ทรัมป์ทำท่าเอาจริง ลุยผลักดันอเมริกาสู่สถานะ “เมืองหลวงคริปโตของโลก” พร้อมยกระดับการปราบปรามแก๊งคอลล์เซ็นเตอร์และมิจฉาชีพข้ามชาติ อย่างไรก็ดี ธุรกิจคริปโตของครอบครัวตัวเขาเอง ยังคงตกเป็นเป้าหมายการฟ้องร้องรอบใหม่จากกรณี World Liberty Financial
คำมั่นสัญญาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการผลักดันให้อเมริกากลายเป็นเมืองหลวงคริปโตของโลก มาไกลเกินกว่าแค่วาทะในการหาเสียง โดยนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งวาระสองเมื่อต้นปีที่แล้ว คณะบริหารทรัมป์ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหารหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลและการจัดตั้งทุนสำรองบิตคอยน์
ลุยปราบแก๊งคอลล์เซ็นเตอร์
ทำเนียบขาวยังให้ความสำคัญมากขึ้นกับอีกด้านหนึ่งของอุตสาหกรรมคริปโต โดยมีการตรวจสอบเครือข่ายอาชญากรรมในต่างประเทศหลายแห่งอย่างเข้มงวดฐานหลอกลวงคนอเมริกันผ่านคริปโตและแพลตฟอร์มออนไลน์
ในการประชุมโต๊ะกลมที่ทำเนียบขาวเมื่อวันพุธ (21 ต.ค.) ทรัมป์เรียกร้องให้มีการปราบปรามแก๊งคอลล์เซ็นเตอร์ในต่างประเทศอย่างจริงจัง และระบุว่า ปีนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถแจ้งเตือนชาวอเมริกันกว่า 10,000 คน และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นคิดเป็นมูลค่าอย่างน้อย 1,600 ล้านดอลลาร์
ขณะเดียวกัน แคช พาเทล ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) เผยว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวเจ้าหน้าที่สามารถทลายเครือข่ายต้มตุ๋นได้มากกว่า 20 แห่ง และสำทับว่า ปฏิบัติการ Operation Blackout ซึ่งมุ่งเป้าที่แก๊งคอลล์เซ็นเตอร์ในหลายภูมิภาคที่ใช้แรงงานจากการค้ามนุษย์ในการทำกิจกรรมผิดกฎหมาย สามารถยึดทรัพย์สินจากเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ได้มากกว่า 17,000 ล้านดอลลาร์
ทางด้านกระทรวงยุติธรรมรายงานว่า ปฏิบัติการในแอฟริกาตะวันตกที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 6 ต.ค.นำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหา 28 คน และตรวจพบเงินทุนที่เข้าข่ายอายัดได้กว่า 11 ล้านดอลลาร์
ปฏิบัติการเหล่านี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากคำสั่งของทรัมป์เมื่อเดือนมี.ค.ที่กำหนดให้การดำเนินคดีกับการฉ้อโกงผ่านระบบไซเบอร์เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของคณะบริหาร
นอกจากนี้เมื่อเดือนส.ค. ทรัมป์ยังออกบันทึกความจำที่อนุญาตให้บริษัทเอกชนที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถสนับสนุนปฏิบัติการของรัฐบาล เพื่อขัดขวางเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ เปิดทางให้บริษัทเทคโนโลยีและคริปโตชั้นนำหลายแห่ง เช่น Google, Microsoft, Meta, Coinbase และ Binance มีส่วนร่วมในการช่วยระงับบัญชีและขัดขวางเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมาย
ผลประโยชน์ทับซ้อน?
ขณะที่คณะบริหารทรัมป์ลุยปราบอาชญากรรมคริปโตอย่างเข้มข้น ธุรกิจคริปโตของครอบครัวของผู้นำสหรัฐฯ เองกลับตกเป็นเป้าหมายการฟ้องร้องรอบใหม่
ตระกูลทรัมป์มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเมื่อเดือนมิ.ย.รอยเตอร์ประเมินว่า ครอบครัวนี้ได้รับผลประโยชน์จากธุรกิจคริปโตขนาดใหญ่ถึงราว 2,300 ล้านดอลลาร์ ขณะที่นักลงทุนทั่วไปที่ลงทุนในคริปโตขาดทุนในมูลค่าใกล้เคียงกัน โดยรวมถึงการขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง ซึ่งประเมินถึงสิ้นเดือนเม.ย.
ทรัมป์ยังจัดกิจกรรมพิเศษที่เปิดโอกาสให้ผู้ถือเหรียญมีม TRUMP ได้พบปะกับตนเองโดยตรง ตัวอย่างเช่นในการจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำสำหรับผู้ถือโทเคน TRUMP รายใหญ่ 220 คนเมื่อเดือนพ.ค.ปีที่แล้ว
ความสัมพันธ์ที่ทับซ้อนระหว่างบทบาททางการเมืองและผลประโยชน์จากธุรกิจคริปโตของทรัมป์ นำไปสู่การตรวจสอบรอบใหม่เมื่อวันพฤหัสฯ (22 ต.ค.) หลังจาก เจ. เบนจามิน กรีนเบิร์ก ผู้ถือหุ้นและอดีตพนักงานของ Circle ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นสหรัฐฯในวอชิงตัน โดยกล่าวหาทรัมป์ รวมถึง World Liberty Financial และบุคคลหรือหน่วยงานอีกหลายแห่งว่า แสวงหาผลกำไรอย่างไม่เหมาะสมจากธุรกรรมคริปโตมูลค่ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ที่เชื่อมโยงกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)
คำฟ้องมุ่งเน้นที่ธุรกรรมสองรายการที่เกี่ยวข้องกับ World Liberty และชัยค์ ทาห์นูน บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของ UAE
ธุรกรรมแรกเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของทรัมป์ในเดือนม.ค. 2025 โดยหน่วยงานแห่งหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนจาก ชัยค์ทาห์นูน ตกลงเข้าซื้อหุ้น 49% ของ World Liberty มูลค่า 500 ล้านดอลลาร์
แม้ World Liberty ยืนยันว่า ทรัมป์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทว่า เอกสารเปิดเผยข้อมูลทางการเงินของทรัมป์ ระบุว่า เขาจะได้รับเงินหลายล้านดอลลาร์จากดีลดังกล่าวภายหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี
ในคำฟ้องยังกล่าวหาว่า กองทุนเพื่อการลงทุนแห่งหนึ่งในอาบูดาบีที่ชัยค์ทาห์นูนเป็นประธาน มีส่วนในการปั่นมูลค่าสินทรัพย์คริปโตที่ทรัมป์ถือครองอยู่ให้สูงเกินจริงผ่านการซื้อสเตเบิลคอยน์ USD1 ของ World Liberty มูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว
ทั้งนี้ จากข้อมูลของ CoinGecko ปัจจุบัน USD1 มีมูลค่าตลาดราว 4,000 ล้านดอลลาร์
คำฟ้องระบุว่า การดำเนินการเหล่านี้เป็นการละเมิดบทบัญญัติว่าด้วยการห้ามรับผลประโยชน์จากต่างชาติ (Foreign Emoluments Clause) ในรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ที่ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาลกลางรับเงิน ของขวัญ หรือผลประโยชน์อื่นใดจากเจ้าหน้าที่หรือรัฐบาลต่างประเทศ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากคองเกรส
คำฟ้องที่ระบุชื่อทรัมป์ World Liberty และสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษด้านตะวันออกกลางของสหรัฐฯ รวมถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องอีก 4 แห่ง เป็นจำเลย ย้ำว่า ไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดในประวัติศาสตร์อเมริกาที่แสวงหาผลประโยชน์จากตำแหน่งของตนโจ่งแจ้งขนาดนี้
กรีนเบิร์กร้องขอให้ศาลสั่งห้ามทรัมป์ดำเนินการใด ๆ ที่ละเมิดบทบัญญัติว่าด้วยการรับผลประโยชน์จากต่างประเทศ รวมทั้งคืนผลกำไรที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และชดใช้ค่าเสียหายซึ่งยังไม่ได้ระบุจำนวนเงินที่แน่นอน
ทั้งนี้ กรีนเบิร์กยื่นคำร้องในฐานะผู้ถือหุ้น Circle โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายในนามบริษัท โดยอ้างว่า ผู้ถือหุ้นได้รับความเสียหายทางการเงินจาก World Liberty ซึ่งเป็นคู่แข่งกับ Circle ผู้ออกเหรียญสเตเบิลคอยน์ USDC
ขณะที่โฆษก Circle แถลงยืนยันว่า บริษัทไม่ได้เป็นผู้ริเริ่ม สั่งการ มอบอำนาจ หรือมีส่วนร่วมใด ๆ ในการยื่นฟ้องครั้งนี้
ทางฝ่าย World Liberty บริษัทคริปโตที่ทรัมป์และลูกชาย ร่วมก่อตั้งกับครอบครัววิตคอฟฟ์เมื่อปี 2024 ตอบโต้ว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่มีมูลความจริง พร้อมยืนยันว่า บริษัทดำเนินธุรกิจตามกฎหมายและข้อบังคับของอเมริกา
ด้านทำเนียบขาววิจารณ์ว่า เป็นการฟ้องร้องที่ไร้สาระ และยืนกรานว่า ไม่มีปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนใด ๆ
อนึ่ง ทรัมป์เคยถูกฟ้องหลายคดีระหว่างดำรงตำแหน่งสมัยแรกที่สิ้นสุดในปี 2021 จากข้อกล่าวหาละเมิดบทบัญญัติว่าด้วยการรับผลประโยชน์จากต่างประเทศ รวมทั้งถูกวิจารณ์ว่า แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากตำแหน่งประธานาธิบดี ทว่า ไม่มีคดีไหนสามารถเรียกคืนเงินจากทรัมป์ หรือบังคับให้ผู้นำสหรัฐฯ ผู้นี้หยุดพฤติกรรมทางธุรกิจที่ถูกกล่าวหาว่า ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ที่มา: Bloomberg/CNBC/TheStreet


