xs
xsm
sm
md
lg

สถานการณ์คุ้นๆ! CNN ตอบข้อสงสัย สหรัฐฯ มีสิทธิ์เป็นรายต่อไปหรือไม่ ผู้คนลุกฮือเผาบ้านเมืองเหมือนฝรั่งเศส

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ฝรั่งเศสกำลังลุกเป็นไฟ และกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญทั้งในทางการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งมันเป็นความรู้สึกที่คุ้นเคยอย่างน่ากังวลสำหรับชาวอเมริกา ตามบทความหนึ่งของซีเอ็นเอ็น สื่อมวลชนชื่อดังของสหรัฐฯ แต่กระนั้นสำนักข่าวแห่งนี้เน้นว่าสถานการณ์ระหว่างปารีสและวอชิงตันนั้น มีความแตกต่างกันพอสมควร

ประเทศฝรั่งเศสกำลังเข้าใกล้ภาวะวิกฤตทางการคลัง เนื่องจากมีการใช้จ่ายเกินกว่าความสามารถที่จะชำระคืนได้ ภาระหนี้ที่ต้องชำระมาถึงเร็วกว่าที่คาดไว้มาก หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางการดีดตัวของราคาน้ำมัน ดังนั้นการปรับขึ้นภาษีและลดการใช้จ่ายของรัฐบาลจึงเป็นส่วนหนึ่งของทางออก

อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่จะเป็นการตัดสินใจซึ่งไม่เป็นที่นิยมอย่างยิ่ง อาจเสี่ยงทำให้ประชาชนที่กำลังโกรธจัดอยู่ก่อนแล้ว รู้สึกขุ่นเคืองมากขึ้นไปอีก แนวทางแก้ไขปัญหาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงล้วนเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในการต่อสู้เรื่องงบประมาณ ภายใต้รัฐบาลที่มีความแตกแยกอย่างรุนแรง รายงานของซีเอ็นเอ็นระบุ

รายงานของซีเอ็นเอ็นระบุว่ามีประเทศต่างๆเพิ่มมากขึ้น ที่กำลังเผชิญปัญหาคล้ายกับฝรั่งเศส โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหราชอาณาจักร ดินแดนที่มีตัวเลขหนี้เติบโตขึ้นเรื่อยๆและต้นทุนในการจัดหาเงินทุนเพื่อชำระหนี้เหล่านั้นพุ่งสูงขึ้นไม่หยุด การขาดเจตจำนงทางการเมืองสำหรับตัดสินใจในเรื่องยากลำบากเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว คือสถานการณ์ที่เป็นหัวใจสำคัญของเรื่องราวทางเศรษฐกิจในโลกตะวันตก ณ ขณะนี้ ในนั้นรวมถึงสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตามซีเอ็นเอ็นมองว่าความคล้ายคลึงอาจเป็นเพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้น ภาวะตึงเครียดทางการเงินของฝรั่งเศสนั้นรุนแรงเป็นพิเศษ ส่วนความเสี่ยงที่จะลุกลามไปยังส่วนอื่น ๆ ของยุโรปนั้นอยู่ในระดับต่ำ เครือข่ายความมั่นคงทางสังคมของฝรั่งเศส(ทั้งประกันสังคม, สวัสดิการทั้งหลาย, เงินช่วยเหลือและเบี้ยยังชีพต่างๆ รวมไปถึงมาตรฐานฉุกเฉิน) มีความใหญ่โตกว่าสหรัฐฯมาก และด้วยพลวัตที่เป็นเอกลักษณ์ของเศรษฐกิจอเมริกา ทางสหรัฐฯจึงไม่มีความเสี่ยงใดๆ ในระยะใกล้ที่จะกลายเป็นฝรั่งเศสแห่งต่อไป

ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เครือข่ายความมั่นคงทางสังคมของยุโรปดำเนินมาบนเส้นทางที่ไม่ยั่งยืนมานานหลายทศวรรษแล้ว โดยเหล่านักเศรษฐศาสตร์และนักการเมืองบางส่วนได้เตือนมาตลอดหลายปีว่า ในท้ายที่สุดแล้วจะต้องมีการชดใช้ต้นทุนที่สะสมไว้นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตามเวลานี้สถานการณ์กำลังเลวร้ายลง สงครามอิหร่านทำให้ปัญหาทางการคลังของชาติตะวันตกทวีความรุนแรงขึ้น

นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ของกลุ่มจี 7 โดยเฉลี่ยแล้ว ดีดตัวขึ้นมากกว่า 1% แตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี ตามรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และจากการคาดการณ์ของไอเอ็มเอฟ ภายในสิ้นทศวรรษนี้ คาดว่าภาระหนี้สาธารณะของทั้ง 7 ประเทศนั้น รวมกันแล้วจะสูงกว่าผลผลิตทางเศรษฐกิจของประเทศเหล่านั้น ซึ่งถ้าเป็นเรื่องจริง ก็จะถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ยอดหนี้สาธารณะของฝรั่งเศสอยู่ที่ราว 119% ของจีดีพี มากกว่าระดับเป้าหมายของสหภาพยุโรปถึงเท่าตัว ส่วนตัวเลขขาดดุลงบประมาณรายปีอยู่ที่ 5.4% ของจีดีพี

หากดูตามข้อมูลแล้ว อเมริกาก็ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไรนัก สหรัฐฯมีหนี้สาธารณะถึง 32 ล้านล้านดอลลาร์ เทียบเท่ากับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ต่อปีของสหรัฐฯโดยประมาณ และมีตัวเลขขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ 2 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 6% ของจีดีพี ต้นทุนสำหรับจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ได้พุ่งสูงเกินกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีแล้ว ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่น่าตกใจถึง 14% ของงบประมาณรัฐบาลกลางทั้งหมด

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเงินภาษีทุกๆ 7 ดอลลาร์ จะมี 1 ดอลลาร์ที่ถูกนำไปใช้เพื่อชำระดอกเบี้ยของเงินจำนวนที่สหรัฐฯกู้ยืมมาเท่านั้น

ทว่าการถกเถียงอย่างเคร่งเครียดในยุโรปเกี่ยวกับการลดการใช้จ่ายและการขึ้นภาษีนั้น กลับมีความจริงจังน้อยกว่ามากในสหรัฐฯ แล้วทำไมอเมริกาถึงไม่เผชิญปัญหาเดียวกับฝรั่งเศส

ซีเอ็นเอ็นระบุว่าข้อเท็จจริงคือ ข้อได้เปรียบที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯได้แก่การเป็นผู้พิมพ์สกุลเงินสำรองของโลก การทำธุรกรรมส่วนใหญ่ของโลกเป็นการดำเนินการในรูปแบบดอลลาร์ ในนั้นรวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์หลักๆอย่างน้ำมันและทองคำ

ความต้องการเงินดอลลาร์ยังคงอยู่ในระดับสูง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเงินดอลลาร์ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัย ซีเอ็นเอ็นระบุว่าความโปร่งใสและการยึดมั่นในหลักนิติธรรมของสหรัฐฯทำให้เงินดอลลาร์กลายเป็นรากฐานสำคัญของระบบการเงินโลก แม้ว่าความน่าเชื่อถือดังกล่าวอาจลดน้อยถอยลงไปบ้างในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาก็ตาม

ปัจจัยดังกล่าวยังช่วยกระตุ้นความต้องการพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดในบรรดาสินทรัพย์ปลอดภัยทั้งหลาย แม้ในช่วงที่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกกำลังเผชิญกับการเทขายครั้งใหญ่ แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ก็ยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าพันธบัตรของประเทศเศรษฐกิจตะวันตกอื่น ๆ และเมื่อตลาดหุ้นปรับตัวลดลงอย่างหนักในสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างหันกลับไปหาแหล่งพักเงินที่ปลอดภัยตามปกติ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว

แต่ความแตกต่างระหว่างฝรั่งเศสกับสหรัฐอเมริกานั้น แท้จริงแล้วขึ้นอยู่กับสิ่งเดียวเท่านั้น ดังที่เจมส์ คาร์วิลล์ เคยกล่าวไว้ว่า "มันเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ" รายงานของซีเอ็นเอ็นระบุ

สหรัฐฯ ยังมีเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่และมีความหลากหลายในระดับที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งมีความเปราะบางต่อแรงสั่นคลอนต่าง ๆ น้อยกว่าประเทศอื่นๆ ที่มีขนาดเศรษฐกิจเล็กกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังก่อให้เกิดการลงทุนครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ ซึ่งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในขณะที่ภาคส่วนอื่น ๆ หลายภาคส่วนกำลังเผชิญกับภาวะชะงักงันหรือถดถอย

รายงานของซีเอ็นเอ็นระบุว่าวิธีสำคัญประการหนึ่งที่จะทำให้ปัญหาการขาดดุลงบประมาณมีความสำคัญน้อยลง คือการรักษาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งจะทำให้ภาระหนี้สินดูเล็กลงไปมากเมื่อเปรียบเทียบกัน

ธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) ส่งสัญญาณว่าจะไม่แทรกแซงสถานการณ์ทางการคลังของฝรั่งเศส แต่อาจดำเนินการเช่นนั้นถ้ามีความจำเป็น และเน้นย้ำว่าอีซีบีอยู่ในสถานะที่ดีในการเข้าซื้อพันธบัตรจำนวนมากของประเทศสมาชิก เพื่อจำกัดผลกระทบที่อาจลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ

เมื่อใดก็ตามที่ประเทศในยุโรปประสบปัญหาทางการคลัง มักจะเกิดความกังวลว่าปัญหาดังกล่าวอาจลุกลามไปทั่วทั้งทวีป ทว่านักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่มองว่าปัญหาของฝรั่งเศสนั้นจำกัดอยู่เพียงภายในประเทศเท่านั้น

อย่างไรก็ตามซีเอ็นเอ็นระบุว่าแต่มีปัจจัยแปรผันประการหนึ่งที่อาจนำไปสู่วิกฤตหนี้สินนอกประเทศฝรั่งเศส นั่นคือ สหรัฐฯ "ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของปีหน้า หนี้สินของสหรัฐฯจะแตะเพดานหนี้อีกครั้ง และสภาคองเกรสชุดใหม่จะต้องเจรจากับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อปรับเพิ่มเพดานหนี้ดังกล่าว ประเด็นทางการเมืองที่อาจเป็นเรื่องท้าทายอย่างมากสำหรับประธานาธิบดีที่กำลังจะหมดวาระ ขณะที่สภาคองเกรสที่อาจอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคเดโมแครตคงไม่เต็มใจที่จะยอมอ่อนข้อ"

(ที่มา:ซีเอ็นเอ็น)