2 นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน โรเบิร์ต อี. ฮอลล์ (Robert E. Hall) และไมเคิล วูดฟอร์ด (Michael Woodford) ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2026 ตามการประกาศอย่างเป็นทางในวันนี้ (12 ต.ค.) จากผลงานวิจัยด้านแบบจำลองที่ช่วยรัฐบาลและธนาคารกลางทั้งหลาย ในการจัดการกับความปั่นป่วนผันผวนรุนแรงทางเศรษฐกิจ เช่น วิกฤตพลังงานและภาวะเงินเฟ้อ
ราชบัณฑิตยสภาทางวิทยาศาสตร์แห่งสวีเดน เป็นผู้ประกาศชื่อผู้ได้รับรางวัลนี้ที่กรุงสตอกโฮล์ม โดยระบุว่าทั้งสองได้รับรางวัลเนื่องจากการทำงานศึกษาวิจัยทางด้านเศรษฐศาสตร์จุลภาค ที่กลายเป็นรากฐานสำคัญช่วยให้บรรดาผู้กำหนดนโยบายรับมือกับความอลหม่านรุนแรงทางเศรษฐกิจมหภาคได้ดียิ่งขึ้น
ประกาศมอบรางวัลคณะกรรมการโนเบลระบุว่า “งานวิจัยของผู้ได้รับรางวัลทั้งสอง ทำให้สามารถจัดการกับวิกฤตเศรษฐกิจมหภาคครั้งใหญ่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเมื่อก่อน” รวมทั้ง “มันมีประโยชน์อย่างมากในช่วงโรคระบาดใหญ่ (โควิด-19) และวิกฤตพลังงานในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา”
ฮอลล์ ซึ่งปัจจุบันอายุ 83 ปี เป็นศาสตราจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ส่วน วูดฟอร์ด ซึ่งเกิดในปี 1955 เป็นศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในนิวยอร์ก ทั้งสองทำงานแยกต่างหากจากกันในตอนเริ่มต้นสำรวจแบบจำลองใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้
คณะกรรมการรางวัลโนเบลแถลงว่า ผลงานของผู้ได้รับรางวัลทั้งสองได้สร้างรากฐานทางทฤษฎีสำหรับแบบจำลองที่ธนาคารกลางและรัฐบาลทั่วโลกใช้อยู่ในปัจจุบัน
“ด้วยรากฐานเหล่านี้ เราจึงมีความพร้อมมากขึ้นในการรับมือกับภาวะช็อกทางเศรษฐกิจ เช่น วิกฤตพลังงาน หรือการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในปริมาณการบริโภคของครัวเรือน” จอห์น ฮาสเลอร์ ประธานคณะกรรมการรางวัลสาขาเศรษฐศาสตร์ กล่าวในเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์
ทั้งสองล้มล้างสมมุติฐานทางเศรษฐศาสตร์ที่ยึดถือกันก่อนหน้านี้
เป็นเวลาหลายทศวรรษ ที่รัฐบาลตอบสนองต่อภาวะช็อกทางเศรษฐกิจโดยปฏิบัติตามคำแนะนำในยุคภาวะศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในยุคทศวรรษ 1930 ของ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ ซึ่งก็คือ แทรกแซงเศรษฐกิจโดยการลดภาษีและเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาล เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคและธุรกิจใช้จ่ายและลงทุน และช่วยให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเริ่มต้นขึ้นมาใหม่
“นี่คือสูตรการแก้ปัญหาแบบเคนส์ (Keynesian) และมันได้ผลดี --จนกระทั่งมันไม่ได้ผลอีกต่อไป” ทิโม บอปปาร์ต แห่งคณะกรรมการรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์กล่าว ทั้งนี้พวกผู้กำหนดนโยบายคิดกันว่าการบริหารเศรษฐกิจ เป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนแทนที่กันอย่างง่ายๆ เช่น อัตราการว่างงานจะอยู่ในระดับต่ำเมื่ออัตราเงินเฟ้อสูง และการว่างงานจะสูงขึ้นเมื่ออัตราเงินเฟ้อลดลง ทว่าภาวะ "Stagflation" (ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันควบคู่กับเงินเฟ้อสูง) ในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งปรากฏว่าเศรษฐกิจโลกเผชิญทั้งปัญหาเงินเฟ้อสูงและอัตราการว่างงานสูงไปพร้อมๆ กัน ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสูตรสำเร็จดังกล่าวนั้นเรียบง่ายเกินไป
นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนถึงกับเสนอความเห็นโต้แย้งว่า การที่ภาครัฐพยายามเข้ามาแทรกแซงระบบเศรษฐกิจนั้นมีแนวโน้มที่จะประสบความล้มเหลว แต่ ฮอลล์ กับ วูดฟอร์ด ซึ่งทำงานแยกจากกัน ต่างนำเสนอแนวทางเพื่อปรับปรุงแบบจำลองแบบ Keynesian โดยคำนึงถึงกระบวนการตัดสินใจที่เกิดขึ้นจริงของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ทั้งในเรื่องการลงทุนและการใช้จ่าย
"ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจเป็นผลมาจากการตัดสินใจนับล้านๆ ครั้งในระดับจุลภาคโดยภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ” คณะกรรมการรางวัลโนเบลระบุ “ด้วยการใช้แบบจำลองที่อิงแนวทางดังกล่าว แทนที่จะศึกษาเศรษฐกิจจากมุมมองระดับมหภาค ซึ่งเสมือนการมองภาพจากมุมสูงเพียงอย่างเดียว การวิจัยของ ฮอลล์ และ วูดฟอร์ด ก็ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ (paradigm shift) ในทฤษฎีเกี่ยวกับนโยบายสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ"
ฮอลล์ศึกษาการตัดสินใจของผู้บริโภค
ฮอลล์ นั้นมุ่งศึกษาในเรื่องที่ว่า การที่ผู้บริภาคตัดสินใจในเรื่องจะใช้จ่ายหรือไม่และใช้จ่ายมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับการคาดการณ์ของพวกเขาเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตของตน
"หากพวกเขามีมุมมองเชิงบวกต่ออนาคต พวกเขาก็จะใช้จ่ายมากกว่าในกรณีที่มีมุมมองเชิงลบ" คำแถลงของคณะกรรมการระบุ อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคอาจเปลี่ยนแปลงความคาดหวังต่างๆ ของตนได้ไปอย่างคาดไม่ถึง เมื่อได้รับข้อมูลใหม่เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ นอกจากนั้น บางครัวเรือนบางแห่งยังอาจอยู่ในสภาพยากจนมากจนไม่สามารถกู้ยืมเงินหรือนำเงินออมออกมาใช้เพื่อตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
คณะกรรมการระบุว่า ในงานวิจัยตีพิมพ์เมื่อปี1982 ซึ่งทำร่วมกับนักเศรษฐศาสตร์ ฟรีดิริค มิชคินนั้น ฮอลล์ พบว่าครัวเรือนราวร้อยละ 80 ตัดสินใจเรื่องการใช้จ่ายโดยอิงจากความคาดการณ์ที่มีต่ออนาคต "ในขณะที่ครัวเรือนส่วนที่เหลือใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือน"
วูดฟอร์ด วิเคราะห์กระบวนการตัดสินใจของภาคธุรกิจ
สำหรับงานวิจัยของ วูดฟอร์ด มุ่งชี้ให้เห็นว่า ภาคธุรกิจตัดสินใจกำหนดราคาโดยพิจารณาจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในอนาคตที่ตนคาดการณ์ไว้ คณะกรรมการรางวัลโนเบลระบุว่า "หากธุรกิจเชื่อว่าราคาของคู่แข่งและต้นทุนของตนจะปรับตัวสูงขึ้น ย่อมเป็นการดีที่สุดที่จะกำหนดราคาให้สูงขึ้นกว่ากรณีที่คาดการณ์ในทางตรงกันข้าม ดังนั้น การตัดสินใจของภาคธุรกิจจึงเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับความคาดการณ์ของพวกเขาด้วยเช่นกัน"
ด้วยเหตุนี้ ธนาคารกลางต่างๆ อย่างเช่น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งมีหน้าที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น จึงควร "สื่อสารอย่างชัดเจนและน่าเชื่อถือเกี่ยวกับเหตุผลและแผนการดำเนินงานของตน" และที่ผ่านมาก็ปรากฏว่าธนาคารกลางต่าง ๆ ก็ได้ตอบสนองต่อแนวคิดนี้ ด้วยการพยายามอธิบายการดำเนินงานของตนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
(ที่มา: เอพี, เอเอฟพี)


