บิล เกตส์ ชี้ AI จะสร้าง “ความมั่งคั่งอย่างแท้จริง” แต่ช่วงเวลาอีก 2 ทศวรรษข้างหน้าก่อนที่ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะมาถึง จะเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ปั่นป่วนวุ่นวายที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
เกตส์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft และมหาเศรษฐีใจบุญ เตือนในพอดแคสต์ "Decoder" อีพีล่าสุดที่ออกอากาศเมื่อวันพฤหัสฯ (22 ต.ค.) ว่า สิ่งที่เขากังวลมากคือช่วงเปลี่ยนผ่านดังกล่าวที่จะมีทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ รวมถึงเหตุการณ์พลิกผันรุนแรงมากมาย
นอกจากนั้น ระหว่างให้สัมภาษณ์กับสื่อ The Observer ของอังกฤษ ที่มีการเผยแพร่ในวันอาทิตย์ (25 ต.ค.) เกตส์ยังเปรียบเทียบยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็น “เหตุการณ์สำคัญทางวิวัฒนาการ” คล้ายการเปลี่ยนผ่านจากลิงสู่มนุษย์
เขาเสริมว่า สิ่งที่ฉลาดที่สุดกำลังถูกนิยามใหม่จากการที่มนุษย์กำลังสร้างสติปัญญารูปแบบใหม่ ซึ่งจะก้าวข้ามขีดจำกัดในการรับรู้ของมนุษย์ที่ไม่มี AI ช่วย เนื่องจากสติปัญญารูปแบบใหม่ไม่มีข้อจำกัดทางชีวภาพ และในอนาคตอันใกล้ ความก้าวหน้าและการค้นพบครั้งสำคัญในสาขาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ จะไม่ได้เกิดจากมนุษย์เป็นหลักอีกต่อไป แต่จะขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี
เกตส์ย้ำสิ่งที่หลายคนกังวลเรื่องที่ตำแหน่งงานของคนทำงานออฟฟิศ พนักงานขายและฝ่ายสนับสนุนทางโทรศัพท์ รวมถึงพนักงานบัญชีอาจหายไป เนื่องจาก AI สามารถทำงานเหล่านั้นได้โดยมีต้นทุนถูกกว่า เร็วกว่า และแม่นยำกว่ามาก ขณะที่งานที่ใช้แรงงานจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์
เขาเตือนว่า ถ้าไม่ชะลอหรือหยุดการพัฒนา AI โลกจะมีหุ่นยนต์ที่สร้างบ้าน ผลิตอาหาร และผ่าตัดได้ และแรงงานมนุษย์ที่เคยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจจะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปสำหรับสินค้าและบริการส่วนใหญ่
เกตส์ยังบอกอีกว่า คงเป็นเรื่องน่าตกใจและทำใจได้ยาก ถ้าวันหนึ่ง AI ไล่ให้เขาไปพัก โดยอวดอ้างว่า เก่งกว่าและสามารถจัดการได้ดีกว่า ทั้งที่เขามีทรัพยากรมหาศาลและเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนเพื่อกำจัดโรคมาลาเรีย รวมถึงการจัดการวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมอื่น ๆ มากมาย
เขายังแชร์มุมมองที่ยึดถือมายาวนานว่า งานเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือหารายได้ แต่ยังทำให้คนรู้สึกว่า ชีวิตมีความหมาย เป็นเหตุผลในการลืมตาตื่นขึ้นมาในทุก ๆ วัน เป็นหนทางในการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน รวมทั้งการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ และการแก้ปัญหา
เขาแนะนำว่า วันหนึ่งข้างหน้าควรมีการจำกัดกิจกรรมบางอย่าง เช่น ศิลปะ กีฬา การทำอาหาร และการดูแลลูกหลานไว้สำหรับมนุษย์ แม้ AI อาจทำสิ่งเหล่านั้นได้ดีกว่าก็ตาม
นอกจากนี้ เกตส์ยังเสนอให้เก็บภาษีจากความมั่งคั่งมโหฬารที่เกิดจาก AI เพื่อนำไปชดเชยภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาลที่สูงมากอย่างไม่เคยมีมาก่อนอันเป็นผลจากการว่างงาน
ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft ผู้นี้ยังชี้ว่า มาตรการต่าง ๆ เช่น การส่งเสริมการเกษียณอายุก่อนกำหนด และการจำกัดชั่วโมงการทำงาน อาจช่วยรักษาการจ้างงานไว้ได้ในระดับหนึ่ง
เกตส์จินตนาการว่า ในอนาคตอาจมีคนบางกลุ่มเลือกใช้ AI เฉพาะบางด้าน เพื่อที่มนุษย์จะได้ไม่ต้องละทิ้งคุณค่าสำคัญ เช่น การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หรือการคิดค้นแนวคิดใหม่ ๆ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon และเจมี ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร JPMorgan ต่างเสนอแนวคิดในการลดวันทำงาน เพื่อเป็นทางเลือกบรรเทาผลกระทบจากการว่างงานอันเนื่องมาจาก AI และทำให้การเปลี่ยนผ่านสร้างความเจ็บปวดน้อยลง
ทั้งนี้ เกตส์เป็นหนึ่งในผู้นำในวงการเทคโนโลยีที่ออกมาเตือนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดแรงงานระหว่างที่โลกก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความมั่งคั่งสมบูรณ์
อีลอน มัสก์ ซีอีโอ SpaceX คาดว่า การเปลี่ยนผ่านจะเต็มไปด้วยความผันผวนและอุปสรรค และเสนอให้รัฐบาลจ่ายเงินสนับสนุนให้ประชาชนทุกคนเพื่อรับมือการสูญเสียตำแหน่งงานที่เกิดจาก AI เขายังบอกว่า เทคโนโลยีจะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงจนทุกคนมีข้าวของทุกอย่างที่ต้องการ และทำให้การทำงานกลายเป็นแค่ทางเลือก ขณะที่การเก็บออมเงินเพื่อการเกษียณอาจไม่คุ้มค่าหรือไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปในอีก 10-20 ปีข้างหน้า เพราะถึงตอนนั้นเงินก็ไม่มีความหมายแล้ว
เช่นเดียวกับดาริโอ อโมเดอี ซีอีโอ Anthropic ที่บอกว่า AI มีศักยภาพในการยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคน แต่ผลกระทบในระยะสั้นอาจสร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างไม่เคยมีมาก่อน
อย่างไรก็ตาม แซม อัลต์แมน ซีอีโอ OpenAI ระบุเมื่อเดือนพ.ค.ว่า AI ไม่ได้ทำให้ตำแหน่งงานของพนักงานออฟฟิศหายไปเท่าที่เคยคาดไว้ และตอนนี้เขาไม่คิดว่า จะเกิด “หายนะของตลาดแรงงาน” อีกต่อไป
อีกหนึ่งภัยคุกคามสำคัญคือความเสี่ยงจาก AI ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม เกตส์เตือนว่า ใน 3-4 ปีข้างหน้า โลกอาจเผชิญปัญหาร้ายแรงเกี่ยวกับการควบคุมและการทำให้ AI มีเป้าหมายสอดคล้องกับมนุษย์
เกตส์ไม่ได้มองอนาคตในแง่ร้ายทั้งหมด เขายังยกย่องศักยภาพของ AI ในการแก้ปัญหาทางสังคมที่สำคัญหลายอย่าง เช่น ด้านสาธารณสุขและการแพทย์ พร้อมเสนอว่า ควรเร่งพัฒนาสิ่งดี ๆ ที่ AI สามารถสร้างได้ ควบคู่กับการออกกฎหมายเพื่อป้องกันและควบคุมความเสี่ยงอย่างเหมาะสม รวมทั้งลดผลกระทบด้านลบให้เหลือน้อยที่สุด
เขาทิ้งท้ายว่า อเมริกาและจีนควรมองปัญหาเกี่ยวกับ AI เป็นความท้าทายของมนุษยชาติ ไม่ใช่การแข่งขันระหว่างประเทศที่ฝ่ายหนึ่งต้องชนะและอีกฝ่ายต้องแพ้ แม้บางคนกังวลว่า ความร่วมมือของสองมหาอำนาจอาจเกิดขึ้นยากก็ตาม
ที่มา: บิสเนส อินไซเดอร์/เทเลกราฟ


