แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเองสำหรับผู้ชายจากอินโดนีเซียกำลังเผชิญกับกระแสดราม่าในมาเลเซีย หลังเกิดประเด็นข้อความล้อเลียน ที่ดูเหมือนจะเป็นการเฉลิมฉลองการคว้าแชมป์ของอินโดนีเซียในการแข่งขันฟุตบอลระดับภูมิภาคเมื่อเร็วๆ การกระทำที่โหมกระพือกระแสเรียกร้องในมาเลเซีย ให้มีการบอยคอตต์สินค้าของแบรนด์ดังกล่าว
หลังจากอินโดนีเซียเอาชนะไทยด้วยการดวลจุดโทษ คว้าแชมป์ฟุตบอล ฟีฟ่า อาเซียน ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก ในแผ่นดินของตนเอง ณ สนามเกโลรา บุง การ์โน เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ทาง Kahf แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเองสำหรับผู้ชายจากอินโดนีเซีย ได้แชร์ข้อความล้อเลียนบนบัญชี Threads ด้วยคำว่า " hati-hati beda level" หรือแปลว่า "พึงสังวรไว้ เรามันคงละระดับกัน"
ภายใต้ถ้อยคำดังกล่าว มีการโพสต์ภาพแยกธงชาติชาวอินโดนีเซียออกจากธงชาติของประเทศอื่นๆ โดยให้ธงชาติอินโดนีเซียอยู่เหนือธงชาติของประเทศต่างๆในอาเซียน ในนั้นรวมถึง มาเลเซีย, สิงคโปร์ และ ไทย ทั้งนี้ มาเลเซีย ได้อันดับ 3 ในศึกฟีฟ่า อาเซียน ส่วน สิงคโปร์ ตกรอบตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม หลังจากนัดสุดท้ายพ่ายแพ้ มาลเซีย เละทะ 0-6 ได้อันดับ 3 ของกลุ่ม เอ
โพสต์ของ Kahf จุดชนวนความเดือดดาลในหมู่ชาวมาเลเซีย ผู้ที่รู้สึกว่าแบรนด์ดังกล่าวดูแคลนบรรดาประเทศเพื่อนบ้านของอินโดนีเซีย รายงานของซีเอ็นเอ สื่อมวลชนสิงคโดปร์ ระบุว่าเหล่าผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ตั้งคำถามเกี่ยวกับความหมายของข้อความที่แบรนด์แห่งนี้ต้องการสื่อออกมา ขณะที่ผลิตภัณฑ์ของ Kahf มีวางจำหน่ายตาม ร้านค้าปลีกด้านสุขภาพและความงามชั้นนำในมาเลเซีย รวมถึงบนแพลตฟอร์มออนไลน์
ต่อมา Kahf ออกถ้อยแถลงขอโทษและลบโพสต์ แต่ภาพคัดหน้าจอของโพสต์ดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่และส่งต่อกันอย่างกว้างขวางไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ในถ้อยแถลงขอโทษ Kahf บอกว่าโพสต์นี้ "เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้และไม่สะท้อนถึงค่านิยมของเรา รวมถึงความเคารพที่เรายึดมั่นในฐานะแบรนด์สินค้าแบรนด์หนึ่ง"
"สายสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาวมาเลเซียและอินโดนีเซียนั้นหยั่งรากลึกอยู่บนพื้นฐานของความเป็นพี่น้องและความเคารพซึ่งกันและกันเสมอมา เรามุ่งมั่นที่จะยึดมั่นในความเคารพเช่นเดียวกันนี้กับทุกประเทศและทุกวัฒนธรรม เราขอน้อมรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อการที่ไม่สามารถปฏิบัติตามคำมั่นสัญญานั้น" ถ้อยแถลงระบุ
ถ้อยแถลงระบุปิดท้ายว่า "ขอบคุณที่ช่วยตรวจสอบและเรียกร้องความรับผิดชอบจากเรา เราเข้าใจดีว่าการจะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมานั้นต้องอาศัยมากกว่าแค่คำขอโทษ และเรามุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ให้เห็นผ่านการกระทำของเรา"
(ที่มา:ซีเอ็นเอ)


