ผู้คนบนสื่อสังคมออนไลน์ไทยและกัมพูชาเปิดศึกกันนอกรอบ ตามหลังมีรายงานข่าวร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น (7-Eleven) สาขาสุดท้ายในกำปอต เมืองชายฝั่งทะเลของกัมพูชา ได้ปิดตัวลงอย่างถาวร ฝ่ายคนเขมรปลื้มปริ่มคุยโวเป็นผลจากพิษกระแสคว่ำบาตรสินค้าไทย แต่คนไทยเหน็บแหนมกลับ บอกยินดีด้วยที่ "กำลังกลับสู่ยุคหิน โดยไม่รู้ตัว"
สำนักข่าวเคพีที รายงานว่าร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven สาขาสุดท้ายในเมืองกำปอต เมืองชายฝั่งทะเลของกัมพูชา ได้ปิดตัวลงอย่างถาวรแล้ว นับเป็นเหยื่อรายล่าสุดของการคว่ำบาตรสินค้าไทยทั่วประเทศ หลังเหตุปะทะกันอย่างรุนแรงบริเวณชายแดนเมื่อปีที่แล้ว
เคพีที รายงานอ้างสื่อมวลชนท้องถิ่น ระบุในวันจันทร์(2พ.ย.) ว่า 7-Eleven สาขากำปอต ได้ปิดกิจการลงหลังจากจำนวนลูกค้าลดลงอย่างต่อเนื่องและสินค้าหมดสต็อกเป็นเวลาหลายสัปดาห์ เนื่องจากผู้บริโภคในท้องถิ่นหันไปซื้อสินค้าที่ไม่ใช่สินค้าไทยและธุรกิจแฟรนไชส์มากขึ้นเรื่อยๆ
รายงานข่าวระบุว่า เซเว่นอีเลฟเว่นที่ดำเนินการโดยบริษัท CP All Cambodia บริษัทลูกของเครือเจริญโภคภัณฑ์ กลุ่มธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เปิดตัวในกัมพูชาในเดือนสิงหาคม 25201 โดยเริ่มต้นจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วประเทศ อย่างไรก็ตามสื่อกัมพูชาแห่งนี้ระบุว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้ลดลงอย่างมากหลังจากเกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในเดือนกรกฎาคม 2025
สื่อเขมรอ้างว่ากระแสต่อต้านที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ส่งผลกระทบต่อเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยทั่วประเทศ โดยระบุว่าก่อนหน้านี้ PTT บริษัทพลังงานไทยได้รายงานว่ายอดขายน้ำมันลดลง 50 ถึง 60% ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องลดจำนวนสถานีบริการน้ำมันลงจากประมาณ 200 แห่ง เหลือ 150 แห่ง
รายงานยังระบุว่าการคว่ำบาตรของผู้บริโภคท้องถิ่นในวงกว้างได้เปลี่ยนแปลงการค้าข้ามพรมแดนระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านอย่างมีนัยสำคัญ
ข่าวคราวเกี่ยวกับการปิดสาขา 7-Eleven ในกัมพูชาครั้งนี้ ได้ก่อประเด็นโต้เถียงในหมู่ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ของทั้ง 2 ชาติที่บาดหมางอยู่ก่อนแล้ว โดยฝายคนเขมรออกมาโพสต์ข้อความด้วยความยินดีปรีดา กล่าวอ้างว่ากระแสคว่ำบาตรสินค้าไทยกำลังสัมฤทธิ์ผล แต่ถูกชาวเน็ตไทยตอบโต้กลับ ชี้ให้เห็นว่าฝ่ายที่จะได้รับผลกระทบหนักหน่วงที่สุดจากการถอนตัวของภาคธุรกิจ ก็คือกัมพูชาเอง
"ข้อผิดพลาดสำคัญของทางการและภาคธุรกิจไทยคือการประเมินความแข็งแกร่งและความยั่งยืนของการคว่ำบาตรของผู้บริโภคชาวกัมพูชาและการทดแทนสินค้าในตลาดภายในประเทศต่ำเกินไป" ชาวเน็ตกัมพูชารายหนึ่งคุยโว
"เมื่อประเทศไทยปิดจุดผ่านแดนทางบกโดยฝ่ายเดียว ธุรกิจต่าง ๆ ในกัมพูชาก็ปรับตัว โดยไม่รอให้มีการเปิดพรมแดนอีกครั้ง แต่หันไปใช้เส้นทางขนส่งทางทะเลแทน หรือเปลี่ยนไปจัดหาสินค้าจากแหล่งอื่น เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และสิงคโปร์" ชาวเน็ตกัมพูชาคนเดียวกันร่ายยาว
ชาวเน็ตไทยไม่ยอมแพ้ ตอบโต้กลับว่า "ยังเหลือ Big C, Makro แล้วก็ปั๊มน้ำมัน PTT อยู่นะ เพื่อนบ้านชาวเขมร ลองแบนพวกนี้ไปด้วยเลยดีไหม? ฮ่าๆ! อยากเห็นธุรกิจไทยทุกแห่งถอนตัวออกจากกัมพูชาให้หมด จะได้ไม่ต้องกังวลอะไรกันอีก ถ้าเกิดสงครามขึ้นมาจริงๆ เราจะได้ลุยกันได้เต็มที่ไปเลย!"
ในเพจ SEA Heritage & History ที่รายงานในเรื่องนี้เช่นกัน มีชาวกัมพูชารายหนึ่งโพสต์ข้อความว่า "ในฐานะชาวกัมพูชา เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ร้านเหล่านั้นกำลังทยอยปิดตัวลงเกือบหมดทั่วประเทศ ในขณะที่ร้านสะดวกซื้อ ขแมร์ 24/7 กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและแข็งแกร่ง" กระตุ้นให้คนไทยตอบกลับใต้คอมเมนท์ ว่า "ยินดีด้วย! มนุษย์ยุคหิน"
นอกจากนี้ยังมีชาวเน็ตไทยอีกคน ที่เขียนตอบโต้ยาวเหยียด บอกว่า "ฉันสนับสนุนและส่งกำลังใจให้ชาวกัมพูชาคว่ำบาตรสินค้าไทยทุกชนิด (ถ้าพวกเขาทำได้จริงๆแน่นะ) เอาให้จริงๆเลย ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าอุตสาหกรรม รวมถึงธุรกิจและเงินทุนจากประเทศไทย"
"ไม่ต้องกังวลไป นักธุรกิจไทยและเงินทุนจากไทยกำลังทยอยถอนตัวออกจากกัมพูชาอยู่แล้ว เพราะตลาดกัมพูชาไม่คุ้มค่าแก่การลงทุน ฉันและคนไทยคนอื่นๆ กำลังเฝ้ารอด้วยใจจดจ่อ ตอนนี้เรากำลังฉลองกันแบบเงียบๆ แต่เมื่อถึงเวลานั้น เราจะร่วมฉลองกันทั้งชาติ!" ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตคนไทยเขียน
ชาวเน็ตไทยอีกคนช่วยเสริมแบบประชดประชันว่า "ประเทศไทยไม่สามารถคว่ำบาตรสินค้าจาก Scambodia ได้ เพราะ Scambodia ไม่มีอะไรให้คว่ำบาตรเลย"
(ที่มา:เคพีที/SEA Heritage & History/mgronline)


