ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ร้องขอความสงบในวันอาทิตย์(18ต.ค.) หนึ่งวันหลังจากฝรั่งเศสเผชิญกับสถานการณ์ความไม่สงบครั้งเลวร้ายที่สุดหนหนึ่งในรอบหลายปี มีผู้ชุมนุมถูกจับกับไปหลายพันรายและห้างร้านโดนปล้นสะดมหรือไม่ก็ได้รับความเสียหาย ระหว่างการประท้วงต่อต้านราคาที่พุ่งสูงและความเสื่อมถอยด้านการบริการสาธารณะ
มีเหตุปะทะรอบใหม่เกิดขึ้นในกรุงปารีสและเมืองมาร์กเซย์ บริเวณที่ตำรวจปราบจลาจลเข้าแทรกแซงขัดขวางความพยายามปล้นสะดมธุรกิจ
การประท้วงทั่่วประเทศลุกลามเข้าสู่จลาจลในวันเสาร์(17ต.ค.) ศาลาว่าการเมืองถูกจุดไฟเผา ร้านค้าถูกปล้นสะดม และอาคารต่าง ๆ เต็มไปด้วยรอยขีดเขียนพ่นสี ในขณะที่กลุ่มผู้ก่อความรุนแรงปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ
"ลองมองภาพเหล่านี้ แล้วลองถามตัวเราเองทุกคน พวกเขากำลังคิดอะไรกันอยู่? ชาวฝรั่งเศสทำแบบนี้กับฝรั่งเศสได้อย่างไร?" มาครงแถลงผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งรัฐ ส่งถึงประชาชนทั่วประเทศ "ไม่มีอะไรอ้างความชอบธรรมสิ่งนี้ได้ ไม่มีข้ออ้างใดมาอธิบายมัน ไม่มีคำแก้ตัว คืนนี้ ความรู้สึกของเรามีแต่โกรธและอับอาย"
เหตุความไม่สงบเมื่อวันเสาร์(17ต.ค.) เผยให้เห็นถึงความโกรธเคืองอย่างลึกซึ้งที่มีต่อมาครง ผู้ซึ่งมีกำหนดพ้นจากตำแหน่งในปี 2027 หลังจากอยู่ในอำนาจมานานถึงหนึ่งทศวรรษ แต่ช่วงเวลาดังกล่าวกลับถูกนิยามมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเป็นช่วงเวลาแห่งปัญหาความไม่พอใจในสังคม เศรษฐกิจที่อ่อนแอ และหนี้สินที่พุ่งสูงขึ้น
มาครง กล่าวว่าพวกที่ประท้วงอย่างสันตินั้นมีเหตุผลความเดือดร้อนที่ชอบธรรม และไม่ควรนำการกระทำของพวกเขาไปปะปนกับกลุ่มคนที่มุ่งสร้างความวุ่นวาย เขายังไม่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ตามคำเรียกร้องของบรรดานักการเมืองฝายขวาบางส่วน แต่บอกว่ารัฐบาลจะเปิดช่องให้ท้องถิ่นต่างๆห้ามการประท้วงถ้ามีความจำเป็น เพื่อปกป้องอาคารราชการและธุรกิจท้องถิ่น
รัฐบาลกล่าวโทษความรุนแรงไปที่พวกกลุ่มซ้ายจัดสุดขั้ว เช่นเดียวกับพวกอาชญากรทั้งหลายที่พวกเขาบอกว่าเป็นผู้ยุยงให้เกิดการปล้นสะดม
ผู้ประท้วงรายหนึ่งเสียชีวิตเมื่อวันเสาร์(17ต.ค.) หลังจากเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นระหว่างการชุมนุมในกรุงปารีส ตำรวจทำการจับกุมทั่วฝรั่งเศสไป 2,400 ราย และเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บเกือบ 1,000 คน จากการเปิดเผยของรัฐมนตรีมหาดไทย
มีการปฏิบัติการทำความสะอาดครั้งใหญ่ในหลายเมือง ตั้งแต่เมืองลีลล์ ทางตอนเหนือไปจนถึงเมืองมาร์กเซย์ ทางตอนใต้ และจากเมืองสตราสบูร์กทางตะวันออกไปจนถึงเมืองบอร์กโดซ์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นจุดที่กลุ่มคนสวมหน้ากากบุกเข้าไปในที่พักของผู้ว่าราชการจังหวัดประจำท้องถิ่น
"ที่นี่ ยังกับเป็นเขตสงครามเลย" ไทจ์ เดอ บัวร์ นักธุรกิจชาวเนเธอแลนด์ กล่าว โดยเขาเดินทางมากรุงปารีสพร้อมกับลูกๆ และบอกว่าสถานการณ์ความไม่สงบทำให้เขาต้องอพยพออกจากโรงแรมที่พักในย่านจัตุรัสปลัสเดอลาเรปูบลีก
มีประชาชนมากกว่าครึ่งล้านคนที่ออกมาเดินขบวนตามเมืองต่างๆหลายสิบแห่งในวันเสาร์(17ต.ค.) ถือเป็นการบรรจบกันระหว่างการเคลื่อนไหวของนักศึกษาที่ดำเนินมาตลอดหนึ่งเดือน กับความไม่พอใจในวงกว้างของสังคมที่มีต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้นและการบริการสาธารณะที่เสื่อมถอยลง
ท่ามกลางประชาชนหลายแสนคนที่ประท้วงอย่างสงบ พวกกลุ่มหัวรุนแรงบางกลุ่มได้โจมตีอาคารสาธารณะ ปล้นร้านบูติกหรูและซูเปอร์มาร์เก็ต และเล่นงานรถยนต์และทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ
มารีน เลอ เปน ผู้นำพรรค National Rally ฝ่ายขวาจัด ซึ่งเป็นตัวเต็งในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีในปีหน้า ออกมาเรียกร้องขอความสงบเช่นกัน โดยบอกว่าฝรั่งเศสต้องไม่ปล่อยให้ตนเองคุ้นเคยกับภาพเหตุการณ์ที่บ้านเมืองถูกทำลาย ถูกย่ำยี และถูกปล้นสะดม "ความรุนแรงไม่ใช่ความคิดเห็น การทำลายล้างไม่ใช่รูปแบบหนึ่งของการแสดงออก และความวุ่นวายก็ไม่อาจเป็นแนวทางสำหรับอนาคตของฝรั่งเศส"
ในลีมอฌ เมืองที่มีชื่อเสียงด้านเครื่องเคลือบดินเผา การพังถล่มของหอนาฬิกาศาลากลางเมืองท่ามกลางเปลวไฟ ได้รื้อฟื้นความทรงจำอันเจ็บปวด ถึงเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่เมื่อปี 2019 ที่ทำลายมหาวิหารน็อทร์-ดามในกรุงปารีส ทางนายกเทศมนตรีของเมืองคร่ำครวญว่าเจ้าหน้าที่จากตำรวจแห่งชาติถูกส่งมาประจำการในเมืองของเขาไม่มากพอ
(ที่มา:รอยเตอร์ส)


