xs
xsm
sm
md
lg

จีนเลือกปรับปรุงยกเครื่องเรือพิฆาตรุ่นเก่า เพื่อรักษาจำนวนเอาไว้ในการแข่งขันกับสหรัฐฯ ถึงแม้ได้เปรียบเหลือหลายอยู่แล้วเรื่องต่อเรือรบล้ำยุครุ่นใหม่ๆ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เกเบรียล ฮอนราดา


ภาพที่ถูกนำออกเผยแพร่ทางสื่อสังคม “เว่ยปั๋ว” ในประเทศจีนเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งน่าจะเป็นภาพเรือพิฆาต ชั้น Type 051C ชื่อ “เสิ่นหยาง” ที่มีหมายเลขเรือ 115 ขณะออกแล่นทดสอบในทะเล ทั้งนี้ผู้สันทัดกรณีระบุว่า จากภาพภายนอกแสดงให้เห็นชัดเจนว่าได้ผ่านการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบหลายๆ ระบบไปจากเดิมแล้ว
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/10/china-bets-refitted-destroyers-can-hold-line-in-us-numbers-race/)

China bets refitted destroyers can hold line in US numbers race
by Gabriel Honrada
24/10/2026

การที่เมื่อเร็วๆ นี้ จีนเลือกปรับปรุงยกเครื่องเรือพิฆาตชั้น Type 051C ที่มีอายุการใช้งานมานานให้ทันสมัย เป็นกระจกสะท้อนให้เห็นถึงการตัดสินใจอันยากลำบากของกองทัพเรือทั้งหลาย ในการที่ต้องเลือกระหว่างการรักษาจำนวนเรือรบในกองทัพเอาไว้ให้มากที่สุด กับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นในการดูแลรักษาเรือรบยุคเก่า

การที่จีนดำเนินการปรับปรุงยกระดับเรือรบผิวน้ำรุ่นเก่าของตนในช่วงครึ่งอายุการใช้งาน (midlife upgrades) เมื่อเร็วๆ นี้ ตอกย้ำให้เห็นถึงการถกเถียงที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานที่ว่า การรักษาปริมาณเรือรบให้มีจำนวนมากเอาไว้นั้น จะทำให้เกิดความได้เปรียบทางยุทธการ เหนือกว่าการมุ่งเน้นหนักที่เรื่องยกระดับเทคโนโลยีให้ทันสมัยในเชิงคุณภาพเพียงอย่างเดียวหรือไม่

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา สื่อ เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ (South China Morning Post หรือSCMP) ซึ่งออกเผยแพร่ในฮ่องกง รายงานข่าว [1] ว่า กองทัพเรือแห่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (People’s Liberation Army Navy หรือเรียกกันย่อๆ ว่า PLAN) เพิ่งดำเนินการปรับปรุงเรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถี (guided-missile destroyer) ชั้น Type 051C ครั้งใหญ่ในช่วงครึ่งอายุการใช้งาน โดยมีการเปลี่ยนระบบอาวุธที่ได้จากรัสเซียซึ่งปัจจุบันล้าสมัยแล้ว มาเป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศระดับโมเดิร์นที่ผลิตขึ้นเองภายในประเทศ ทั้งนี้อ้างอิงจากภาพถ่ายระหว่างการทดสอบในทะเลเมื่อเร็วๆ นี้

เรือรบ Type 051C หรือก็คือชั้นหลูโจว (Luzhou) ซึ่งถูกนำเข้าประจำการเมื่อช่วงกลางทศวรรษ 2000 ในฐานะแพลตฟอร์มป้องกันภัยทางอากาศชั่วคราว เดิมทีใช้ระบบขีปนาวุธแบบยิงแนวดิ่ง S-300FM Rif-M ที่นำเข้าจากรัสเซีย ร่วมกับเรดาร์ตรวจจับแบบหมุนซึ่งมีขนาดใหญ่และหนัก เพื่อทำหน้าที่คุ้มกันปกป้องพื้นที่ชายฝั่ง

การปรับปรุงยกระดับครั้งใหญ่คราวนี้ ดำเนินการกันอยู่ที่พวกอู่ต่อเรือทางภาคเหนือของประเทศ ในเวลาที่เรือชั้นนี้ใกล้จะถึงวาระสุดท้ายของอายุการใช้งานทางยุทธการ โดยมีการถอดอุปกรณ์เก่าจากรัสเซียที่ล้าสมัยออก และแทนที่ด้วยระบบแท่นยิงแนวดิ่งอเนกประสงค์ที่พัฒนาขึ้นเองภายในประเทศ รวมถึงเรดาร์แบบเฟสอาร์เรย์ (phased-array radar) ที่ล้ำยุคของจีน

การอัปเกรดนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ด้านการซ่อมบำรุง, ลดการพึ่งพาชิ้นส่วนจากต่างประเทศ, และยกระดับขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วม (interoperability) ทางยุทธวิธีของเรือรบ ภายในหมู่เรือสู้รบที่เชื่อมโยงข้อมูลกันด้วยระบบดิจิทัลอันทันสมัย ซึ่ง Type 051C จะมีการปฏิบัติการร่วมกับเรือพิฆาตชั้น Type 052D และชั้น Type 055 ที่ทันสมัยกว่า

ด้วยการติดตั้งขีปนาวุธแบบยิงจากพื้นสู่อากาศที่ผลิตในประเทศ ตลอดจนชุดระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับการปรับปรุงยกระดับขึ้นมาแล้ว ทำให้กองทัพเรือจีนสามารถยืดอายุการใช้งานและคงขีดความสามารถในการป้องกันภัยทางอากาศพื้นที่ชายฝั่งของเรือรบรุ่นเก่าเหล่านี้ต่อไปได้ ก่อนที่จะถึงกำหนดปลดประจำการในท้ายที่สุด

ในรายงานชิ้นหนึ่ง [2] ที่เผยแพร่ทางสื่อ นิวสวีก (Newsweek) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ได้มีการอ้างอิงความเห็นของ อเล็กซ์ ลัค (Alex Luck) นักวิเคราะห์ซึ่งตั้งฐานอยู่ในออสเตรเลีย ที่มีความชำนาญพิเศษเกี่ยวกับกองทัพเรือแห่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีน ผู้ซึ่งเท้าความว่า จีนเริ่มต้นสร้างกองทัพเรือสมัยใหม่เมื่อช่วงทศวรรษ 2000 โดยอาศัยเทคโนโลยีซึ่งตกทอดมาตั้งแต่ยุคสหภาพโซเวียต แต่ระบบต่างๆ ของรัสเซียที่ยังคงประจำการอยู่ในกองทัพเรือจีน น่าจะหายหน้าหายตาไปหมดภายใน 1 หรือ 2 ทศวรรษข้างหน้า

ลัค ตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันจีนได้แซงหน้ารัสเซียในบางด้านแล้วด้วยซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องอุปกรณ์เซ็นเซอร์และอิเล็กทรอนิกส์ เหตุผลสำคัญประการหนึ่งก็เนื่องมาจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ภายในจีน มีขนาดใหญ่โตกว่าในรัสเซียมาก

เขากล่าวต่อไปว่า การปรับปรุงเรือพิฆาตที่เป็นรุ่นเก่าแล้วอย่างเช่น Type 051C ให้มีความทันสมัยอย่างรอบด้านเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความปรารถนาของกองทัพเรือจีนที่จะไม่ลดจำนวนเรือรบผิวน้ำขนาดใหญ่ลง เป็นการเปิดทางให้จีนสามารถรักษามวลกำลังสู้รบที่แนวหน้าเอาไว้โดยไม่ต้องเสียสละในเรื่องจำนวนเรือ ขณะที่ดำเนินการเปลี่ยนผ่านเพื่อไปสู่การใช้เรือรบภายในประเทศที่ล้ำสมัยอย่างสมบูรณ์เต็มพิกัดในที่สุด

การที่กองทัพเรือจีนตัดสินใจจะปรับปรุงยกระดับเรือรบผิวน้ำรุ่นเก่าให้ทันสมัย แทนที่จะปลดประจำการ ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า ในการแข่งขันทางนาวีกับคู่แข่งที่มีความสามารถระดับทัดเทียมกัน (peer naval competition) ประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของตัวเลขจำนวนรวมของกองเรือ (fleet mass) เป็นสิ่งที่คุ้มค่ากับภาระผูกพันด้านปฏิบัติการที่เพิ่มขึ้นมาจากการต้องบำรุงรักษาเรือรุ่นเก่าหรือไม่

เรื่องการรักษาเรือรบเก่าไว้ในประจำการ เป็นเรื่องที่สร้างความท้าทายหลายๆ ด้านให้กับกองทัพเรือทั้งหลาย ในรายงานที่เผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม 2026 ของ มูลนิธิเฮอริเทจ (Heritage Foundation) องค์การคลังสมองที่ตั้งฐานอยู่ในกรุงวอชิงตัน [3] เบรนต์ แซดเลอร์ (Brent Sadler) ระบุว่า เรือรบที่มีอายุมากกว่า 20 ปี ก่อให้เกิดความท้าทายอย่างหนักหน่วงทั้งในด้านการปฏิบัติงาน, โครงสร้าง, และงบประมาณ สำหรับกองทัพเรือต่างๆ ที่พยายามรักษาความพร้อมรบแนวหน้า (frontline combat readiness) เอาไว้ เพื่อต่อกรกับพวกศัตรูสมัยใหม่

แซดเลอร์ ซึ่งเป็นนักวิจัยอาวุโสด้านสงครามนาวีและเทคโนโลยีล้ำยุคด้านนาวี ของ เฮอริเทจ เฟาน์เดชั่น ตั้งข้อสังเกตว่า การปล่อยปละละเลยการบำรุงรักษาตัวเรือเก่าๆ อย่างยาวนานหลายทศวรรษ ทำให้โครงสร้างของเรือเสื่อมสภาพลงอย่างยุ่งยากซับซ้อน ส่งผลให้การยืดอายุการใช้งานมีค่าใช้จ่ายสูงและยากลำบาก ในขณะเดียวกันยังเป็นการดึงกำลังความสามารถการผลิตของอู่ต่อเรือที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้ห่างออกไปจากการต่อเรือใหม่ๆ

เขาเสริมว่า เรือรบรุ่นเก่า ๆ อยู่ในสภาพที่กำลังล้าสมัยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ต้องมีการปรับปรุงยกเครื่องครั้งใหญ่โต เพื่อให้สามารถรองรับเรดาร์, ชุดอุปกรณ์สงครามอิเล็กทรอนิกส์, และระบบขีปนาวุธ ซึ่งทันยุคทันสมัย

ตามความเห็นของแซดเลอร์ การเก็บรักษาเรือเก่าเหล่านี้ไว้ยังมีความเสี่ยงในเรื่องการสูญเสียอำนาจการยิงของกองเรือทั้งหมด เมื่อถึงเวลาที่เรือเก่าเหล่านี้ต้องถูกปลดประจำการ รวมทั้งสร้างภาระมากขึ้นให้กับทีมบำรุงรักษาซึ่งก็ต้องทำงานหนักเกินกำลังอยู่แล้ว โดยทำให้พวกเขาต้องประสบกับปัญหาการขาดแคลนอะไหล่อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบกับกองทัพเรือสหรัฐฯแล้ว กองทัพจีนดูจะประสบปัญหาท้าทายในเรื่องอายุของเรือรบน้อยกว่ากันเยอะ ในรายงานเผยแพร่ [4] เมื่อเดือนมิถุนายน 2024 ของศูนย์เพื่อยุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศศึกษา (Center for Strategic and International Studies หรือ CSIS องค์การคลังสมองชื่อดังซึ่งตั้งฐานอยู่ในกรุงวอชิงตันอีกแห่งหนึ่ง) อเล็กซานเดอร์ พาล์มเมอร์ (Alexander Palmer) และผู้เขียนคนอื่นๆ ตั้งข้อสังเกตว่าเรือรบจีนที่ใช้งานอยู่ปัจจุบัน ประมาณ 70% ทีเดียวถูกปล่อยลงน้ำหลังปี 2010 เปรียบเทียบกับของกองทัพเรือสหรัฐฯซึ่งมีเพียงราวๆ 25%

พาล์มเมอร์และผู้เขียนคนอื่นๆ ชี้ให้เห็นว่าความแตกต่างนี้เด่นชัดเป็นพิเศษในกลุ่มเรือรบผิวน้ำ กล่าวคือ กองทัพเรือจีนมีเรือพิฆาตที่ปล่อยลงน้ำในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเข้าประจำการจำนวน 23 ลำ เปรียบเทียบกับเรือพิฆาตของสหรัฐฯซึ่งอยู่ในสภาพใกล้เคียงกันและยังใช้งานได้ที่มีเพียง 11 ลำเท่านั้น ขณะเดียวกัน แดนมังกรได้ปล่อยเรือลาดตระเวน (cruiser) ลงน้ำจำนวน 8 ลำตั้งแต่ปี 2017 โดยที่สหรัฐฯไม่มีเลยสักลำ ทั้งนี้สหรัฐฯไม่ได้มีการปล่อยเรือรบประเภทใหญ่ๆ คล้ายคลึงกันที่สามารถจะเทียบกันได้ (นั่นคือ เรือพิฆาตชั้นซุมวอลต์ Zumwalt-class) ลงน้ำอีกเลย นับแต่ปี 2016 เป็นต้นมา

ยิ่งไปกว่านั้น ตามการประมาณการ [5] ของสำนักงานข่าวกรองกองทัพเรือสหรัฐฯ (US Office of Naval Intelligence หรือ ONI) ชี้ให้เห็นว่ากิจการต่อเรือของจีนมีความสามารถในการการผลิตเรือมากกว่าของสหรัฐฯประมาณ 232 เท่า ดังนั้น จึงทำให้เกิดคำถามว่าทำไมกองทัพเรือจีนจึงยังคงบำรุงรักษาเรือเก่าๆ อยู่

เนื่องจากพวกอู่ต่อเรือจีนที่มีภาครัฐหนุนหลัง สามารถอาศัยความได้เปรียบจากการมีฐานการต่อเรือพาณิชย์ขนาดมหึมา เป็นตัวคอยอุดหนุนรองรับการต่อเรือรบ กำลังการผลิตทางอุตสาหกรรมแบบใช้ได้สองทางเช่นนี้ ทำให้กิจการต่อเรือเหล่านี้อาจเร่งรัดการผลิตเรือรบใหม่ๆ, แบกรับความสูญเสียจากการสู้รบที่ต่อเนื่อง, และซ่อมแซมความเสียหายจำนวนมากๆ ซึ่งเกิดจากการรบได้อย่างรวดเร็วในเวลาที่มีสงครามยืดเยื้อ ทั้งนี้ สภาพเช่นนี้ก็คล้ายคลึงกับข้อได้เปรียบด้านการผลิตของฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่สองนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีหลายฝ่ายที่มองเห็นว่า การรักษาเรือรบเก่าไว้ในประจำการ อาจทำให้เกิดข้อได้เปรียบเชิงปริมาณที่มีบทบาทชี้ขาดขึ้นมาได้ ในบทความชิ้นหนึ่งที่เผยแพร่ทางวารสาร โพรซีดดิ้งส์ (Proceedings) ของสถาบันนาวีสหรัฐฯ (U.S. Naval Institute) เมื่อเดือนมกราคม 2023 แซม แทงเกรดี (Sam Tangredi) นายทหารยศนาวาเอกเกษียณอายุ ชี้ [6] ว่า ความเหนือกว่าด้านจำนวนมักเอาชนะข้อได้เปรียบด้านเทคโนโลยี ในการสู้รบทางทะเลระหว่างคู่แข่งที่มีกำลังความสามารถทัดเทียมกัน เนื่องจากปริมาณทำให้กองกำลังสามารถรับมือกับความเสียหายที่เกิดขึ้น, ทำให้เครื่องกระสุนของฝ่ายตรงข้ามพร่องลงหมดสิ้นไป, และสามารถรวมกำลังสร้างอำนาจการยิงที่เด็ดขาด

แทงเกรดี ซึ่งมีตำแหน่งทางวิชาการเป็นผู้นำด้านการศึกษาสงครามในอนาคต อยู่ที่วิทยาลัยการทัพเรือสหรัฐฯ (U.S. Naval War College) กล่าวว่า ขณะที่ความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีที่มีอยู่ในช่วงเริ่มต้นจะลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อเวลาผ่านไป แต่กองเรือฝ่ายซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า ยังคงรักษาอำนาจการโจมตีในการรบไว้ได้หลังจากรับมือกับการโจมตีครั้งแรก และสามารถเอาชนะระบบป้องกันของฝ่ายตรงข้ามได้ด้วยการทุ่มเทถล่มโจมตีแบบหลายแกนพร้อมกัน

เขากล่าวเสริมว่า การมีมวลแพลตฟอร์มทางนาวีที่มากมายกว่าฝ่ายข้าศึก ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการลาดตระเวนในวงกว้าง, ลดจำนวนเครื่องกระสุนที่มีความแม่นยำสูงและมีราคาแพงของฝ่ายตรงข้ามให้พร่องลงอย่างรวดเร็ว, สร้างภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในการกำหนดเป้าหมายของข้าศึก, และมอบความยืดหยุ่นในการปฏิบัติการซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทดแทนความสูญเสียอย่างมโหฬารที่เกิดขึ้นได้ในช่วงสงคราม

พลวัตนี้สามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากจำนวนเรือรบที่แต่ละกองทัพเรือมีอยู่ ทั้งนี้ รายงานขีดความสามารถทางทหารของจีน (China Military Power Report - CMPR) ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ฉบับประจำปี 2020 [7] ระบุอย่างเป็นทางการว่า กองทัพเรือแห่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีน ได้กลายเป็นกองกำลังทางทะเลที่มีจำนวนเรือมากที่สุดในโลกแล้ว โดยมีเรือและเรือดำน้ำประจำการอยู่ประมาณ 350 ลำ ในจำนวนนี้เป็นเรือรบผิวน้ำขนาดใหญ่กว่า 130 ลำ

ในทางกลับกัน รายงานจากสำนักงานวิจัยรัฐสภาสหรัฐฯ (Congressional Research Service - CRS) ฉบับเดือนตุลาคม 2020 ระบุ [8] ว่า ในปีดังกล่าว กองทัพเรือสหรัฐฯ มีเรือรบหลัก (battle force ships) ประจำการอยู่ 301 ลำ โดยในจำนวนนี้เป็นเรือรบผิวน้ำขนาดใหญ่ 94 ลำ

ช่วงห่างเช่นนี้มีแนวโน้มที่จะถ่างกว้างขึ้น โดยรายงานจาก CRS ฉบับเดือนเมษายน 2025 ระบุ [9] ว่า กองเรือของกองทัพเรือจีน ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 370 ลำ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 395 ลำภายในปี 2025 และเป็น 435 ลำภายในปี 2030 ส่วนใหญ่เป็นเรือรบผิวน้ำขนาดใหญ่

ขณะที่รายงานจาก CRS ฉบับเดือนมกราคม 2026 แสดงให้เห็น [10] ว่า จำนวนเรือรบหลักของกองทัพเรือสหรัฐฯ ลดลงจาก 296 ลำในช่วงปลายปี 2024 เหลือ 293 ลำในช่วงปลายปี 2025 และคาดการณ์ว่าจะมี 294 ลำภายในปี 2030 ท่ามกลางความจำกัดต่างๆ ทางด้านขีดความสามารถของอู่ต่อเรือ และความล่าช้าในการจัดหาเรือใหม่

อย่างไรก็ตาม รายงานจาก CRS ฉบับเดือนเมษายน 2025 ได้ตั้งข้อสังเกตเตือนเอาไว้ว่า การเปรียบเทียบขีดความสามารถทางนาวีระหว่างสหรัฐฯกับจีนโดยพิจารณาเพียงเรื่องจำนวนเรือ หรือระวางขับน้ำรวมของกองเรือนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้เข้าใจผิดและมีข้อบกพร่องเชิงวิเคราะห์ในระดับรากฐาน

รายงานฉบับดังกล่าวชี้ว่า จำนวนเรือเป็นเพียงตัวชี้วัดมิติเดียว ซึ่งมองข้ามปัจจัยสำคัญๆ ที่มีผลต่อการรบหลายๆ ประการ เช่น ขีดความสามารถในการบรรทุกอาวุธ, ความละเอียดซับซ้อนของระบบเซนเซอร์, ระบบเครือข่าย, โลจิสติกส์, ความเชี่ยวชาญของกำลังพล, และหลักนิยมทางทหาร

นอกจากนั้น รายงานนี้ยังเสริมว่า การทำสงครามทางเรือในยุคปัจจุบัน ขึ้นอยู่กับระบบอิเล็กทรอนิกส์และซอฟต์แวร์ภายในเพิ่มมากขึ้นทุกที ซึ่งไม่สามารถประเมินได้เพียงแค่การสังเกตจากภายนอก พร้อมทั้งเตือนว่าการนับจำนวนเรือแบบหยาบๆ นั้น บดบังความแตกต่างอย่างมหาศาลระหว่างกองเรือทั้งสองฝ่าย และไม่สามารถวัดได้ว่ากองเรือแต่ละฝ่ายมีความสอดคล้องกับภารกิจทางยุทธศาสตร์ของตนอย่างไรแค่ไหน

ถึงที่สุดแล้ว หลักนิยมที่เน้นปริมาณเรือของกองทัพเรือจีนจะประสบความสำเร็จได้ ก็ต่อเมื่อมีระบบดิจิทัลที่บูรณาการต่อเชื่อมส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน และมีระบบเครือข่ายทางยุทธวิธีซึ่งสามารถทำให้เรือรุ่นเก่าคงประสิทธิภาพในการรบไว้ได้ มิฉะนั้นแล้ว ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาตลอดอายุการใช้งาน ซึ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็จะทำให้การปรับปรุงเชิงคุณภาพในการทำให้กองเรือทันสมัยล้ำยุค กลายเป็นทางเลือกที่น่านิยมชมชื่นมากกว่าในท้ายที่สุด

เชิงอรรถ
[1]https://www.scmp.com/news/china/military/article/3371635/chinas-type-051c-gets-refit-pla-navys-legacy-warships-near-retirement
[2] https://www.newsweek.com/how-china-built-navy-on-russias-cold-war-technology-11440557
[3] https://www.heritage.org/military-strength/assessment-us-military-power/us-navy
[4] https://www.csis.org/analysis/unpacking-chinas-naval-buildup#:~:text=0%20100%20100%2090%2090%2080%2080,25%20percent%20of%20the%20U.S.%20Navy's%20were.
[5] https://www.twz.com/alarming-navy-intel-slide-warns-of-chinas-200-times-greater-shipbuilding-capacity
[6]https://www.usni.org/magazines/proceedings/2023/january/bigger-fleets-win
[7] https://media.defense.gov/2020/sep/01/2002488689/-1/-1/1/2020-dod-china-military-power-report-final.pdf
[8]https://www.congress.gov/crs_external_products/RL/PDF/RL32665/RL32665.320.pdf
[9]https://www.congress.gov/crs_external_products/RL/PDF/RL33153/RL33153.285.pdf
[10]https://www.congress.gov/crs_external_products/RL/PDF/RL32665/RL32665.427.pdf