xs
xsm
sm
md
lg

ไว้ใจไม่ได้! แบงก์ใหญ่อเมริกาสั่งบล็อกAI Agent หลังพบแอบทำธุรกรรมเกินคำสั่ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


Bank of America เป็นหนึ่งในธนาคารชั้นนำในสหรัฐฯ ที่เริ่มปิดกั้น AI Agent ภายนอกไม่ให้เข้าถึงบัญชีลูกค้าและทำธุรกรรมทางการเงิน
แบงก์ใหญ่ในอเมริกา อาทิ Citibank, Wells Fargo, Bank of America และ JPMorgan เริ่มปิดกั้น AI agent จากบริษัทภายนอกไม่ให้เข้าถึงแพลตฟอร์มและบริการของธนาคาร หลังพบพฤติกรรมเข้าถึงบัญชีและทำธุรกรรมเกินคำสั่งผู้ใช้ ขณะที่ผลศึกษาระบุผู้บริหารฝ่ายความปลอดภัยสารสนเทศในภาคการเงินและซอฟต์แวร์ราว 2 ใน 3 ชี้ Agentic AI เป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ 1 ใน 3 อันดับแรก

Axios เป็นสื่อแห่งแรกที่รายงานเรื่องนี้ ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นว่า AI Agent ที่มีความสามารถสูงและซับซ้อน อาจดำเนินการบางอย่างที่ผู้ใช้ไม่ต้องการ รวมทั้งอาจสร้างความเสียหายต่อระบบธนาคารและสถาบันการเงินที่ลูกค้าไว้วางใจให้ดูแลรักษาสินทรัพย์

ทั้งนี้ จากรายงานของ Palo Alto Networks ที่จัดทำขึ้นในปีนี้ พบว่า ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความปลอดภัยสารสนเทศในภาคการเงินและซอฟต์แวร์ราว 2 ใน 3 ระบุว่า Agentic AI เป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ 1 ใน 3 อันดับแรก ขณะที่ผู้บริหารกว่า 1 ใน 3 ชี้ว่า Agentic AI เป็นสิ่งที่กังวลมากที่สุด

เวลานี้ ธนาคารยักษ์ใหญ่หลายแห่งในอเมริกาเริ่มปิดกั้น AI agent จากบริษัทภายนอกไม่ให้เข้าถึงบัญชีลูกค้าและทำธุรกรรมทางการเงิน หลังมีรายงานว่า AI Agent บางตัวสามารถเข้าถึงบัญชีธนาคารและดำเนินการบางอย่างซึ่งไม่เป็นไปตามคำสั่งของผู้ใช้ โดยข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าววงใน 2 คน

Axios รายงานเมื่อวันพฤหัสฯ (22 ต.ค.) โดยอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข่าววงในว่า AI Agent บางตัวพยายามดำเนินการในลักษณะที่ดูเหมือนเป็นการตัดสินใจของตัวเองและทำงานนอกเหนือคำสั่งของผู้ใช้

แหล่งข่าวคนหนึ่งในอุตสาหกรรมธนาคารเผยว่า ในบางกรณีลูกค้าให้รหัสล็อกอินและรหัสผ่านของตนเองแก่ AI Agent ซึ่งโดยปกติแล้วแบงก์มักตรวจพบและปิดกั้นธุรกรรมเหล่านั้น อย่างไรก็ดี ธุรกรรมในลักษณะดังกล่าวไม่ถือเป็นธุรกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากลูกค้าเป็นผู้ให้ข้อมูลเข้าสู่ระบบแก่ AI Agent ด้วยตนเอง

โฆษก Citibank เปิดเผยกับยูเอสเอ ทูเดย์ว่า ธนาคารไม่อนุญาตให้ AI Agent หรือ AI Assistant ภายนอกเข้าสู่ระบบบัญชีของลูกค้า หรือทำธุรกรรมโดยตรงผ่านแพลตฟอร์มธนาคารดิจิทัลของแบงก์ แต่ยังอนุญาตให้ลูกค้าให้สิทธิ์ AI Agent เข้าถึงข้อมูลบัญชีได้ในขอบเขตจำกัดผ่านผู้ให้บริการระบบ Open Banking ที่ได้รับอนุมัติจากแบงก์

อองเดร ดูรันด์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Ping Identity ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านการรักษาความปลอดภัยอัตลักษณ์ดิจิทัลแก่สถาบันการเงิน แสดงความกังวลว่า ทั้งระบบธนาคารและผู้ใช้ต่างมีความเสี่ยงจากความรวดเร็วในการนำ AI ไปใช้เป็นเครื่องมือโจมตี และการทุจริตหลอกลวงในระดับรุนแรงและแนบเนียนขึ้น รวมถึงกลัวว่า AI Agent อาจถูกแฮก หรือลงมือทำสิ่งที่เป็นอันตรายด้วยตัวเอง

รายงานการสำรวจของ Ping ในเดือนนี้พบว่า ผู้บริโภค 71% กังวลว่า AI Agent อาจบิดเบือนหรือแสดงตัวตนและค่านิยมของตนผิดไปจากความเป็นจริง แต่มีแค่ 22% ที่บอกว่า ไม่ไว้ใจให้ AI ทำธุรกรรมทางการเงิน

เดือนก.ย. Bank of America, Capital One และแบงก์ระดับโลกอีก 4 แห่ง ร่วมกันตั้งกลุ่มความร่วมมือเพื่อเตือนว่า เทคโนโลยี Agentic AI กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วจนมาตรฐานอุตสาหกรรมและมาตรการคุ้มครองด้านความปลอดภัยตามไม่ทัน โดยเน้นย้ำความเสี่ยงจาก AI Shopping Agent หรือ AI ที่สามารถเลือกซื้อสินค้าและชำระเงินแทนผู้ใช้

ไบรอัน มอยนิฮาน ซีอีโอ Bank of America ให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์กเมื่อวันที่ 15 ที่ผ่านมาว่า นอกจากการจำกัดการเข้าถึงบัญชีเงินฝากของลูกค้าโดย AI Agent แล้ว ธนาคารยังทำงานร่วมกับบริษัทอื่น ๆ เพื่อพัฒนามาตรฐานและระเบียบปฏิบัติสำหรับ AI Agent รวมทั้งเพื่อให้มนุษย์มีส่วนร่วมในการอนุมัติธุรกรรม เช่น ก่อนที่ AI จะจ่ายเงิน ผู้ใช้จะต้องเป็นผู้อนุมัติด้วยตนเอง เพื่อให้ธนาคารมั่นใจว่า เจ้าของบัญชีรับรู้และยินยอมในการจ่ายเงิน
เจมี ไดมอน ซีอีโอ JPMorgan Chase เปิดเผยว่า บริษัทได้ปิดกั้น AI Agent จากภายนอกไม่ให้เข้าถึงข้อมูลบัญชีของลูกค้าเช่นเดียวกัน รวมทั้งกำลังพัฒนาเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อควบคุมและจัดการความเสี่ยงจากการที่ AI Agent อาจทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง

ทางด้าน Wells Fargo ประกาศปิดกั้น AI Agent ที่ไม่ได้รับอนุญาต พร้อมปรับปรุงข้อตกลงการใช้บริการธนาคารออนไลน์โดยระบุว่า หากลูกค้าอนุญาตให้ AI Agent เข้าถึงบัญชี ลูกค้าอาจต้องรับผิดชอบในการควบคุมดูแล AI และยอมรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากธุรกรรมที่ AI ดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นธุรกรรมที่ต้องการหรือไม่ก็ตาม

ดูรันด์จาก Ping ย้ำว่า การที่ AI Agent มีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบยืนยันตัวตนให้ปลอดภัยมากขึ้นด้วย และสำทับว่า รหัสผ่านครั้งเดียว (OTP) ที่ส่งผ่านอีเมลอาจไม่ปลอดภัยอีกต่อไป เนื่องจาก AI Agent มักเข้าถึงอีเมลของผู้ใช้ได้

เขาทิ้งท้ายว่า Passkey หรือระบบยืนยันตัวตนด้วยกุญแจดิจิทัล และการยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวมิติ เช่น ลายนิ้วมือและการสแกนใบหน้า จะช่วยรับประกันว่า มนุษย์เป็นผู้ยืนยันตัวตนและ/หรืออนุมัติการดำเนินการ

ที่มา: รอยเตอร์/ยูเอสเอ ทูเดย์