MGR Online - กระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์กัมพูชาได้ออกคำแถลงปฏิเสธคำกล่าวของไทยที่ระบุว่ากองกำลังทหารของกัมพูชาใช้โบราณสถานต่างๆ โดยเฉพาะปราสาทพระวิหารที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกเพื่อวัตถุประสงค์ทางทหารระหว่างการสู้รบเมื่อปีที่แล้ว
ในคำแถลงที่เผยแพร่ในวันนี้ (22) กระทรวงวัฒนธรรมฯ ระบุว่าข้อกล่าวหาของฝ่ายไทยที่ปราศจากมูลความจริงเหล่านี้ “บิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้สาธารณชนเข้าใจผิด และเบี่ยงเบนความสนใจไปจากความเสียหายที่กองกำลังทหารของไทยได้ก่อขึ้นต่อมรดกทางวัฒนธรรมของกัมพูชา”
“กัมพูชายืนยันอีกครั้งว่าปราสาทโบราณและแหล่งโบราณคดีต่างๆ เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ สถานที่บูชาทางศาสนา การอนุรักษ์ การวิจัย การศึกษา และการท่องเที่ยว ไม่ใช่ฐานทัพทหาร ในฐานะรัฐภาคีของอนุสัญญากรุงเฮกค.ศ.1954 เพื่อการคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรมในกรณัเกิดความขัดแย้งทางอาวุธ และอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของโลกค.ศ.1972 กัมพูชายังคงมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของตนตามกฎหมายระหว่างประเทศ” คำแถลงของกัมพูชาระบุ
การตอบโต้ของกระทรวงวัฒนธรรมฯ กัมพูชาเกิดขึ้นหลังจากที่โฆษกของกองทัพบกไทยกล่าวว่ากองทัพไทยยิงใส่ปราสาทพระวิหารเนื่องจากกองทัพกัมพูชาได้ติดตั้งอาวุธเพื่อใช้โจมตีไทย ซึ่งการกระทำของกัมพูชาดังกล่าวนั้นส่งผลให้ปราสาท “สูญเสียความคุ้มครองในทางกฎหมายเป็นการชั่วคราว” และกัมพูชายังใช้ปราสาทเหล่านี้เป็นโล่กำบัง ไม่เห็นคุณค่าในมรดกทางวัฒนธรรม และไม่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ปราสาทเป็นลำดับต้น
กระทรวงวัฒนธรรมฯ กัมพูชาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้ และแสดงการคัดค้านอย่างรุนแรงที่กองกำลังทหารของไทยยังคงอยู่ในพื้นที่ และการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของฝ่ายไทย ที่ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และปราสาทคนา รวมถึงพื้นที่โบราณสถานอื่นๆ ตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย
กระทรวงวัฒนธรรมฯ ยังระบุอีกว่ากองกำลังทหารของไทยได้ดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิด พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโครงข่ายไฟฟ้า โครงการบูรณะและก่อสร้าง และการแทรกแซงอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสถานที่เหล่านี้ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากทางการกัมพูชา
“การกระทำดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับการเคารพต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา และอาจเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาพรมแดนที่ยังไม่ยุติอย่างสันติ” กระทรวงวัฒนธรรมฯ ระบุ
กระทรวงฯ ยังกล่าวอ้างอีกว่ากัมพูชาระลึกถึงความเสียหายอย่างหนักที่เกิดขึ้นกับปราสาทพระวิหารและแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมอื่นๆ ของประเทศในช่วงการปะทะกันในเดือนกรกฎาคมและธันวาคม 2568 และระบุว่าการทำลายทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่ไม่อาจทดแทนได้นั้น เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการอดกลั้น ความรับผิดชอบ และการเคารพอย่างเต็มที่ต่ออนุสัญญาระหว่างประเทศที่คุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม
กระทรวงฯ เรียกร้องให้ไทยแก้ไขปัญหาที่ค้างคาอยู่ด้วยสันติวิธี และจัดตั้งกลไกทวิภาคี ที่รวมถึงคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) และย้ำข้อเรียกร้องให้ส่งคืนโบราณวัตถุที่ถูกย้ายออกไปจากปราสาทคนาและขนไปที่ไทย
“ปราสาทโบราณของกัมพูชาเป็นส่วนสำคัญของอัตลักษณ์แห่งชาติ และเป็นมรดกร่วมกันของมนุษยชาติ ดังนั้นสถานที่เหล่านี้ต้องได้รับการปกป้อง ไม่ถูกนำไปใช้ทางการเมือง ต้องได้รับการอนุรักษ์ ไม่ถูกแสวงหาประโยชน์ และต้องได้รับการเคารพ ไม่ใช่ถูกกระทำการฝ่ายเดียวหรือเผชิญหน้าทางทหาร” คำแถลงของกระทรวงวัฒนธรรมฯ กัมพูชาระบุ.


