ซีอีโอและประธานไมโครซอฟท์ชี้จำเป็นต้องมีมาตรการกำกับดูแล AI ในระดับโลกอย่างเร่งด่วน พร้อมผู้ประเมินอิสระที่สามารถตรวจสอบรับรองการพัฒนาใหม่ ๆ รวมถึงเบรกฉุกเฉินเพื่อหยุดการทำงาน หากโมเดลหลุดออกจากการควบคุม ย้ำทุกวันนี้นมยังถูกควบคุมเข้มงวดกว่า AI
แบรด สมิธ ประธานไมโครซอฟท์ กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์รายการพอดแคสต์ Big Boss Interview ของบีบีซีที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (12 ต.ค.) ว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นทั้งเครื่องมือและอาวุธ และจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลเทคโนโลยีนี้อย่างเร่งด่วนตั้งแต่วันนี้
เขาเสริมว่า บริษัทต่าง ๆ ต้องมี “เบรกฉุกเฉิน” ซึ่งในวงการมักเรียกว่า “kill switch” เพื่อหยุดหรือชะลอการทำงานของ AI หากระบบหลุดออกจากการควบคุม
นอกจากนี้ ยังควรมีข้อกำหนดให้บริษัทต้องจัดทำรายงานเหตุการณ์ผิดปกติและแจ้งผู้เสียหาย หากเทคโนโลยี AI ฝ่าฝืนคำสั่งหรือหลุดจากการควบคุม เขายังเสนอว่า เทคโนโลยี AI รุ่นใหม่ควรได้รับการตรวจสอบโดยผู้ประเมินอิสระของภาครัฐก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้นำออกใช้งานหรือจำหน่าย
สมิธสำทับว่า เครื่องซักผ้ายังอยู่ภายใต้กฎด้านความปลอดภัยเข้มงวดกว่า AI เช่นเดียวกับนมทุกกล่องในซูเปอร์มาร์เก็ต ที่ต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบ
นอกจากนั้นเมื่อวันเสาร์ (10 ต.ค.) สัตยา นาเดลลา ซีอีโอไมโครซอฟท์ ได้โพสต์บน X ว่า ระบบ AI ขั้นสูงควรประกอบด้วยความหลากหลายของโมเดล การบันทึกร่องรอยการทำงานของโมเดลที่มนุษย์สามารถอ่านเข้าใจได้ การทดสอบระบบอย่างต่อเนื่อง ระบบควบคุมอิสระและความสามารถในการตรวจสอบได้ กลไกควบคุมและจำกัดการทำงาน การเปิดเผยเหตุการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้น รวมถึงเบรกฉุกเฉินเพื่อให้ผู้มีอำนาจหน้าที่สั่งหยุดชั่วคราวหรือปิดการทำงานของโมเดลได้ทันทีในระหว่างที่ระบบกำลังทำภารกิจ
นาเดลลาย้ำว่า Super Intelligence ที่น่าเชื่อถือที่สุดไม่ใช่ระบบที่ใช้โมเดลที่มนุษย์ไว้วางใจมากที่สุด แต่เป็นระบบที่ทำให้มนุษย์ไว้วางใจโมเดลน้อยที่สุด
ย้อนกลับไปเมื่อวันอาทิตย์ (11 ต.ค.) บิล เกตส์ ผู้ร่วมก่อตั้งไมโครซอฟท์ ให้สัมภาษณ์กับเอบีซี นิวส์ว่า AI ที่ขาดการกำกับดูแลกำลังกลายเป็นภัยคุกคามมากขึ้น และคาดว่า การโจมตีทางไซเบอร์ที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในปีหน้า
เกตส์มองว่า อันตรายที่แท้จริงในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องที่ AI จะ “หลุดออกจากการควบคุม” เพราะแม้เป็นปัญหาที่จำเป็นต้องหาทางป้องกัน แต่กว่าที่เรื่องนี้จะส่งผลกระทบรุนแรงก็คงใช้เวลาอีกหลายปี ทว่า สิ่งที่น่ากังวลเร่งด่วนกว่าคือ การที่ผู้ไม่หวังดีนำ AI ไปใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบ AI ที่ถูกดัดแปลงเพื่อถอดมาตรการความปลอดภัยออกทั้งหมด
เขาสำทับว่า โลกจำเป็นต้องมีมาตรการจำกัดที่เข้มงวดขึ้นเพื่อป้องกันกลุ่มผู้ประสงค์ร้ายนำ AI ไปใช้ในการก่อการร้ายทางชีวภาพและการโจมตีทางไซเบอร์
เกตส์ที่เคยเตือนในบทความขนาดยาวเมื่อเดือนส.ค.ว่า โลกอยู่ในภาวะที่ยังไม่พร้อมรับมืออย่างน่ากลัวสำหรับการพลิกผันที่เกิดจาก AI โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อการจ้างงาน ถือเป็นบุคคลสำคัญในวงการเทคโนโลยีรายล่าสุดที่ออกมาเตือนภัยคุกคามจากเทคโนโลยีใหม่นี้
ในการให้สัมภาษณ์ล่าสุด เขาคัดค้านแนวคิดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการปล่อยให้อุตสาหกรรม AI กำกับดูแลตัวเอง โดยย้ำว่า AI คือเทคโนโลยีที่อันตรายที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยคิดค้นขึ้นมา และการปล่อยให้ผู้พัฒนาเทคโนโลยีนี้ตรวจสอบตัวเองถือว่า ยังไม่เพียงพอที่จะปกป้องโลกได้
ทั้งนี้ นอกจากปล่อยให้บริษัท AI กำกับดูแลตัวเองแล้ว ทรัมป์ยังยืนกรานว่า AI ไม่มีความเสี่ยงในการทำให้มนุษยชาติสูญพันธุ์ รวมทั้งคัดค้านแนวคิดในการชะลอการพัฒนา AI เนื่องจากกังวลว่า อาจทำให้บริษัทอเมริกันเสียเปรียบคู่แข่งจากจีน
เมื่อไม่นานมานี้ ทรัมป์ยังตั้งหน่วยงานใหม่ในชื่อ “AI Force” โดยมี เจย์ เคลย์ตัน ผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติเป็นผู้นำ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม AI และจัดการผู้ไม่หวังดีหรือผู้ที่ใช้เทคโนโลยีนี้ในทางที่ไม่เหมาะสม
ช่วงที่ผ่านมาบิ๊กเทคอย่าง Anthropic และ OpenAI เริ่มเปิดเผยกรณีที่ AI Agent แสดงพฤติกรรมผิดปกติหรือไม่เป็นไปตามที่ต้องการมากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการถกเถียงในระดับโลกเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI ที่กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ที่รวมถึงคำเตือนจากนักวิจัยว่า ในที่สุดแล้ว AI อาจกลายเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของมนุษชาติ
บริษัทบางแห่งเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา AI ชั่วคราว แต่ขณะเดียวกัน ข้อเรียกร้องนี้กลับจุดประเด็นการถกเถียงใหม่ว่า ผู้บริหารของบริษัทเหล่านั้นอาจมีแรงจูงใจแอบแฝงหรือไม่ เช่น ต้องการผลักดันกฎระเบียบที่ช่วยรักษาความได้เปรียบของตนเอง ป้องกันกระแสต่อต้านที่อาจนำไปสู่การแทรกแซงจากภาครัฐในวงกว้างล่วงหน้า หรือแค่ต้องการชะลอการใช้จ่ายที่พุ่งขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
ที่มา: บีบีซี/รอยเตอร์/เอเอฟพี


