ไมโครซอฟต์ ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีสัญชาติสหรัฐฯ กำลังเคลื่อนไหวปรับลดพนักงานผ่านโครงการเสนอเงินชดเชยเพื่อการลาออก ซึ่งครอบคลุมพนักงานประมาณ 60,000 คน คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 4 ของพนักงานทั้งหมดทั่วโลก จากคำแถลงของทางบริษัท
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นตามหลังการปรับลดพนักงานไปแล้วหลายพันอัตราในปีนี้ และมีขึ้นในขณะที่บรรดาบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั้งหลาย กำลังหาทางลดต้นทุนด้านเงินเดือน แล้วหันไปเร่งการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์(เอไอ)
ไมโครซอฟต์ เปิดตัวโครงการดังกล่าวเมื่อวันจันทร์(26ต.ค.) โดยบอกว่ามันจะครอบคลุมราวๆ 27% จากพนักงานทั้งหมด 223,000 คน ในแผนกต่างๆที่ถูกคัดเลือกทั้งในสหรัฐฯ แคนาดา สหราชอาณาจักร และอินเดีย ในนั้นรวมถึงแผนกเอ็กซ์บ็อกซ์, แผนกวินโดวส์, แผนกโคไพล็อต, แผนกการเงินและแผนกทรัพยากรบุคคล
ทางไมโครซอฟต์ ให้คำจำกัดความมาตรการดังกล่าวว่าเป็นโครงการลาออกโดยสมัครใจ ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับแพ็คเกจชดเชยการเลิกจ้าง อย่างไรก็ตามทางบริษัทไม่ได้เปิดเผยว่ามีพนักงานมากน้อยแค่ไหนที่คาดหมายว่าจะตอบรับข้อเสนอดังกล่าว
ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ไมโครซอฟต์ได้มีการปรับลดจำนวนพนักงานมาแล้วหลายระลอก โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บริษัทได้ประกาศแผนการปรับลดตำแหน่งงานจำนวน 4,800 ตำแหน่ง ซึ่งรวมถึงตำแหน่งงานในแผนกเกมเอ็กซ์บอกซ์ ประมาณ 3,200 ตำแหน่ง
บริษัทได้เปิดตัวโครงการให้พนักงานลาออกโดยสมัครใจไปแล้วโครงการหนึ่งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยครอบคลุมพนักงานในสหรัฐฯ ประมาณ 8,750 คน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 7% ของจำนวนพนักงานทั้งหมดในสหรัฐฯ ซึ่งมีรายงานว่ามีพนักงานประมาณ 30% ตอบรับข้อเสนอดังกล่าว
การปรับลดพนักงานดังกล่าว เกิดขึ้นในขณะที่ไมโครซอฟต์ ทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งรวมถึงศูนย์ข้อมูลและขีดความสามารถในการประมวลผล ส่งผลให้บริษัทจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นๆลง
บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อื่นๆก็ได้ปรับลดพนักงานและหันไปทุ่มทุนกับเอไอเช่นกัน ในนั้นรวมถึงแอมะซอนที่ปรับลดตำแหน่งงานลง 16,000 อัตราในปีนี้ หลังจากเลิกจ้าง 14,000 ตำแหน่งในปี 2025 ส่วน เมตา ก็ปรับลดพนักงานและทุ่มเงินในการลงทุนด้านเอไอ ส่วน กูเกิล ได้ดำเนินโครงการให้พนักงานลาออกโดยสมัครใจอยู่หลายครั้งเพื่อลดจำนวนพนักงานลง
แนวโน้มดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความกังวลว่า เทคโนโลยีนี้ที่ได้รับการส่งเสริมในฐานะกลไกขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้น อาจส่งผลให้ตำแหน่งงานจำนวนมากต้องหายไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มงานด้านธุรการ งานด้านเทคนิค และงานในลักษณะอื่น ๆ ที่จัดอยู่ในประเภทงานสำนักงาน
ภัยคุกคามดังกล่าวยังเกินเลยออกไปนอกอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเนเธอร์แลนด์แถลงในวันจันทร์(26ต.ค.) ว่าจะปรับลดตำแหน่งงานราชการลง 25,000 อัตราภายในปี 2035 ส่วนหนึ่งผ่านการหันไปใช้ปัญญาประดิษฐ์ ในความพยายามประหยัดงบประมาณปีละ 3,500 ล้านยูโร การปรับลดดังกล่าวจะทยอยดำเนินการในช่วงเวลาหลายปี โดยไม่รวมถึงหน่วยงานตำรวจและบริการด้านความมั่นคง
ก่อนหน้านี้ บิล เกตส์ ผู้ร่วมก่อตั้งไมโครซอฟต์ เคยเตือนว่าเอไออาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดแรงงาน ในขณะเดียวกันก็มีการโต้แย้งว่าอาชีพบางประเภท เช่น งานดูแลบุคคลอื่น ควรสงวนไว้ให้เป็นหน้าที่ของมนุษย์เท่านั้น แม้ว่าเครื่องจักรจะมีความสามารถในการปฏิบัติงานเหล่านั้นได้ก็ตาม
อีลอน มัสก์ ซีอีโอสเปซเอ็กซ์ เตือนเมื่อเดือนกรกฏาคม ว่า ในท้ายที่สุด AI จะมีประสิทธิภาพเหนือกว่ามนุษย์ในทุกสายงาน และเปรียบเทียบช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ว่าเป็น "เส้นทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรค" คำเตือนของเขาเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับการที่ปัญญาประดิษฐ์อาจหลุดจากการควบคุมของมนุษย์ หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ระบบไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหลายต่อหลายครั้ง
มัสก์ ซึ่งบริษัท xAI ของเขาได้พัฒนาโมเดลเอไอล้ำสมัย ยังคาดการณ์ด้วยว่าเทคโนโลยีอาจก้าวล้ำสติปัญญาโดยรวมของมนุษยชาติได้ภายในเวลา 5 ปี และอาจหลุดพ้นจากการควบคุมของมนุษย์ได้ภายในเวลาหนึ่งทศวรรษ
(ที่มา:อาร์ทีนิวส์)


