(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/10/moving-b-1-bombers-from-uk-to-us-is-no-drone-warfare-solution/)
Moving B-1 bombers from UK to US is no drone warfare solution
by Stephen Bryen
10/10/2026
พวกฐานทัพสหรัฐฯที่ตั้งอยู่ภายในประเทศ ไม่ได้มีความมั่นคงปลอดภัยจากภัยคุกคามที่จะถูกโจมตีด้วยโดรน มากกว่าบรรดาฐานทัพในต่างแดน รวมทั้งในสหราชอาณาจักร แต่อย่างใดเลย
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ถอนเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์รุ่น B-1 จำนวน 12 ลำออกจากฐานทัพแฟร์ฟอร์ด (Fairford) ในสหราชอาณาจักร และส่งกลับไปยังสหรัฐฯ รายงานข่าวระบุว่าเครื่องบินเหล่านี้เดินทางกลับไปยังฐานทัพอากาศเอลสเวิร์ธ (Ellsworth Air Force Base) ในเมืองแรพิดซิตี้ (Rapid City) รัฐเซาท์ดาโคตา แล้ว การถอนเครื่องบินคราวนี้เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานข่าวกรองระบุว่ามีความเสี่ยงสูงที่ฐานทัพแฟร์ฟอร์ดจะถูกโจมตีด้วยโดรนติดอาวุธ
ขณะที่สหรัฐฯ อาจจะสามารถป้องกันไม่ให้ศัตรูที่ไม่ระบุชื่อ (โดยทั่วไปเชื่อว่าเป็นอิหร่าน) ทำการโจมตีเครื่องบินทิ้งระเบิดและโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนที่ฐานทัพแฟร์ฟอร์ดได้สำเร็จ แต่การนำเครื่องบินเหล่านี้กลับมายังสหรัฐฯ ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกมันจะพ้นอันตรายแล้วแต่อย่างใด
มีการตรวจพบเหตุโดรนรุกล้ำพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาตมากกว่า 350 ครั้งตามฐานทัพทหารสหรัฐฯภายในประเทศสหรัฐฯเองราว 100 แห่ง ควบคู่ไปกับการที่มีประชาชนจำนวนมากพบเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างแพร่หลายในช่วงปลายปี 2024 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และในรัฐนิวเจอร์ซีย์
ถึงปี 2025 ยังคงมีการพบเห็นโดรนจำนวนมากทั้งตามฐานทัพทหารภายในประเทศและบริเวณแนวชายแดน รวมถึงการตรวจพบความเคลื่อนไหวของโดรนหลายหมื่นลำบริเวณแนวชายแดนทางตอนใต้ เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลให้รัฐสภาเปิดการสอบสวน และมีการเพิ่มขีดความสามารถรวมถึงอำนาจหน้าที่ในการรับมือกับระบบอากาศยานไร้คนขับ เข้าสู่ปี 2026 (จวบจนถึงปัจจุบัน) ความถี่ของเหตุการณ์เหล่านี้ก็ยังคงอยู่ในระดับสูง
ในสหราชอาณาจักร เหตุโดรนรุกล้ำพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาตที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบกระเทือนฐานทัพหลัก 4 แห่งของกองทัพอากาศสหราชอาณาจักร (Royal Air Force หรือ RAF) ที่กองทัพอากาศสหรัฐฯ ใช้งานอยู่ในอังกฤษ ได้แก่ ฐานทัพกองทัพอากาศสหราชอาณาจักร เลเกนฮีธ (RAF Lakenheath), มิลเดนฮอลล์ (RAF Mildenhall), เฟลต์เวลล์ (RAF Feltwell), และ แฟร์ฟอร์ด (RAF Fairford) นอกจากนั้น เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2026 ฐานทัพกองทัพอากาศสหราชอาณาจักร อะโครทีรี (RAF Akrotiri) ซึ่งตั้งอยู่ในไซปรัส ยังถูกโจมตีด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีประเภทลอยตัวอยู่เหนือเป้าหมายได้นาน (Loitering Munition ในภาษาไทย นิยมเรียกกันว่า โดรนกามิกาเซ, โดรนพลีชีพ) รุ่น ชาเฮด (Shahed) ที่ผลิตโดยอิหร่านอีกด้วย
สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพ อะโครทีรี สำหรับภารกิจลาดตระเวนในภูมิภาค, ปฏิบัติการด้านข่าวกรอง, และการวางกำลังพล ทั้งนี้รวมถึงการเป็นที่ตั้งหน่วยงานกองทัพอากาศสหรัฐฯหลายหน่วย เช่น หน่วยแยกที่ 1 (Detachment 1) ของกองบินลาดตระเวนที่ 9 (9th Reconnaissance Wing) ที่สนับสนุนเครื่องบินลาดตระเวนอย่าง U-2 --ตลอดจนหน่วยแยกด้านข่าวกรองและความมั่นคงที่หลายหน่วยงานปฏิบัติงานร่วมกัน
สำหรับที่ RAF แฟร์ฟอร์ด ข้อมูลข่าวกรองบ่งชี้ว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการโจมตีจากรถบรรทุกหลายคันซึ่งติดตั้งโดรนเอาไว้ภายใน ในลักษณะคล้ายกับวิธีการที่ยูเครนใช้โจมตีรัสเซียในปฏิบัติการ "Spiderweb" (ใยแมงมุม) เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2025
ในปฏิบัติการคราวนั้น พวกมือปฏิบัติการของยูเครนได้ลักลอบขนโดรนโจมตีแบบ FPV (First-Person View) จำนวนมาก เข้าไปภายในดินแดนของรัสเซียอย่างลึก โดยซ่อนไว้ในตู้ไม้ที่ติดตั้งอยู่บนหลังรถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์
(โดรนโจมตีแบบ FPV ย่อมาจากคำว่า First-Person View --โดรนโจมตีมุมมองบุคคลที่หนึ่ง เป็นอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ที่ติดกล้องวีดีโอไว้ด้านหน้า และส่งภาพสัญญาณสดแบบเรียลไทม์มายังแว่นตาหรือจอมอนิเตอร์ของผู้บังคับควบคุม ทำให้ผู้บังคับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังนั่งอยู่บนตัวโดรน ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://x.com/suthichai/status/1998394377568432627)
จากนั้นจึงมีการปล่อยโดรนจากจุดที่อยู่ใกล้กับพวกสนามบินเป้าหมาย ซึ่งสามารถพุ่งโจมตีใส่ฐานทัพอากาศรัสเซียหลายแห่งที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในดินแดนชั้นในๆ และอยู่ห่างไกลกันชนิดที่เป็นพื้นที่ในหลายเขตเวลา (time zones) อาทิ ฐานทัพ โอเลนยา (Olenya), อีวาโนโว เซแวร์นือย์ (Ivanovo Severny), เดียกีเลโว (Dyagilevo), เบลายา (Belaya ในไซบีเรีย) และ ยูเครนกา (Ukrainka)
การปฏิบัติการครั้งนั้น พุ่งเป้าไปที่ฝูงบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ระยะไกลของรัสเซีย (เช่น เครื่องบินรุ่น Tu-95MS และ Tu-22M3 ที่ใช้ยิงขีปนาวุธร่อนโจมตียูเครน) ส่งผลให้เครื่องบินที่มีคุณค่าสูงหลายลำถูกทำลายหรือได้รับความเสียหาย
ยังไม่มีความชัดเจนว่าภัยคุกคามจากโดรน ที่มีต่อฐานทัพอากาศ และสถานที่อ่อนไหวอื่นๆ (รวมถึงเขื่อน, โรงไฟฟ้านิวเคลียร์, และโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารและพลังงาน) ของสหรัฐฯ มีความรุนแรงอยู่ในระดับไหน โดยปกติแล้วทางการสหรัฐฯ และทางการสหราชอาณาจักรจะไม่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการถูกโดรนรุกล้ำน่านฟ้า เว้นแต่จะถูกกดดันจากสาธารณชนให้ต้องเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว
ฐานทัพเอลสเวิร์ธ เองก็ไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ของฐานทัพเคยรายงานเหตุการณ์พบเห็นโดรน และมีโดรนรุกล้ำน่านฟ้าหวงห้ามใกล้ฐานทัพโดยไม่ได้รับอนุญาตอยู่หลายครั้ง
ตัวอย่างเช่น สำนักงานนายกเทศมณฑลมีด (Meade County Sheriff’s Office) ได้ออกประกาศเตือนเกี่ยวกับการพบเห็นโดรนที่ไม่ได้รับอนุญาตบินเข้ามาเป็นระลอกทางตอนเหนือของฐานทัพ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและหน่วยป้องกันฐานทัพต้องย้ำเตือนสาธารณชนว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตห้ามบินโดรนโดยเด็ดขาด
(ประกาศเตือนของสำนักงานนายกเทศมณฑลมีด ดูได้ที่ https://kbhbradio.com/meade-county-sheriffs-office-receiving-reports-of-drones-in-restricted-airspace-at-ellsworth/#:~:text=That%20means%20drones%20can%20be%20brought%20down,very%20quickly%20become%20a%20very%20expensive%20paperweight.)
ถือเป็นเรื่องผิดปกติอย่างยิ่ง ถ้าโดรนที่ถูกส่งเข้ามาหลายๆ ลำเป็นหลายๆ ระลอกทำนองนี้ จะเป็นฝีมือของผู้ควบคุมโดรนเพียงรายเดียว เหตุที่เกิดขึ้นจึงบ่งชี้ว่าฐานทัพเอลสเวิร์ธ รวมถึงฐานทัพบาร์คสเดล (Barksdale ตั้งอยู่ในเขตบอสซิเออร์พาริช รัฐลุยเซียนา) และสถานที่อ่อนไหวอื่นๆ อาจถูกฝ่ายตรงข้ามรายหนึ่งหรือกระทั่งหลายๆ ราย เข้ามาลาดตระเวนและเก็บข้อมูลอย่างละเอียดแล้ว
โดรนจำนวนไม่กี่ลำที่ถูกเก็บกู้ได้ในบริเวณใกล้ๆ ฐานทัพสหรัฐฯภายในประเทศ ไม่ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกอะไรนัก ทั้งหมดล้วนเป็นโดรนเชิงพาณิชย์ (ส่วนใหญ่ผลิตในจีน) เช่นเดียวกับโดรนที่บินข้ามพรมแดนทางตอนใต้ของสหรัฐฯ ซึ่งก็เป็นโดรนเชิงพาณิชย์ผลิตจากจีน ที่บางครั้งถูกดัดแปลงเพื่อบรรทุกวัตถุระเบิดหรือขนส่งยาเสพติด เช่น เฟนทานิล
ในสหรัฐฯนั้นไม่มีระบบควบคุมการซื้อโดรน และไม่มีระบบที่จะต้องขอใบอนุญาต อีกทั้งการสืบหาความเป็นเจ้าของก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เนื่องจากโดรนเป็นสิ่งที่สามารถซื้อหาได้ภายในสหรัฐฯเอง หรือว่านำบินข้ามพรมแดนเข้ามาก็ได้ โดรนเหล่านี้จึงอาจกลายเป็นภัยคุกคามสำคัญ เพราะสามารถขนย้ายด้วยยานพาหนะทางบกหรือบินไปยังจุดหมายปลายทางอื่นได้โดยมีความเสี่ยงต่ำมากที่จะถูกตรวจพบ
สหรัฐฯ กำลังยกระดับความพยายามในการปกป้องฐานทัพของตนจากการรุกล้ำของโดรนให้ดียิ่งขึ้น ในขณะที่สหราชอาณาจักรดูเหมือนยังตามหลังอยู่ในด้านมาตรการรับมือ โดยทั่วไปแล้ว การใช้โดรนรุกล้ำน่านฟ้ามักประสบความสำเร็จ และมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ถูกยิงตกหรือสกัดกั้นได้
ความเสี่ยงสำคัญคือเมื่อโดรนที่ถูกส่งเข้ามาทำหน้าที่ลาดตระเวน ถูกสั่งการให้เปลี่ยนไปเป็นอาวุธโจมตีโดยอาศัยแรงพุ่งชน เหตุการณ์แบบนี้อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ฐานทัพในตั้งอยู่สหรัฐฯจึงไม่ได้มีความปลอดภัยไปกว่าฐานทัพในต่างประเทศ รวมถึงฐานทัพในสหราชอาณาจักรแต่อย่างใด
สตีเฟน ไบรเอน เป็นอดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และปัจจุบันเป็นผู้สื่อข่าวพิเศษของเอเชียไทมส์ ข้อเขียนชิ้นนี้นำออกเผยแพร่ครั้งแรกทางช่อง Weapons and Strategy บนแพลตฟอร์ม Substack ของผู้เขียน


