xs
xsm
sm
md
lg

ประชุมสุดยอดทรัมป์-ปูติน-สี จะหนุนส่งให้ ‘สี จิ้นผิง’ ขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ลีออน ฮาดาร์


ถ้าการประชุมซัมมิต ทรัมป์-สี-ปูติน เกิดขึ้นในเซินเจิ้นได้จริงๆ มันก็จะทำให้ประเทศจีนกลายเป็นจุดศูนย์กลางของรูปสามเหลี่ยมแห่งความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจ 3 รายนี้
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/10/a-trump-putin-xi-summit-would-put-xi-at-the-apex/)

A Trump-Putin-Xi summit would put Xi at the apex
by Leon Hadar
21/10/2026

การนำจีนเข้ามาร่วมเจรจาเรื่องยูเครน เป็นการยอมรับสภาพความเป็นจริงที่สมเหตุสมผล แต่การทำเช่นนั้นในดินแดนของสี จิ้นผิง โดยที่เคียฟและยุโรปไม่ได้เข้าร่วมด้วย ไม่ใช่เรื่องที่สมเหตุสมผลเลย

เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 1971 มีการออกข่าวว่า เฮนรี คิสซิงเจอร์ (Henry Kissinger ซึ่งเวลานั้นดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ) เกิดอาการปวดท้องอย่างกะทันหันขณะกำลังเยือนปากีสถาน จากนั้นเขาก็หายตัวไปจากสายตาสาธารณชน และปรากฏตัวขึ้นในกรุงปักกิ่ง การเดินทางแบบปิดลับครั้งนั้นซึ่งนำไปสู่การเปิดความสัมพันธ์กับจีนของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ในเวลาต่อมา อาศัยหลักเรขาคณิตง่ายๆ ข้อหนึ่ง นั่นคือ ในโลกที่มี 3 มหาอำนาจ การเคลื่อนไหวที่ชาญฉลาดย่อมเป็นการขยับเข้าไปยืนใกล้ชิดกับคู่แข่งแต่ละราย ให้มากกว่าที่คู่แข่ง 2 รายนั้นยืนใกล้ชิดกันเอง

การแตกแยกกันของจีน-โซเวียต ทำให้วอชิงตันได้จุดพลิกผันในรูปสามเหลี่ยมนี้ และ คิสซิงเจอร์ ก็ทำให้แน่ใจว่าอเมริกาสามารถหาประโยชน์จากจุดนั้นได้ เวลาผันผ่านไปอีกครึ่งศตวรรษต่อมา ตอนนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเชิญให้วาดรูปสามเหลี่ยมของตัวเอง

ตามรายงานของสื่อวอลล์สตรีทเจอร์นัล (Wall Street Journal) วลาดิมีร์ ปูติน ใช้การสนทนาทางโทรศัพท์กับทรัมป์เมื่อวันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการพูดคุยครั้งเดียวกับที่ทั้งคู่ตกลงกันว่าวอชิงตันจะซื้อน้ำมันดีเซลจากรัสเซีย เสนอให้จัดการประชุมสุดยอด 3 ฝ่าย ระหว่างเขากับทรัมป์ และ สี จิ้นผิง ข้างเคียงการประชุมซัมมิตกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ที่กำหนดจัดขึ้นในเมืองเซินเจิ้น ทางภาคใต้ของจีน ระหว่างวันที่ 18-19 พฤศจิกายนนี้

ทำเนียบเครมลินออกมายืนยันแล้วว่ามีการพูดจากันในเรื่องนี้จริง ขณะที่ปักกิ่งแสดงท่าทีให้เห็นว่าจะไม่คัดค้านเรื่องเช่นนี้ ส่วนทรัมป์ซึ่งไม่เคยปฏิเสธเวทีใดๆ แถลงว่า ถ้า สี ต้องการการพบปะหารือแบบนี้ เขาจะเข้าร่วมด้วย เขายังกระทั่งกล่าวถึงท่าทีของ สี ที่มีต่อสงครามยูเครนว่า “มีความเป็นธรรมมาก”

อย่างไรก็ดี ปฏิกิริยาใน เคียฟ, บรัสเซลส์, และฝ่ายต่างๆ จำนวนมากในวอชิงตัน ปรากฏออกมาในลักษณะค่อนข้างไปในทางรู้สึกสยดสยอง รัฐมนตรีต่างประเทศของยูเครนกล่าวเตือนว่า การประชุมซัมมิตรัสเซีย-จีน-สหรัฐฯ มีแต่จะยิ่งกระตุ้นส่งเสริมให้ ปูติน ต่อสู้ต่อไป ขณะที่พวกนักวิจารณ์ให้ความเห็นผ่านสื่อ (คอมเมนเตเตอร์) พากันหยิบยกคำที่มีความหมายแฝงมากที่สุดในพจนานุกรมทางการทูตขึ้นมาใช้ นั่นคือคำว่า “ยัลตา” (Yalta)

ผมอยากจะระงับปฏิกิริยาในลักษณะนั้นเอาไว้ก่อน อย่างน้อยก็ในตอนแรกนี้ และจากนั้นผมจะอธิบายว่า ทำไมเมื่อพิจารณากันให้ดีแล้ว พวกนักวิจารณ์เหล่านั้นอาจจะถูกต้อง ด้วยเหตุผลที่พวกเขาเองก็ไม่ค่อยได้ขบคิดกันอย่างละเอียดถี่ถ้วน

เรื่องที่ชนชั้นนำด้านนโยบายการต่างปท.ในวอชิงตันไม่ยอมพูดถึง

มาเริ่มต้นด้วยความจริงที่น่าอึดอัดใจบางประการกันก่อน กลุ่มชนชั้นนำในวอชิงตันที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อการกำหนดนโยบายการต่างประเทศสหรัฐฯกลุ่มเดิมๆ ซึ่งเวลานี้กำลังเอามือทาบอกแสดงอาการตื่นตระหนกอย่างหนักต่อแนวคิดเรื่องประชุมซัมมิต 3 ฝ่ายที่เซินเจิ้น นี้ เคยยืนยันกับเรามานานหลายปีแล้วว่า ยูเครนกำลังอยู่บนเส้นทางของการก้าวเข้าเป็นสมาชิกองค์การนาโต (NATO), ขณะที่มาตรการแซงก์ชั่นคว่ำบาตรของสหรัฐฯและชาติตะวันตกอื่นๆ กำลังจะทำให้เศรษฐกิจรัสเซียพังทลายลงภายในเวลาไม่กี่เดือน, และการปฏิบัติการโต้กลับของยูเครนจะสามารถกู้คืนดินแดนจากรัสเซียจนฟื้นฟูแนวพรมแดนในปี 1991 กลับมาได้

แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นจริงเลย สงครามนี้ดำเนินมาถึงปีที่ 5 แล้ว ขณะที่มองเห็นได้ว่าข้อตกลงยุติความขัดแย้งต่าง ๆ นั้นถูกกำหนดขึ้นจากความเป็นจริงในสนามรบ ไม่ใช่จากบทความแสดงความคิดเห็นในหน้าหนังสือพิมพ์ สงครามระหว่างมหาอำนาจด้วยกัน หรือระหว่างมหาอำนาจรายหนึ่งกับรัฐแห่งหนึ่งซึ่งได้รับการสนับสนุนจากมหาอำนาจอื่น ๆ นั้น ย่อมจบลงด้วยการเจรจาต่อรองกันในหมู่ฝ่ายที่ถือไพ่เหนือกว่า

ปัจจุบัน จีนเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของรัสเซีย โดยเป็นทั้งลูกค้ารายใหญ่ที่สุด และผู้จัดหาจัดส่งชิ้นส่วนรายสำคัญที่สุดซึ่งทำให้เครื่องจักรสงครามของรัสเซียยังคงขับเคลื่อนต่อไปได้ ดังนั้น ข้อตกลงใดก็ตามที่จะมีความยั่งยืนได้ จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากปักกิ่ง หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องได้รับการรับรองอย่างกระตือรือร้นจากปักกิ่งด้วย

ประธานาธิบดีสหรัฐฯที่ตระหนักถึงความจริงข้อนี้ ไม่ถือว่าเป็นผู้ทรยศต่อระเบียบระหว่างประเทศแบบเสรีนิยม เขาเพียงแต่กำลังยอมรับว่าโลกนี้เป็นโลกแบบหลายขั้วอำนาจ (multipolar world) ซึ่งเป็นสิ่งที่ชนชั้นผู้กำหนดนโยบายการต่างประเทศในวอชิงตันยังคงหลับตาปฏิเสธไม่ยอมที่จะมองให้เห็น ดังนั้น แนวคิดที่จะดึงจีนเข้ามามีส่วนร่วมจึงไม่ใช่เรื่องบ้าคลั่งเพ้อฝัน ในความเป็นจริง หากมองโลกแบบนักสัจนิยม (realist) แล้ว มันอาจเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลที่สุดเท่าที่ทรัมป์เคยกล่าวเกี่ยวกับยูเครนในช่วงหลายๆ เดือนที่ผ่านมา

โครงสร้างความสัมพันธ์ที่กลับหัวกลับหาง

อย่างไรก็ดี สัจนิยมไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การยอมรับอำนาจที่มีอยู่ตามความเป็นจริงเท่านั้น ทว่ายังเป็นเรื่องของการประเมินอำนาจนั้นอย่างแม่นยำด้วย และ ณ จุดนี้เองที่แนวคิด “สามเหลี่ยมเซินเจิ้น” เริ่มดูไม่เหมือนแนวทางของคิสซิงเจอร์ แต่กลับกลายเป็นการพลิกกลับหัวกลับหางแนวทางของคิสซิงเจอร์โดยสิ้นเชิง

ในปี 1972 วอชิงตันคือจุดศูนย์กลาง แต่ในกรณีของ “ซัมมิตเซินเจิ้น” (ถ้าหากมันจะเกิดขึ้น) จุดศูนย์กลางกลับจะอยู่ที่ สี จิ้นผิง เนื่องจากเขาจะเป็นเจ้าภาพ, เป็นผู้เรียกประชุม, เป็นผู้ที่มีอิทธิพลเหนือมอสโกมากที่สุด, และเป็นบุคคลที่วอชิงตันต้องการความร่วมมือด้วยมากที่สุด, นอกจากนั้นแล้ว รัสเซียกับจีนจะเข้าร่วมในฐานะที่ทั้งคู่เป็นพันธมิตรกันซึ่งประกาศตลอดทศวรรษที่ผ่านมาว่ามิตรภาพของทั้งสองประเทศนั้น “ไร้ขีดจำกัด”

ในขณะที่สหรัฐฯ จะเข้าสู่ที่ประชุมในฐานะเป็นฝ่ายที่ต่างหากออกไป เปรียบเสมือนผู้มาเยือนที่พยายามตีสนิทกับสองเมืองหลวงซึ่งมีความใกล้ชิดกันเองมากกว่าที่แต่ละฝ่ายจะมีต่อวอชิงตัน นี่จึงไม่ใช่สามเหลี่ยมที่มีอเมริกาอยู่บนจุดยอดสุด แต่เป็นโครงสร้างความร่วมมือระหว่างจีนและรัสเซียที่มีอเมริกาเป็นแขกรับเชิญ

คราวนี้ลองพิจารณาถึง “ราคา” ที่ต้องจ่ายดูบ้าง สี ไม่ได้หยิบยื่นความช่วยเหลือทางการทูตบนแผ่นดินจีนให้ใครฟรีๆ การประชุมสุดยอด 3 ฝ่ายจะเป็นการเปิดตัวเขาในฐานะคนกลางในการจัดการระเบียบมหาอำนาจแห่งยูเรเชีย ซึ่งเป็นบทบาทที่ปักกิ่งปรารถนามาตลอดนับตั้งแต่เสนอ “แผนสันติภาพ” ในยูเครนแบบคลุมเครือ ออกมาเมื่อปี 2023

แล้วเขาต้องการอะไรเป็นการตอบแทน? สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการที่สหรัฐฯ อาจยอมผ่อนปรนท่าทีในประเด็นไต้หวัน, ในด้านการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยี, หรืออาจจะทั้งสองอย่าง อย่างไรก็ตาม การแลกอิทธิพลในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก กับแนวเส้นหยุดยิงในภูมิภาคดอนบาส น่าจะถือได้ว่าเป็นการต่อรองซึ่งแย่ที่สุดเท่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยกระทำ ภายหลังจาก ... ครับ ...การประชุมที่ยัลตา ปี 1945 [1] เป็นต้นมา

ยิ่งไปกว่านั้น ทรัมป์ยังแสดงให้เห็นถึงนิสัยที่มักจะยินยอมจ่ายเงินก่อนเริ่มเจรจา ตัวอย่างเช่น ข้อตกลงเรื่องน้ำมันดีเซล ที่ออกมาจากการสนทนาครั้งเดียวกับที่ปูตินเสนอแนวคิดเรื่องการประชุมสุดยอดนี้ ซึ่งถือเป็นการพลิกนโยบายด้านพลังงานที่สหรัฐฯ ยึดถือมานานหลายปี มันเท่ากับเป็นการมอบความได้เปรียบให้มอสโกไปก่อนที่จะมีการวางแผนที่ฉบับใดๆ ลงบนโต๊ะเจรจาเสียอีก

พ่อค้าที่ยอมจ่ายเงินล่วงหน้า ไม่ควรแปลกใจหรอกหากสุดท้ายแล้วสินค้าไม่เคยถูกส่งมาถึงมือ

ยัลตาที่ปราศจากกองทัพหนุนหลัง

เหตุการณ์การประชุมยัลตา ถูกหยิบยกมาเปรียบเทียบใช้กันบ่อยเกินไปแล้ว แต่ในกรณีนี้มันให้บทเรียนที่สำคัญซึ่งพวกนักวิจารณ์ส่วนใหญ่มักมองข้ามไป นั่นคือ ณ การประชุมยัลตาปี 1945 (ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แฟรงคลิน ดี.) รูสเวลต์และ (นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร วินสตัน) เชอร์ชิลล์ ต่างมีกองกำลังทหารหลายล้านนายอยู่ในยุโรป พวกเขาจึงสามารถเจรจาเกี่ยวกับอนาคตของทวีปนี้ได้ เพราะพวกเขามีตัวตนทางกายภาพอยู่ตรงนั้นจริงๆ ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกสนอย่างไร แต่มันก็สะท้อนถึงดุลอำนาจที่มีอยู่จริงในภาคสนาม

ทว่าในการประชุมที่อาจเกิดขึ้นในเซินเจิ้นครั้งนี้ มีมหาอำนาจ 2 ฝ่ายซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียมากที่สุดในภาคสนาม กลับไม่ได้เข้าร่วมด้วย นั่นคือ ยูเครน—ซึ่งเป็นฝ่ายที่ส่งทหารไปยืนหยัดอยู่ในแนวหน้า—ไม่มีที่นั่งบนโต๊ะเจรจา เช่นเดียวกับกลุ่มประเทศยุโรป ซึ่งจะต้องถูกเรียกร้องให้ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูบูรณะหลังสงคราม, ต้องรองรับผู้ลี้ภัย, และมีความเป็นไปได้สูงว่าจะต้องเป็นผู้ดูแลให้มีการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงใดๆ ที่จะเกิดขึ้นมาอีกด้วย

ข้อตกลงยุติศึกที่ถูกยัดเยียดให้เคียฟ โดยที่เคียฟไม่ได้ลงนามนั้น ไม่สามารถที่จะเป็นข้อตกลงยุติศึกที่แท้จริงได้ มันเป็นได้แค่เพียง “ช่วงพักครึ่ง” เท่านั้น ชาวยูเครนมีสิทธิ์ตัดสินว่าสงครามนี้จะจบลงอย่างไร เพราะพวกเขาคือผู้ที่ถืออาวุธเอาไว้ในมือ และข้อตกลงใดก็ตามที่พวกเขาปฏิเสธ ย่อมไม่มีทางยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ข้อนี้ไม่ใช่เหตุผลโต้แย้งเพื่อใช้เรียกร้องสนับสนุนให้วอชิงตันยังคงเซ็นเช็คเปล่ารับภาระด้านความมั่นคงในยุโรปต่อไปเรื่อยๆ อันที่จริงตัวผมเองได้ย้ำอยู่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาว่า ยุโรปต้องเลิกฝากความมั่นคงของตนเอาไว้กับสหรัฐฯเสียที และสงครามที่เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินยุโรปนั้น ถือเป็นความรับผิดชอบของยุโรปโดยตรงเป็นอันดับแรก

แต่ข้อโต้แย้งนี้ก็ต้องมีเงื่อนไขมารองรับอยู่ในทั้ง 2 ด้านเช่นกัน หากยุโรปต้องการเป็นเจ้าของผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมา ยุโรปก็ต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดผลลัพธ์นั้นด้วย การจัดประชุมสุดยอดโดยตัด ปารีส เบอร์ลิน และวอร์ซอออกไป แต่กลับมาเรียกร้องให้พวกเขาเป็นผู้แบกรับภาระนั้น เป็นสิ่งที่ไร้ตรรกะและส่งผลเสียต่อตัวผู้จัดเอง

หน้าตาที่แท้จริงของความยับยั้งชั่งใจ

แนวทางแบบนักสัจนิยมที่แท้จริงจะไม่ปฏิเสธแนวคิดเรื่อง ซัมมิตเซินเจิ้น ไปเสียทีเดียวแต่จะใช้วิธีปรับเปลี่ยนรูปโฉมแนวคิดดังกล่าวเสียใหม่

ประการแรก ควรให้การเจรจาที่เป็นแกนหลัก เกิดขึ้นในช่องทางที่มันสมควรจะเกิด การเจรจาแกนหลักที่ว่านี้ คือระหว่างวอชิงตัน-มอสโก-เคียฟ โดยมีฝ่ายยุโรปร่วมให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด การพบปะกันระหว่างทรัมป์-ปูติน-เซเลนสกี ตามที่ฝ่ายยูเครนเสนอมานั้น เป็นรูปแบบที่ดีกว่าการพบกันระหว่างทรัมป์-ปูติน-สี

ประการที่สอง ควรเปิดโอกาสให้จีนมีบทบาท แต่ต้องเป็นบทบาทที่เหมาะสม จีนสามารถเป็นผู้ค้ำประกันข้อตกลง, มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูบูรณะ, และเป็นแรงกดดันต่อมอสโกได้ แต่จีนไม่ควรเป็นผู้ตัดสินชะตากรรมความมั่นคงของยุโรป

ประการที่สาม ต้องหยุดการ "จ่ายล่วงหน้า" ทุกครั้งที่วอชิงตันยอมผ่อนปรนอ่อนข้อก่อนการเจรจาจะเริ่มต้นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมาตรการแซงก์ชั่นคว่ำบาตร, พลังงาน, หรือการส่งมอบอาวุธ นั่นเท่ากับการสูญเสียอำนาจต่อรองไปโดยเปล่าประโยชน์

และประการสุดท้าย ควรแยกประเด็นเอเชียกับประเด็นยุโรปออกจากกัน เพราะทันทีที่ปัญหาในยูเครนถูกนำไปผูกติดกับประเด็นไต้หวัน วอชิงตันก็จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเจรจาแบบตัดรอนตัวเองในยุทธบริเวณทั้ง 2 แห่งพร้อมๆ กัน

ความย้อนแย้งของรูปสามเหลี่ยม

นิกสันเดินทางไปจีนในปี 1972 เพื่อสร้างความกังวลให้กับมอสโก แต่หากทรัมป์เดินทางไปเยือนเซินเจิ้นในเดือนหน้าภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในเวลานี้ เขาก็มีแต่จะสร้างความกังวลให้เคียฟและบรัสเซลส์เท่านั้น ขณะที่มอสโกและปักกิ่งคงจะชวนกันดื่มเฉลิมฉลองให้กับโชคดีของตนเอง

คิสซิงเจอร์คงจะยอมรับรู้รับทราบรูปสามเหลี่ยมเช่นนี้ แต่เขาคงจะไม่ยอมรับรู้รับทราบว่าใครที่กำลังนั่งอยู่ตรงยอดบนของรูปสามเหลี่ยมดังกล่าว

ลีออน ฮาดาร์ เป็นนักหนังสือพิมพ์, บล็อกเกอร์, นักวิเคราะห์, นักเขียน, และที่ปรึกษา สามารถติดตามผลงานของเขาได้ที่ช่อง Global Zeitgeist บนแพลตฟอร์ม Substack

เดอะ “บิ๊กทรี” ณ การประชุมยัลตา  (จากซ้าย) วินสตัน เชอร์ชิล, แฟรงคลิน ดี รูสเวลส์, โจเซฟ สตาลิน
หมายเหตุผู้แปล

[
1] การประชุมยัลตา (Yalta Conference) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-11 กุมภาพันธ์ 1945 เป็นการประชุมหารือระหว่างหัวหน้ารัฐบาลของสหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร, และสหภาพโซเวียต เพื่อเจรจากันเกี่ยวกับการจัดรูปแบบการเมืองการปกครองของเยอรมนีและทวีปยุโรปกันใหม่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ผู้ที่เป็นตัวแทนรัฐมหาอำนาจทั้ง 3 ซึ่งเข้าร่วมประชุมยัลตา ได้แก่ ประธานาธิบดี แฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ ของสหรัฐฯ, นายกรัฐมนตรี วินสตัน เชอร์ชิล ของสหราชอาณาจักร, และเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์สหภาพโซเวียต โจเซฟ สตาลิน การประชุมจัดขึ้นที่บริเวณใกล้ๆ กับเมืองยัลตา เมืองตากอากาศริมทะเลดำ ในคาบสมุทรไครเมีย ของสหภาพโซเวียต

จุดมุ่งหมายของการประชุมครั้งนี้คือ เพื่อวางเค้าโครงรูปโฉมให้แก่ยุคสันติภาพในช่วงหลังสงครม ซึ่งไม่เพียงมีระเบียบความมั่นคงนานาชาติร่วมกัน (นั่นคือองค์การสหประชาชาติ) แต่ยังมีแผนการในการให้สิทธิอัตวินิจฉัย (self-determination) นั่นคือสิทธิในการกำหนดอนาคตทางการเมืองการปกครองของตนเอง แก่ประชาชนต่างๆ ของยุโรปที่ได้รับการปลดแอกจากการปกครองเผด็จการฟาสซิสต์ที่นำโดยนาซีเยอรมัน ด้วยเจตนารมณ์หลักที่จะเจรจาหารือกันเกี่ยวกับการสถาปนาชาติต่างๆ ของยุโรปที่อยู่ในสภาพแตกฉานซ่านเซ็นเนื่องจากสงครามขึ้นมาใหม่ แต่ปรากฏว่าภายในระยะเวลาไม่กี่ปี ยุโรปก็เกิดการแตกแยกกันหนักจากภาวะสงครามเย็น ทำให้สิ่งที่ออกมาจากการประชุมคราวนี้กลายเป็นจุดโต้แย้งถกเถียงกันอย่างดุเดือด

ในอีกด้านหนึ่ง เหล่าผู้นำของเดอะ บิ๊กทรี เดินทางถึงยัลตา โดยตระหนักแล้วว่า การที่กลุ่มพวกเขาซึ่งใช้ชื่อว่าฝ่ายสัมพันธมิตร (Allies) จะประสบชัยชนะในยุโรปนั้น เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงแปรผันได้ในทางปฏิบัติแล้ว แต่ยังมีความมั่นใจน้อยกว่าเกี่ยวกับสงครามในแปซิฟิกที่กำลังใกล้ถึงจุดสิ้นสุด เนื่องจากตระหนักว่าชัยชนะเหนือญี่ปุ่น อาจจำเป็นต้องมีการสู้รบอย่างยืดเยื้อ สหรัฐฯและสหราชอาณาจักรจึงมองเห็นข้อได้เปรียบทางยุทธศาสตร์อย่างสำคัญในการดึงให้โซเวียตเข้าร่วมการสู้รบในยุทธบริเวณแปซิฟิกด้วย ที่ยัลตา รูสเวลต์ กับ เชอร์ชิล ได้เจรจากับ สตาลิน เกี่ยวกับเงื่อนไขต่างๆ สำหรับการที่สหภาพโซเวียตจะเข้าสู่สงครามสู้รบกับญี่ปุ่น และทั้ง 3 เห็นพ้องกันว่า ในการแลกเปลี่ยนกับการที่โซเวียตจะเข้าร่วมในยุทธบริเวณแปซิฟิก พวกเขาจะได้รับอนุญาตให้มีเขตอิทธิพลในดินแดนแมนจูเรีย หลังจากการยอมแพ้ของญี่ปุ่น

ยัลตา ถือเป็นการประชุมครั้งสำคัญครั้งที่ 2 ในจำนวนทั้งสิ้น 3 ครั้งในระหว่างเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ของ 3 มหาอำนาจที่เรียกกันว่า “เดอะ บิ๊กทรี” (the Big Three) โดยการประชุมครั้งแรกก่อนหน้ายัลตา คือ การประชุมเตหะราน (Tehran Conference) ในเดือนพฤศจิกายน 1943 ส่วนการประชุมครั้งที่ 3 ภายหลังจากยัลตา คือการประชุมพอตสดัม (Potsdam Conference) ในเดือนกรกฎาคม 1945 นอกจากนั้น ยัลตา ยังจัดขึ้นก่อนหน้าการประชุมในมอสโกเมื่อเดือนตุลาคม 1944 ซึ่ง รูสเวลต์ ไม่ได้เข้าร่วม แต่ เชอร์ชิล กับ สตาลิน ที่ได้พบหารือกัน ได้บรรลุข้อตกลงกันอย่างไม่เป็นทางการเกี่ยวกับเขตอิทธิพลต่างๆ ในยุโรปของฝ่ายตะวันตกและฝ่ายโซเวียต

ในช่วงหลังสงคราม พวกที่มีความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ รูสเวลส์ ในทางลบอย่างดุเดือดหนักข้อที่สุดจำนวนมาก กล่าวหาเขาว่า ณ การประชุมยัลตา เขายินยอม “ส่งมอบ” ยุโรปตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือให้แก่โซเวียต ถึงแม้มีข้อเท็จจริงว่า ฝ่ายโซเวียตก็ได้ยินยอมผ่อนปรนข้อเรียกร้องของฝ่ายตนอย่างเป็นเนื้อเป็นหนังจำนวนมากเช่นเดียวกัน

(ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Yalta_Conference และ https://en.wikipedia.org/wiki/Yalta_Conference)