xs
xsm
sm
md
lg

‘ทรัมป์’ทำใจเตรียมยอมรับพ่ายแพ้ยับเลือกตั้งกลางเทอม แต่ไม่ยี่หรี่เพราะคิดว่ายังสามารถปกครองสหรัฐฯได้ต่อไปเหมือนเดิม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: บิลล์ เอมมอตต์


โดนัลด์ ทรัมป์ คงคิดว่าความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอม เป็นเพียงเรื่องน่าหัวเราะเรื่องหนึ่งเท่านั้น  เมื่อพิจารณาจากกรกระทำและพฤติกรรมต่างๆ ของเขา
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/10/plainly-trump-doesnt-really-care-about-the-midterms/)

Plainly, Trump doesn’t really care about the midterms
by Bill Emmott
08/10/2026

ทรัมป์คงคิดว่าเขายังสามารถที่จะบริหารงานต่อไปได้ในช่วงสองปีสุดท้ายของการครองทำเนียบขาวที่เหลืออยู่ โดยทำตัวเหมือนเดิมแทบทุกอย่าง ถึงแม้ไม่สามารถควบคุมสภาผู้แทนราษฎรได้แล้วก็ตาม

ขณะที่เหลือเวลาอีกเพียงเดือนเดียว ก่อนถึงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งจะมีการลงคะแนนโหวตทั้งสมาชิกรัฐสภาระดับชาติ (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสภา และสมาชิกวุฒิสภาราว 1 ใน 3 ) และระดับผู้ว่าการรัฐที่ถือเป็นการเลือกตั้งส่วนท้องถิ่น (ราว 1 ใน 3 ของผู้ว่าการรัฐต่างๆ ทั่วสหรัฐฯ) แต่แนวโน้มที่จะเกิด "กระแสสีน้ำเงิน" (Blue Wave) นั่นคือชัยชนะครั้งใหญ่ของพรรคเดโมแครต ทั้งในสภาล่าง, สภาสูง, และตำแหน่งผู้ว่าการของหลายๆ รัฐ ก็ดูมีความเป็นไปได้สูงขึ้นเรื่อยๆ

แต่ไม่ว่าการคาดการณ์ที่ว่ามานี้จะเป็นจริงหรือไม่ ก็มีสิ่งสำคัญมากอย่างหนึ่งที่มีความชัดเจนแล้ว นั่นคือประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมายกับผลการเลือกตั้งครั้งนี้

สาเหตุอาจเป็นเพราะเขามอง—อย่างถูกต้องแล้ว—ว่าเขาไม่สามารถจะทำอะไรได้นักหนากับเรื่องนี้ นอกเหนือจากการแสดงท่าทีเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ค่อยมีน้ำหนัก เช่น การอนุญาตให้พวกคนขับรถบรรทุกใช้น้ำมันดีเซลย้อมสีแดงที่ได้รับการยกเว้นภาษี ส่วนการจัด "การประชุมใหญ่พรรคช่วงกลางเทอม" (mid-term convention) ของพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีธรรมเนียมมาก่อนเลย แต่ทรัมป์จัดให้มีขึ้นเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมานั้น โดยแท้จริงแล้วไม่ค่อยเป็นอะไรมากไปกว่าเวทีปราศรัยหาเสียงครั้งใหญ่โตมากกว่าธรรมดาของเขาขึ้นมาเท่านั้น แถมดูเหมือนจะส่งผลเสียมากกว่าผลดีทั้งต่อตัวเขาและต่อพรรคของเขา
(หมายเหตุผู้แปล: ดีเซลย้อมสีแดง คือมาตรการสำหรับแยกแยะให้เห็นชัดเจนว่าเป็นน้ำมันดีเซลใช้กับพวกเครื่องจักรที่ไม่ได้วิ่งบนถนนหลวง เช่น รถแทรกเตอร์เพื่อการเกษตร รถเกี่ยวข้าว หรือเครื่องจักรในงานก่อสร้างและอุตสาหกรรม ซึ่งจะมีราคาถูกกว่าดีเซลใช้ในการขนส่ง เนื่องจากได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต ด้วยเหตุนี้ เรื่องรัฐบาลทรัมป์อาจอนุญาตให้คนขับรถบรรทุกใช้ดีเซลสีแดงได้ จึงถือเป็นกลยุทธ์ในการหาเสียงเรียกคะแนนอย่างหนึ่ง ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.reuters.com/business/energy/what-is-red-dyed-diesel-can-it-help-lower-prices-trump-wants-2026-09-30/)

ความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่งคือ เขาอาจคิดว่าจะสามารถใช้ข่าวสารข้อมูลเท็จ, การข่มขู่ และมาตรการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญเพื่อแทรกแซงผลการเลือกตั้ง และลดทอนความชอบธรรมของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาที่นำโดยพรรคเดโมแครตให้ได้มากที่สุดเท่าที่เขาสามารถกระทำได้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ เราสามารถทำได้เพียงคาดเดาและเฝ้าดูสถานการณ์ ขณะเดียวกับส่งกำลังใจให้ศาล, เจ้าหน้าที่ภาครัฐ, และกลุ่มภาคประชาสังคม ที่กำลังเตรียมพร้อมรับมือและคัดค้านการกระทำดังกล่าว

อย่างไรก็ดี คำอธิบายอย่างที่สามต่างหาก เป็นหนทางความเป็นไปได้ที่เรารู้กันเยอะแล้ว นั่นคือทรัมป์มองว่าจากการกระทำที่ผ่านมาของเขาได้ทำให้รัฐสภาไม่มีความสำคัญอะไรอีกต่อไป และเขามีเจตนาที่จะบริหารประเทศในรูปแบบเดิมที่ทำอยู่ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา คำอธิบายนี้ต้องถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง เนื่องจากมันยังช่วยให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า จริงๆ แล้วทรัมป์มีความคิดเห็นอย่างไรต่อตำแหน่งประธานาธิบดี และในมุมมองของเขานั้น การ "ปกครอง" สหรัฐฯ จากทำเนียบขาวหมายความว่าอะไรกันแน่

ตลอดช่วงสองปีแรกของการกลับมาดำรงตำแหน่งเป็นสมัยสองของเขา จริงๆ แล้วทรัมป์มีแนวคิดเพียง 2 ประการที่ถือได้ว่าเป็นวาระทางนิติบัญญัติภายในประเทศ ประการแรกคือ สิ่งที่เขาเรียกว่า "ร่างกฎหมายอันยิ่งใหญ่และงดงาม" (big beautiful bill) ที่เกี่ยวข้องแวดล้อมอยู่กับงบประมาณแผ่นดินประจำปี 2025 ของเขา ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามในการให้รางวัลแก่ผู้สนับสนุน, ลงโทษศัตรู, สนับสนุนโครงการที่เขามีความหมกมุ่น, และเพิกเฉยต่อหลักวินัยทางการคลังอย่างสิ้นเชิง

ความพยายามนี้ถือได้ว่าประสบผลสำเร็จ แต่ในขณะเดียวกัน แม้มันจะนำพาเศรษฐกิจสหรัฐฯให้เกิด “ความคึกคัก” แต่ก็กำลังพาประเทศไปสู่ภาวะวิกฤตหนี้สินในบางรูปแบบ ส่วนประการที่สอง คือความพยายามของเขาที่จะดึงอำนาจควบคุมระบบและกฎเกณฑ์การเลือกตั้งของประเทศมาไว้ที่รัฐบาลกลาง โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อสกัดกั้นคะแนนเสียงของพวกฝ่ายตรงข้ามของเขา ความพยายามในส่วนนี้ถือว่าประสบความล้มเหลวเป็นส่วนใหญ่

นอกเหนือจากความริเริ่มเหล่านี้แล้ว ทรัมป์มักบริหารงานด้วยวิธีการออกคำสั่งฝ่ายบริหาร (executive orders) แล้วรอให้ศาลหรือรัฐสภาเข้ามาขัดขวางหากพวกเขาสามารถทำได้ ทั้งนี้ ศาลชั้นต่างๆ ก็ได้ทำหน้าที่ดังกล่าวอยู่บ่อยครั้ง แต่สภาทั้งสองของรัฐสภาที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากอยู่ กลับออกอาการยอมจำนนและไม่กล้าขัดขวางเขาอย่างจริงจัง

ในทัศนะมุมมองของเขาแล้ว ข้อดีของร่างกฎหมายงบประมาณก้อนโตที่เขาออกปากชมว่า "ยิ่งใหญ่และงดงาม" คือมันได้จัดสรรงบประมาณไว้อย่างเพียงพอให้เขาทำตามใจชอบได้ ซึ่งมักทำโดยการโยกย้ายงบประมาณจากส่วนหนึ่งไปอีกส่วนหนึ่งโดยไม่ต้องเสียเวลาขออนุมัติจากรัฐสภา

ที่น่าสังเกตคือ งบประมาณก้อนนี้ได้จัดสรรเงินจำนวนมหาศาลให้กับหน่วยงาน ICE (Immigration and Customs Enforcement สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร) ซึ่งเป็นเสมือนกองกำลังติดอาวุธของเขาในการดำเนินการคัดค้านปราบปรามผู้อพยพ หน่วยงานนี้ถือเป็นผลงานหลักในการบริหารของเขา—เคียงคู่ไปกับโครงการของอีลอน มัสก์ และ รัสเซลล์ โวต์ (Russell Vought) ที่มุ่งทำลายหรือบั่นทอนการทำงานของหน่วยงานจำนวนมากของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ — ทั้งนี้ถ้าหากการจับกุม การเนรเทศ และบางครั้งถึงขั้นยิงผู้คนโดยปราศจากการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างถูกต้องและเหมาะสม จะถือว่าเป็นการ "การปกครองประเทศ" ได้

นอกจากนี้ งบประมาณดังกล่าวยังเปิดทางให้เขามีเงินทุนเพียงพอสำหรับดำเนินโครงการต่างๆ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่เขาโปรดปรานและหมายจะให้กลายเป็นผลงานอนุสรณ์แห่งสมัยบริหารประเทศของเขาสืบทอดต่อไปในอนาคต โดยที่ช่องทางหลักซึ่งเขาใช้ก็คือการดึงงบประมาณมาจากกรมอุทยานแห่งชาติ (National Parks Service) เพื่อนำไปใช้สร้างห้องบอลรูมในทำเนียบขาวของเขา, โครงการสระน้ำสะท้อนแสง หน้าอนุสรณ์สถานลินคอล์น ที่กลายเป็นเรื่องอื้อฉาว, โครงการสร้างซุ้มประตูชัย "Arc de Trump", ตลอดจนความพยายามอื่นๆ ที่จะทิ้งหลักหมายอันถาวรและมุ่งโอ้อวดอย่างไร้แก่นสารสาระเอาไว้ในเมืองหลวงของสหรัฐฯ

นี่แหละคือวาระการทำงานของเขา แต่สิ่งที่เขามุ่งเน้นเป็นหลักไม่ใช่ตัววาระงานในเชิงนโยบาย หากแต่เป็นการสั่งสมอำนาจและการใช้อำนาจ สิ่งนี้ทำให้เขาและครอบครัวร่ำรวยขึ้นอย่างมหาศาล โดยไม่แยแสใดๆ เลยต่อข้อจำกัดทางกฎหมายและทางรัฐธรรมนูญที่ห้ามมิให้ใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางการเงิน

นอกจากนั้น เขายังใช้อำนาจเพื่อเล่นงานและลงโทษเหล่าศัตรูของเขา ทั้งโดยผ่านการสั่งฟ้องคดีโดยกระทรวงยุติธรรม และการสอบสวนของเอฟบีไอ ส่วนในด้านนโยบายการต่างประเทศ เขาก็ใช้อำนาจเพื่อบีบบังคับให้ประเทศอื่น ๆ โดยรวมถึงบรรดาชาติพันธมิตรในยุโรปและเอเชีย ต้องยอมลงทุนหรือจ่ายเงินรูปแบบอื่นๆ, อีกทั้งยังพยายามข่มขู่และเรียกร้องสิทธิพิเศษจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างแคนาดาและเม็กซิโก, รวมไปถึงการใช้กำลังทหารตามอำเภอใจของเขา ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของการสังหารผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นพ่อค้ายาเสพติดขณะอยู่ในเขตน่านน้ำสากล, การลักพาตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลา, หรือในกรณีที่ส่งผลกระทบใหญ่หลวงที่สุดอย่างความพยายามบีบบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่าน

หากเป็นไปอย่างที่ภาพปรากฏให้เห็นกันในเวลานี้ กล่าวคือเขาไม่ได้ใส่ใจนักว่าพรรครีพับลิกันจะยังคงครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาเอาไว้ได้หรือไม่หลังการเลือกตั้งกลางเทอม นั่นก็อนุมานได้ว่าเขาคิดว่าตนเองจะสามารถดำเนินแนวทางเดิมต่อไปได้ตลอดช่วงสองปีสุดท้ายของวาระการดำรงตำแหน่ง เช่นเดียวกับที่เขาทำมานับแต่กลับเข้าทำเนียบขาวอีกครั้งในเดือนมกราคม 2025

ประธานาธิบดีสหรัฐฯนั้นมักมีอำนาจตัดสินใจอย่างกว้างขวางในด้านนโยบายการต่างประเทศ ซึ่งทรัมป์จะยังคงใช้ประโยชน์จากอำนาจส่วนนี้ต่อไป แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็จะยังคงแสวงหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตนเองและครอบครัวผ่านการทุจริตคอร์รัปชั่น, การใช้ข้อมูลภายในเพื่อแสวงหาผลกำไร (insider trading), และการทำข้อตกลงกับต่างชาติ ควบคู่ไปกับการไล่ล่าศัตรูภายในประเทศ นอกจากนี้ เขายังกำลังวางแผนการเพื่อปิดฉากวาระการดำรงตำแหน่ง ด้วยการใช้อำนาจประธานาธิบดีในการให้อภัยโทษ เพื่อพยายามปกป้องครอบครัวและพวกพ้องของเขา

สำหรับประธานาธิบดีที่มีมุมมองต่อบทบาทและโอกาสของตนเองอย่างจำกัดและยึดติดกับผลประโยชน์ส่วนตัวเช่นนี้ แนวโน้มที่จะได้ใช้เวลาสองปีข้างหน้าไปในลักษณะดังกล่าวอาจเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจเขาไม่น้อย แน่นอนทีเดียวเขาย่อมตระหนักดีว่า หากรัฐสภาตกอยู่การควบคุมของพรรคเดโมแครต เขาจะต้องเผชิญกับการสอบสวนและการออกกฎหมายเพื่อจัดการกับการทุจริตและการใช้อำนาจในทางมิชอบของเขา อีกทั้งมีความเป็นไปได้สูงมากที่เขาจะถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง (impeachment) เป็นครั้งที่สาม

แต่เขาย่อมจะทราบดีว่าเขาสามารถใช้อำนาจวีโต้ยับยั้งกฎหมาย, สามารถเผชิญหน้ากับการสอบสวนต่างๆ ได้อย่างหน้าไม่อาย, สามารถสวมบทบาทสร้างภาพตัวเองเป็นเหยื่อผู้ถูกกระทำ, และสามารถมั่นใจได้อีกครั้งว่าจะรอดพ้นจากการถูกตัดสินว่ามีความผิดในการพิจารณาคดีของวุฒิสภาตามกระบวนการถอดถอน สืบเนื่องจากต้องอาศัยเสียงข้างมากถึงสองในสามของสภา จึงจะสามารถลงโทษเขาได้

บทสรุปที่ถือว่าดีที่สุดเท่าที่จะขบคิดกันได้คือ แม้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันจะแสดงความไม่พอใจและลงโทษทรัมป์และพรรครีพับลิกันอย่างสาสมในการเลือกตั้งวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ แต่สถานการณ์ในช่วง 2 ปีข้างหน้าก็คงจะไม่สู้ดีนัก รัฐสภาที่ครองเสียงข้างมากโดยพรรคเดโมแครตอาจตัดสินใจใช้อำนาจด้านงบประมาณของตนเพื่อขัดขวางการดำเนินงานของรัฐบาล รวมถึงในด้านกลาโหม แต่การดำเนินการดังกล่าวก็จะต้องทำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อโอกาสในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2028

การจะลงโทษทรัมป์ได้อย่างแท้จริงนั้น ต้องอาศัยการที่สมาชิกพรรครีพับลิกันจำนวนมากหันมาต่อต้านประธานาธิบดี เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับริชาร์ด นิกสัน ในปี 1974 โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงคำตัดสินของศาลสูงสุดในปี 2024 ซึ่งตีความกฎหมายว่าให้ความคุ้มครองประธานาธิบดีจากการถูกดำเนินคดี สำหรับการกระทำซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ (official acts) โดยไม่ได้กำหนดขอบเขตที่ชัดเจนว่าการกระทำใดบ้างที่ถือเป็นหน้าที่ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม บทสรุปสุดท้ายยังคงอาจมองในแง่ดีได้บ้างเล็กน้อย การที่ทรัมป์ไม่ใส่ใจการเลือกตั้งกลางเทอมแสดงให้เห็นว่า การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขานั้นเป็นเรื่องของตัวบุคคลและความหลงใหลในอำนาจเป็นหลัก มากกว่าจะเป็นเรื่องของอุดมการณ์หรือการขับเคลื่อนวาระนโยบายที่เป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งนี้ช่วยให้การคิดหาวิธีรับมือกับอเมริกาในยุคหลังทรัมป์ ดูน่ากังวลน้อยลงไปบ้าง

แน่นอนว่าทัศนคติของชาวอเมริกันที่มีต่อโลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบระยะยาวแล้ว และยังมีพวกยึดมั่นอุดมการณ์อย่างเหนียวแน่นบางรายที่จะพยายามผลักดันวาระของตนผ่านทางทรัมป์ โดยที่คนกลุ่มนี้จะยังคงมีบทบาทต่อไปแม้ว่าทรัมป์จะพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่อเมริกาที่น่าอับอาย, ไร้ยางอาย, ชอบใช้อำนาจข่มเหง, ไร้ความสามารถ, ทุจริตคอร์รัปชั่น, และละเมิดกฎหมาย คือสิ่งที่ถูกนิยามจำกัดความโดยทรัมป์ และก็ถูกครอบงำโดยทรัมป์ ดังนั้น อย่างน้อยที่สุดอเมริกาในรูปแบบดังกล่าว มันก็จะสิ้นสุดลงพร้อมกับการหมดวาระของทรัมป์

บิลล์ เอมมอตต์ นักหนังสือพิมพ์, นักเขียน, และที่ปรึกษาชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันมากที่สุดในฐานะเป็นบรรณาธิการใหญ่ (editor-in-chief) ของนิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์ (The Economist ) ช่วงปี 1993 ถึงปี 2006 เขามีผลงานเขียนหนังสือรวม 14 เล่ม และทำงานภาพยนตร์สารคดี 2 เรื่อง เขาเคยเป็นประธานของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อยุทธศาสตร์ศึกษา (International Institute for Strategic Studies หรือ IISS) จากปี 2019-2025 และประธานของสมาคมญี่ปุ่นแห่งสหราชอาณาจักร (Japan Society of the UK) ช่วงปี 2019-2024

ข้อเขียนนี้เผยแพร่ครั้งแรกทางช่อง “Global View”ในแพลตฟอร์ม Substack ของ บิลล์ เอมมอตต์ อ่านต้นฉบับได้ที่ https://billemmott.substack.com/p/plainly-trump-does-not-care-about?utm_source=post-email-title&publication_id=258217&post_id=219298989&utm_campaign=email-post-title&isFreemail=false&r=1g55w&triedRedirect=true&utm_medium=email