตามข้อมูลของคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งสหรัฐอเมริกา ทรัมป์ใช้เงินไปแล้วกว่า 277 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่เป็นการใช้จ่ายผ่าน MAGA Inc. ที่เป็นซูเปอร์ PAC ของเขา โดยเป็นเงินค่าโฆษณาทางทีวีและการออกจดหมายตรงถึงผ้ออกเสียงเลือกตั้ง เพื่อช่วยเหลือพวกผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันที่กำลังประสบปัญหากันอยู่
อีลอน มัสก์ ซีอีโอของเทสลา ก็ใช้เงินประมาณ 366 ล้านดอลลาร์ในช่วงการเลือกตั้งกลางเทอม รวมถึงจำนวน 276 ล้านดอลลาร์ที่ใช้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม เพื่อสนับสนุนผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน
(ที่มา: รอยเตอร์)


