ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันจันทร์ (19 ต.ค.) ว่า เขาพร้อมที่จะเจรจาควบคุมอาวุธ 3 ฝ่ายกับผู้นำจีนและรัสเซียเร็วที่สุดในเดือนหน้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสที่จะเกิดการประชุมซัมมิตที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเป็นกลยุทธ์ทางการทูตครั้งสำคัญของประธานาธิบดีสหรัฐฯ
“เราจะหารือกันเรื่องอาวุธนิวเคลียร์และการลดอาวุธนิวเคลียร์” ทรัมป์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวนอกทำเนียบขาว “ถ้าประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ต้องการให้มีการประชุม ผมก็ยินดี ผมมั่นใจว่าเราจะหารือเรื่องอื่นๆ เช่น การค้าด้วย”
ทรัมป์ พยายามที่จะปรับปรุงความสัมพันธ์ที่เย็นชาลงกับปักกิ่งและมอสโก เนื่องจากมหาอำนาจนอกตะวันตกเหล่านี้กำลังใกล้ชิดกันมากขึ้น การประชุม 3 ฝ่ายยังคาดว่าจะสร้างความกังวลตั้งแต่ยุโรปไปจนถึงเอเชียเกี่ยวกับข้อตกลงลับๆ ที่ทำให้พันธมิตรข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกและอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ อ่อนแอลง
กระนั้นก็ตาม ข้อตกลงที่ทำขึ้นระหว่าง 3 ประเทศอาจช่วยลดความตึงเครียดทั่วโลกได้ การยุติสงครามของรัสเซียในยูเครนอาจแก้ไขภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษต่อความมั่นคงของยุโรป และข้อตกลงเรื่องอาวุธจะผูกมัด 3 ประเทศที่มีคลังอาวุธนิวเคลียร์มากที่สุดในโลก
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทรัมป์ ได้กระชับความสัมพันธ์กับประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย โดยประกาศข้อตกลงซื้อขายน้ำมันดีเซล และลงนามในคำสั่งเมื่อวันศุกร์ (16) เพื่อยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรสำคัญๆ ต่อมอสโก นอกจากนี้ ทรัมป์ ยังพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งในทางกลับกันก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ ปูติน
จนถึงขณะนี้ ทรัมป์ ยังไม่ได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ในระหว่างการหาเสียงว่าจะยุติสงครามในยูเครนอย่างรวดเร็ว
แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ระบุว่า ทำเนียบขาวได้หารือกันมาหลายสัปดาห์แล้วเกี่ยวกับการประชุมที่เป็นไปได้ระหว่าง ทรัมป์ และ สี โดยมุ่งเน้นไปที่การลดอาวุธนิวเคลียร์ ในระหว่างการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (APEC) ที่นครเซินเจิ้นของจีน ในวันที่ 18-19 พ.ย.
ต่อมา ปูติน ได้เสนอให้ใช้การประชุมดังกล่าวเป็นเวทีเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งในยูเครนที่ยืดเยื้อมา 4 ปี ในลักษณะที่จะเป็นประโยชน์ต่อมอสโก ตามรายงานของหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล (WSJ) เมื่อวันอาทิตย์ (18) ข้อเสนอของปูตินเกิดขึ้นระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์กับทรัมป์เมื่อวันที่ 9 ต.ค. ซึ่งนำมาสู่ข้อตกลงซื้อขายน้ำมันดีเซลของรัสเซีย
เมื่อวันจันทร์ (19) ทำเนียบครมลินกล่าวว่า การประชุมที่อาจเกิดขึ้นนี้ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาในการเจรจา
ผู้นำทั้งสามเคยพบกันแบบแยก แต่ไม่เคยมีการเจรจาอย่างเป็นทางการ 3 ฝ่ายร่วมกันมาก่อน
ข้อตกลงเรื่องน้ำมันดีเซลของทรัมป์กับปูติน และคำสั่งบริหารที่ยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรต่อมอสโก ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากประธานาธิบดี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ซึ่งเตือนว่าข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้ปูตินฮึกเหิมและยืดเยื้อสงคราม
ทรัมป์ เอ่ยถึงการประชุมที่อาจเกิดขึ้นในวันจันทร์ (19) ว่า "ผมจะทำเช่นนั้น ไม่ใช่เพื่อยูเครนมากนัก เพราะพูดตามตรง รัสเซียก็ดีกับยูเครนมาโดยตลอด" เขากล่าวเสริมว่า "เซเลนสกี ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก" และ "ถึงเวลาแล้วที่คนอื่นจะเจรจาในนามของยูเครน"
มอสโกได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายเดือนเมื่อคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้ยูเครนไฟฟ้าดับกว่าครึ่งล้านครัวเรือน และสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั่วประเทศ โดยมีรายงานผู้เสียชีวิต 10 ราย
สัปดาห์ที่แล้ว ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาคิดว่าข้อตกลงลดอาวุธนิวเคลียร์กับรัสเซียและจีนนั้นเป็นไปได้ แต่ “ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในปีนี้” ยังไม่ชัดเจนว่าการเจรจาระหว่างประเทศต่างๆ มีความคืบหน้าไปมากน้อยเพียงใด
รัสเซียมีหัวรบนิวเคลียร์ที่เก็บไว้มากที่สุด รองลงมาคือสหรัฐอเมริกาและจีน ตามข้อมูลของสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสต็อกโฮล์ม (SIPRI)
สนธิสัญญาว่าด้วยการลดอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Arms Reduction Treaty หรือ STRE) หมดอายุไปเมื่อต้นปีนี้ ส่วนสนธิสัญญา New START Treaty ที่ลงนามในปี 2010 ก็อนุญาตให้ขยายเวลาได้เพียงครั้งเดียว ซึ่ง ปูติน และอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน ตกลงกันไว้เป็นเวลา 5 ปี การขยายเวลาครั้งใหม่ใดๆ จะต้องอาศัยการตัดสินใจของฝ่ายบริหารในการขยายขอบเขตของสนธิสัญญาโดยสมัครใจ
กระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า "แสนยานุภาพทางนิวเคลียร์ของจีนไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับสหรัฐฯ และรัสเซีย" และ "การขอให้จีนเข้าร่วมการเจรจาปลดอาวุธนิวเคลียร์ไตรภาคีในขั้นตอนนี้ ถือว่าไม่ยุติธรรม สมเหตุสมผล และไม่สมจริง"
ทรัมป์ ได้ตกลงที่จะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดเอเปคที่เมืองเซินเจิ้นในเดือนหน้า ซึ่งจะเป็นการเดินทางไปจีนครั้งที่ 2 ในปีนี้ และเป็นการเยือนประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ครั้งที่ 3 ในช่วงเวลาเดียวกัน
จีน รัสเซีย และสหรัฐฯ ต่างก็เป็นสมาชิกของเอเปค
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (19) ทรัมป์ ได้ลดความสำคัญของโอกาสที่จะจัดการประชุมระดับสูงอีกครั้งในจีนกับผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จองอึน
"ผมเข้ากันได้ดีกับเขา และผมไม่แน่ใจว่ามีใครขอให้มีการประชุมหรือยัง" ทรัมป์ กล่าว
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ เคยพูดว่าเขาวางแผนที่จะพบกับ คิม ในปีนี้ แต่เกาหลีเหนือยังคงได้แสดงท่าทีอย่างเปิดเผยว่าไม่เปิดรับการเจรจาที่มุ่งเป้าไปที่การโน้มน้าวให้เปียงยางละทิ้งอาวุธนิวเคลียร์
ที่มา: รอยเตอร์


