เอเอฟพี - บุตรชายของอองซานซูจี อดีตผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยของพม่าที่ถูกควบคุมตัวกล่าววันนี้ (22) ว่าเขาได้พูดคุยกับมารดาของเขาเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 5 ปี
ทางการพม่าระบุว่า ซูจีถูกกักบริเวณในบ้านพักในกรุงเนปีดอ เมืองหลวงของประเทศ โดยเธอถูกตัดขาดจากโลกภายนอกนับตั้งแต่ถูกโค่นอำนาจในการรัฐประหารโดยกองทัพเมื่อปี 2564
ข่าวการสนทนาระหว่างอองซานซูจี ในวัย 81 ปี กับ คิม อาริส บุตรชายของเธอ ถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งที่ 2 ในรอบสัปดาห์เกี่ยวกับตัวเธอ หลังจากทางการพม่าได้เผยแพร่ภาพขณะที่เธอรับมอบสิ่งของที่ส่งมาจากสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร
“วันนี้ ในที่สุดผมก็ได้พูดคุยกับคุณแม่ของผม ดอว์อองซานซูจี หลังจากผ่านไปกว่า 5 ปี การได้ยินเสียงท่านอีกครั้งเป็นสิ่งที่เกินกว่าคำใดจะสามารถบรรยายได้” คิม อาริส ระบุในโพสต์บนเฟซบุ๊ก
โฆษกประธานาธิบดีพม่าได้เผยแพร่ภาพถ่ายขณะที่อองซานซูจี และคิม อาริส กำลังสนทนาผ่านโทรศัพท์ โดยผู้ชนะรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปรากฎตัวในภาพขณะนั่งอยู่ใต้ปฏิทินที่ระบุวันพฤหัสฯ
คำแถลงระบุว่า ทั้งคู่ได้สนทนากันผ่านโทรศัพท์กงสุลเป็นเวลา 20 นาที โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 14.30 น. และคิม อาริส โทรศัพท์จากสถานเอกอัครราชทูตพม่าประจำกรุงลอนดอน
ทั้งนี้ สำนักข่าวเอเอฟพียังไม่สามารถติดต่ออาริสเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสนทนาของทั้งคู่ได้
“ผมรู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อทุกคนที่ยืนเคียงข้างคุณแม่และตัวผม ผมเชื่อว่าเสียงของพวกท่านมีส่วนช่วยให้ช่วงเวลานี้เกิดขึ้นได้” คิม อาริส ระบุในโพสต์เฟซบุ๊ก
“แต่คุณแม่ของผมอายุ 81 ปีแล้ว และยังคงถูกควบคุมตัวอย่างไม่เป็นธรรม การได้พูดคุยเพียงครั้งเดียวไม่ถือเป็นการอนุญาตให้ครอบครัวเข้าถึงได้ตามปกติ”
ด้านสำนักข่าวอิรวดีรายงานว่า คิม อาริส ยังกล่าวเรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษและรัฐบาลประเทศอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์กับกองทัพพม่า อย่าแลกสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานกับการยอมรับทางการทูต การผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร หรือผลประโยชน์ทางการเมือง
เขายังเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวมารดาของเขาและนักโทษการเมืองทุกคนโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข พร้อมย้ำว่าเสรีภาพไม่ควรเป็นสิ่งที่นำมาต่อรองทางการเมืองได้
ทั้งนี้ กองทัพพม่าควบคุมตัวซูจีโดยแยกจากโลกภาพนอกเกือบตลอดระยะเวลา 5 ปี หลังจากการรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ที่ยุติการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่ดำเนินมาได้เพียงทศวรรษ
แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทางการพม่าได้แสดงให้เห็นถึงการผ่อนปรนการคุมขังเธอมากขึ้นเรื่อยๆ และได้เผยแพร่รูปถ่ายที่เธอที่พบปะหารือกับบุคคลต่างๆ เป็นการส่วนตัว ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากผู้สนับสนุนที่ต้องการหลักฐานยืนยันการมีชีวิตอยู่ของเธอ
นักวิเคราะห์ระบุว่า มิน อ่อง หล่าย ผู้นำพม่า ที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดขณะที่ก่อรัฐประหารโค่นล้มอองซานซูจีในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 กำลังแสวงหาการยอมรับจากนานาชาติ หลังจากที่เขาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีพลเรือนของประเทศในเดือนเมษายน
แม้กลุ่มสังเกตการณ์ประชาธิปไตยจะวิพากษ์วิจารณ์ว่าการเลือกตั้งที่ทำให้เขาขึ้นสู่ตำแหน่งดังกล่าวเป็นเพียงละครตบตา แต่ มิน อ่อง หล่ายได้สร้างความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในความพยายามที่จะกำจัดสถานะการถูกโดดเดี่ยวหลังการรัฐประหารของเขา
เขาได้รับเชิญให้ไปเยือนประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต (อาเซียน) ที่สถานะของซูจีถือเป็นประเด็นปัญหามาอย่างยาวนาน
มอร์แกน ไมเคิลส์ นักวิจัยจากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษายุทธศาสตร์ (IISS) กล่าวว่าทางการพม่าอาจกำลังใช้อองซานซูจี เป็นข้อต่อรองจากประชาคมระหว่างประเทศ
“หลายฝ่ายทั้งในและนอกอาเซียนต่างต้องการเห็นการปล่อยตัวเธอ แต่ท่าทีในลักษณะนี้มักจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แม้จะเป็นการกระทำที่ไม่จริงใจหรือเป็นเพียงกลยุทธ์ก็ตาม” มอร์แกน ไมเคิลส์ กล่าว.


