Hegseth details new initiatives in partisan address to troops
Story by Dan Lamothe, Alex Horton. The Washington Post
30/09/2026
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พีท เฮกเซธ ของสหรัฐฯ เปิดเผย 6 แผนการริเริ่มใหม่ๆ ระหว่างกล่าวปราศรัยกับนายทหารสหรัฐฯ หลายร้อยนายเมื่อวันพุธที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา โดยมีทั้งการป่าวร้องที่จะจัดตั้งกองบัญชาการทหารแห่งใหม่ซึ่งความรับผิดชอบหลักจะอยู่ที่ด้านสงครามโดรน, การเรียกร้องความสนใจเกี่ยวกับการสร้างฐานทัพใหม่ขึ้นในสหรัฐฯ, และการโอ่อวดเรื่องดึงตัวมหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยีอย่าง อีลอน มัสก์ และ พาล์มเมอร์ ลัคกี (Palmer Luckey) มาพัฒนาอาวุธเจนเนอเรชั่นต่อไปของกองทัพอเมริกัน
เฮกเซธ ยังประกาศระหว่างการปราศรัยที่ฐานทัพเหล่านาวิกโยธินควอนติโก (Marine Corps Base Quantico) ในรัฐเวอร์จิเนีย คราวนี้ ถึงความตั้งใจที่จะจัดตั้งหน่วยงานทหารที่มุ่งเน้นจัดทำโครงการทางศาสนา, การเพิ่มพูนความยืดหยุ่นของสหรัฐฯโดยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ, และการก่อตั้งโครงการนักเรียนนายร้อยใหม่ๆ ขึ้นในมหาวิทยาลัย 5 แห่งที่เขาประเมินว่าไม่ได้ถูกครอบงำด้วยอุดมการณ์เสรีนิยม "โวก" (woke)
(หมายเหตุผู้แปล: woke ซึ่งเป็นคำภาษาอังกฤษที่แปลว่า ตื่นแล้ว ถูกนำมาใช้ในหมู่นักเคลื่อนไหวเรียกร้องความเสมอภาคและสิทธิมนุษยชนในโลกตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐฯ โดยมุ่งหมายถึง การตื่นตัวและตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาความอยุติธรรมทางสังคมและการเมือง แล้วต่อมาถูกฝ่ายตรงข้ามอย่างเช่นฝ่ายขวาในสหรัฐฯ โดยเฉพาะชาวพรรครีพับลิกันนำโดยคณะรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ นำเอาคำนี้มาใช้ในเชิงเสียดสีหรือวิพากษ์วิจารณ์การแสดงความตื่นตัวทางสังคมที่พวกเขาเห็นว่ามากเกินไป จนทำให้อเมริกาอ่อนแอ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://th.wikipedia.org/wiki/โวก)
การปราศรัยที่ใช้ถ้อยคำดุเดือดเผ็ดร้อนครั้งนี้ ซึ่งเฮกเซธตั้งชื่อว่า“State of the Force” (สถานะของกองทัพ) และต้องการให้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ยังคงเดินตามการปราศรัยเช่นนี้ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วของเขา นั่นคืออยู่ในลักษณะไม่เป็นไปตามแบบแผนประเพณีและแสดงออกซึ่งอคติแบ่งฝักฝ่ายทางการเมืองสูง
แต่สิ่งที่ต่างออกไปอย่างสำคัญคือผู้ฟังของเขาไม่ได้เป็นพวกนายทหารผู้นำระดับสูงเกือบทั้งหมดของกองทัพอย่างปีก่อน หากเป็นพวกนายทหารระดับกลางและกำลังพลระดับล่างหลายร้อยคน อย่างไรก็ดี เขายังคงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงทั้งเรื่องระบบราชการของเพนตากอน (กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ) ,สื่อมวลชนด้านข่าวในอเมริกา และพวกนักการเมืองเสรีนิยม, พร้อมทั้งเชื่อมโยงการปราศรัยปีนี้กับการปราศรัยครั้งก่อนโดยตรง
“รัฐบาลชุดก่อน (รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน) บีบบังคับให้พวกผู้นำที่ถูกเรียกว่ามีพิษร้าย ต้องออกไปจากกองทัพ เพื่อส่งเสริมเลื่อนตำแหน่งให้แก่พวกยอมทำตามกระแส เอาแต่ประนีประนอม ที่คอยหลบเลี่ยงความเสี่ยง” เฮกเซธกล่าวกับผู้ฟัง “นั่นคือการทำให้กองทัพของเรากลายเป็นเรื่องการเมืองไปแล้วอย่างแท้จริง ซึ่งโง่เขลาและอันตราย”
ในอีกจุดหนึ่งที่เขากล่าวหารัฐบาลไบเดน เขาบอกว่ารัฐบาลที่แล้ว “ต้องการนายพลที่ทำตามหลักการทางการเมืองอย่างถูกต้อง (politically correct generals)” ซึ่งตรงนี้เฮกเซกคือกำลังเสียดสีว่าเป็นผู้นำทางทหารซึ่งพร้อมปฏิบัติตามกระแสวัฒนธรรมเสรีนิยม “โวก” ที่ตัวเขารังเกียจนั่นเอง จากนั้นเขาก็พูดต่อไปว่าสำหรับพวกเจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์แล้วต่างออกไป คือ “ต้องการเฉพาะนายพลที่ทำผลงานดีที่สุดเท่านั้น” เขายังวิพากษ์วิจารณ์เจาะจงเป็นพิเศษไปที่ พลเอก ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกลาโหม และพลเอก มาร์ค เอ. มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม ในสมัยไบเดน โดยบอกว่าความพยายามของทั้งคู่ที่ทำให้เกิดความหลากหลายบางอย่างในกองทัพเมื่อตอนขึ้นเป็นผู้นำของเพนตากนอนนั้น มีจุดประสงค์เพียงเพื่อกำหนด “โควตา (ผู้ดำรงตำแหน่ง) ให้เป็นไปตามหลักการทางการเมืองอย่างถูกต้อง
(ตามทัศนะแบบ‘โวก’) เท่านั้น”
เฮกเซธใช้คำหยาบคายและอ้างอิงข้อความจากพระคัมภีร์ไบเบิลของศาสนาคริสต์ที่เขาแสดงตนเป็นผู้ยึดมั่นศรัทธาเหนียวแน่น มาประกอบการโอ้อวดถึงการสั่งปลดนายทหารระดับนายพลไปเป็นจำนวนมาก, ตลอดจนการกล่าวหาว่านักข่าว "ทรยศ" ที่พยายามทำข่าวในลักษณะตรวจสอบเรื่องการทำสงครามกับอิหร่าน, รวมทั้งพูดจาด้วยถ้อยคำรุนแรงเล่นงานพวกสมาชิกในกองทัพที่ไม่ตรงกับอุดมคติที่เขายึดถือ
“เราไม่ใช่กระทรวงโวก หรือกระทรวงวีก (weak อ่อนแอ) อีกต่อไปแล้ว พูดอย่างนี้แปลความหมายได้ง่ายๆ ก็คือ ไม่มีคนอ้วน, ไม่มีคนแปลงเพศ, ไม่มีคนไว้หนวดเครา, ไม่มีคนแปลกๆ,ไม่มีคนขี้ขลาด, ไม่มีพวกหัวรุนแรง, มีแต่เหล่านักรบเท่านั้น” เฮกเซธกล่าว
ตั้งแต่ก่อนขึ้นกล่าวปราศรัยเสียอีก รัฐมนตรีผู้นี้เริ่มต้นวันดังกล่าว ด้วยการร่วมออกกำลังกายที่บริเวณด้านนอกอาคารเพนตากอนกับทหารหลายร้อยนาย ซึ่งดูเหมือนทุกคนจะสวมเสื้อยืดที่มีข้อความว่า “THIS IS WAR” (นี่คือกระทรวงสงคราม) อันมุ่งเน้นย้ำถึงการที่รัฐบาลทรัมป์มีมติให้เปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหม
(Defense Department) เป็นกระทรวงสงคราม (War Department) อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังไม่ได้ผ่านการอนุมัติจากรัฐสภา จึงยังไม่ถือว่ามีการเปลี่ยนชื่อกระทรวงนี้อย่างเป็นทางการแล้ว
การปราศรัยครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่พรรครีพับลิกันของ เฮกเซธ กำลังเผชิญความยากลำบากอย่างหนักหนาสาหัสขณะมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้ ส่วนเพนตากอนก็ยังคงติดหล่มอยู่ในสงครามกับอิหร่านซึ่งไม่ได้รับความนิยมชมชื่นจากสาธารณชนชาวอเมริกัน ทั้ง เฮกเซธ และ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่างเคยพูดเอาไว้ตอนการสู้รบขัดแย้งนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 7 เดือนก่อนว่าจะใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ก็จะได้รับชัยชนะแล้ว ถึงแม้มีผู้นำทางทหารระดับสูงบางคนแสดงความกังวลเมื่อพูดกันเป็นการส่วนตัวก็ตาม
ทรัมป์กับเฮกเซธเวลานี้กำลังพยายามเสนอภาพให้เห็นว่าสงครามนี้ยุติลงแล้ว ทั้งที่ยังมีทหารจำนวนหลายหมื่นนายประจำการอยู่ในพื้นที่ และการโจมตีเป็นระยะๆ จากฝ่ายอิหร่านก็ทำให้บุคลากรของสหรัฐฯได้รับบาดเจ็บกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้เอง บุคคลทั้งสองยังคอยวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงใส่ผู้ที่แสดงความวิตกเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวของการสู้รบขัดแย้งคราวนี้ โดยรวมถึงเรื่องการใช้งานพวกเรือรบของกองทัพเรืออย่างหนักกระทั่งต้องมีขยายระยะเวลาให้ยาวขึ้นเมื่อเรือเหล่านี้ถูกนำมากลับมาซ่อมบำรุง
ตลอดจนเรื่องที่เครื่องกระสุนรวมทั้งพวกระบบป้องกันภัยทางอากาศที่สำคัญๆ ของสหรัฐฯ กำลังอยู่ในสภาพร่อยหรอใช้งานหมดสิ้นลงอย่างรวดเร็ว
ในการปราศรัยคราวนี้ เฮกเซกอุทิศเวลาช่วงหนึ่งให้แก่การโจมตีเล่นงาน "พวกขี้แพ้ที่ต่อต้านอเมริกา"
ในแวดวงสื่อมวลชน ซึ่งได้เผยแพร่รายงานที่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการสงครามของรัฐบาลทรัมป์และการกำกับดูแลเพนตากอนของเฮกเซธ ทั้งนี้การสู้รบขัดแย้งครั้งนี้ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์เป็นผู้เริ่มต้นขึ้นโดยการร่วมมือประสานงานกับอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ได้ใช้จ่ายงบประมาณไปแล้วเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่พวกสิ่งปลูกสร้างทางทหารและเครื่องบินสหรัฐฯจำนวนมากในตลอดทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกกลางต้องประสบความเสียหายหรือกระทั่งถูกทำลาย ส่งผลให้ทหารอเมริกันบาดเจ็บกว่า800 นาย และเสียชีวิตอย่างน้อย19 นาย
เฮกเซธ ซึ่งเป็นอดีตนายทหารระดับกลางสังกัดกำลังทหารบกของกองกำลังพิทักษ์ชาติ (Army National Guard) ที่เป็นกองกำลังทหารสำรองของสหรัฐฯ ยังคงพูดเน้นย้ำว่าเขาให้ความสำคัญกับ
"ขีดความสามารถในการสังหารศัตรู" รวมทั้งรื้อฟื้นข้อกล่าวหาที่ระบุว่าผู้นำเพนตากอนในอดีตไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเอาชนะสงครามของชาติมากเพียงพอ
แล้วก็เป็นไปตามรายงานที่ วอชิงตันโพสต์ ตลอดจนสื่ออื่นๆ ได้เสนอเอาไว้ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เฮกเซธกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการลดจำนวนนายพลในกองทัพลงโดยสูงสุดอาจจะถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเท่ากับเป็นการต่อยอดจากแผนเดิมที่ประกาศเมื่อปีที่แล้วว่าจะลดจำนวนผู้นำระดับสูงทั่วทั้งกองทัพลงอย่างน้อย 10 เปอร์เซ็นต์
"ฝ่ายที่คำนวณตัวเลขระบุว่าเราได้ปลดนายพลในเหล่าทัพต่างๆ ออกไปจากกองทัพแล้วเป็นจำนวน
10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวถือว่าเหมาะสมแล้ว" เขากล่าว “และในฐานะที่ผมเป็นผู้สั่งการเรื่องนี้ ผมทราบดีว่าเรายังเพิ่งลดจำนวนตำแหน่งนายพลลงไปอีก10%ดังนั้น สรุปคือในภาพรวมมีการปรับลดลงรวมแล้ว20%”
ปัจจุบัน กองทัพสหรัฐฯมีนายทหารยศนายพลประจำการอยู่ราว850 นาย ทำหน้าที่กำกับตรวจสอบกำลังพลประจำการจำนวนมากกว่า1.3 ล้านนาย นอกจากนั้นยังมีกำลังพลในกองกำลังพิทักษ์ชาติ (National Guard) รวมถึงกองกำลังสำรองต่างๆ อีกเกือบ800,000 นาย
การวางแผนจัดการปราศรัยของเฮกเซธที่ฐานทัพควอนติโกเมื่อปีที่แล้ว ตอนแรกๆ ทีเดียวได้สร้างความกังวลและความสับสนให้แก่กำลังพลจำนวนมาก เนื่องจากแทบไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดอะไรกันเลย
ขณะที่รัฐมนตรีวกลาโหมออกคำสั่งแบบกระชั้นชิดให้บรรดานายทหารระดับสูงและพวกผู้นำนายทหารชั้นประทวน เดินทางจากกองบัญชาการทหารสหรัฐฯแห่งต่างๆในทั่วโลก เพื่อมารับฟังการปราศรัยของเขา
ในการรวมพลรับฟังการปราศรัยเมื่อปีที่แล้ว บรรดาผู้นำทางทหารสูงส่วนใหญ่พากันรับฟังอย่างสงบในขณะที่ทรัมป์และเฮกเซธกล่าววิพากษ์วิจารณ์พวกผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้าพวกเขา
และระบายความคับข้องใจต่างๆ สำหรับในปีนี้ นายทหารระดับรองลงมาและพวกผู้นำนายทหารชั้นประทวนที่เข้าร่วมการประชุมเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา ก็ดูเหมือนจะมีท่าทีเช่นเดียวกัน
ปีเตอร์ ฟีเวอร์ (Peter Feaver) ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและกองทัพ จากมหาวิทยาลัยดุ๊ก ให้ความเห็นว่า การกล่าวปราศรัยในลักษณะแสดงจุดยืนเลือกฝักฝ่ายทางการเมืองอย่างชัดเจนของเฮกเซธเมื่อปีที่แล้ว ทำให้เกิดความกังวลว่าผู้ฟังกลุ่มที่อายุน้อยกว่าในปีนี้ อาจมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ไม่เหมาะสม แต่สิ่งที่ปรากฏออกมาคือพวกเขาก็สามารถผ่านบททดสอบนั้นมาได้
"พวกเขารับฟังด้วยความเคารพ แต่ไม่ได้ส่งเสียงเชียร์หรือโห่ไล่ ต่อถ้อยคำที่มีนัยทางการเมืองในคำปราศรัยคราวนี้" ฟีเวอร์กล่าว "ชาวอเมริกันควรชื่นชมยินดีกับความจริงที่ว่าเรามีกองทัพที่เป็นมืออาชีพและมุ่งมั่นที่จะรักษาความเป็นกลางทางการเมืองเอาไว้"
ฟีเวอร์ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ข้อเสนอด้านนโยบายต่างๆ ของเฮกเซธนั้น จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบและการสนับสนุนด้านงบประมาณจากฝ่ายนิติบัญญัติเสียก่อน จึงจะถือเป็นนโยบายที่จะนำไปปฏิบัติกันจริงๆ รวมทั้งมีเงินงบประมาณมาสนับสนุนจริงๆ
"ผมสงสัยว่าทีมงาน (ของเฮกเซธ) ได้มีการหารือเกี่ยวกับแนวคิดเหล่านี้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในรัฐสภาบ้างแล้วหรือยัง" ฟีเวอร์กล่าว "หากยังไม่มี ก็คงมีงานอีกมากที่ต้องทำ ก่อนที่จะเห็นผลลัพธ์ตามที่เขาได้สัญญาไว้"
สำหรับการก่อตั้งกองบัญชาการทหารแห่งใหม่ซึ่งจะทำหน้าที่รับผิดชอบด้านสงครามโดรน ที่เป็น 1 ใน 6 แผนการริเริ่มเฮกเซธเผยออกมาในการกล่าวปราศรัยคราวนี้ มีการระบุรายละเอียดว่ากองบัญชาการทหารระดับ 4 ดาว (นั่นคือผู้บัญชาการจะมียศพลเอก) แห่งนี้ จะใช้ชื่อว่า "Autonomous Warfare Command" (กองบัญชาการสงครามอัตโนมัติ) เรียกย่อๆ ว่า “Autowarcom” ทำหน้าที่กำกับดูแลการนำเอาขีดความสามารถลักษณะอัตโนมัติและขีดความสามารถทางด้านหุ่นยนต์ออกมาใช้งาน โดยที่เฮกเซธพูดถึงการพัฒนาก้าวหน้าของขีดความสามารถในด้านนี้ว่า เป็น “ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่สุดซึ่งเกิดขึ้นในยามสันติในประวัติศาสตร์การทหารสมัยใหม่”
เขายอมรับว่า “จังหวะก้าวเดินของสงครามกำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วยิ่งกว่ากระบวนการซึ่งทำหน้าที่สนับสนุนมัน” ทั้งนี้ อิหร่านเวลานี้มีการใช้โดรนราคาถูกอย่างกว้างขวางยิ่งในระหว่างเวลา 7 เดือนที่ทำสงครามกับสหรัฐฯคราวนี้ ขณะที่เฮกเซธยังชี้ไปที่ยูเครนซึ่งกำลังบุกเบิกการใช้โดรนในการสู้รบกับกองทหารรัสเซีย
“บทเรียนของยูเครนไม่ใช่เป็นบทเรียนที่ว่าการใช้โดรนประเภทหนึ่งใดจะทำให้ชนะสงคราม หากแต่เป็นการย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบซึ่งสร้างขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์อันชัดเจนระบบหนึ่ง ที่จะสามารถนำเอาความสามารถในการประยุกต์เรื่องนี้มาใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด”
อย่างไรก็ดี ตามที่สื่อมวลชนสหรัฐฯอย่างสำนักข่าวเอพี รายงานเอาไว้ก่อนหน้านี้ หน่วยทหารของกองทัพบกสหรัฐฯหน่วยหนึ่งซึ่งตั้งฐานอยู่ในยุโรป และมีความชำนาญพิเศษในเรื่องการทำสงครามโดรน ภายหลังถูกจัดส่งไปคลุกคลีเรียนรู้อยู่ในสมรภูมิที่ยูเครน เมื่อเร็วๆ นี้กลับได้รับคำสั่งให้ยุติความพยายามเช่นนี้ของพวกเขา และหวนกลับคืนมาจัดกำลังให้เป็นกองพันทหารราบตามแบบแผนดั้งเดิม
เรื่องนี้ส่งผลให้มีคณะสมาชิกรัฐสภาจากทั้งสองพรรคใหญ่กลุ่มหนึ่ง สอบถามไปที่กองทัพบกเมื่อไม่นานมานี้เพื่อขอคำอธิบาย โดยชี้ว่าสนามรบต่างๆ ของโลกกำลังเกิดการวิวัฒนาการไปอย่างรวดเร็ว และยุทธวิธีต่างๆ ทางทหารกำลังพึ่งพาอาศัยพวกระบบที่ไม่ใช้คนในการสู้รบเพิ่มมากขึ้นทุกที
สำหรับเรื่องเล่าของทางฝ่ายเฮกเซธเองนั้น มีการระบุว่าการก่อตั้งกองบัญชาการทหารแห่งใหม่นี้ขึ้นมา โดยเป็นการต่อเนื่องจากความพยายามในโครงการริเริ่มที่เฮกเซธตั้งชื่อว่า "Project Agincourt" (โครงการอากินคอร์ต) โดยที่ชื่อ อากินคอร์ต เป็นการอ้างอิงถึงชื่อสมรภูมิที่กองทัพอังกฤษสามารถเอาชนะกองทัพฝรั่งเศสได้ในปี 1415 ทั้งที่มีกำลังพลน้อยกว่ามาก สืบเนื่องจากอาศัยการใช้ธนูยาว (longbow) อย่างสร้างสรรค์และชาญฉลาด
ในเอกสารบันทึกข้อความฉบับหนึ่งที่นำออกเผยแพร่ภายหลังการปราศรัยครั้งนี้ เฮกเซธระบุว่าโครงการนี้จะดำเนินการทดลองโดรนต้นแบบต่างๆ รวมทั้งพัฒนา “ระบบการจัดซื้อจัดหาที่สามารถทำซ้ำได้ โดยผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ใช่แค่ตัวโดรนรุ่นใดรุ่นหนึ่ง แต่เป็นขีดความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์การสู้รบ” โครงการนี้จะนำโดย โอเวน เวสต์ (Owen West) อดีตนาวิกโยธินที่เป็นผู้กำกับดูแลหน่วยนวัตกรรมด้านกลาโหม (Defense Innovation Unit) ของเพนตากอน บันทึกของเฮกเซธระบุด้วยว่า กระทรวงของเขาจะ "ร่วมมือโดยตรงกับรัฐสภาเพื่อผลักดันกฎหมายที่จำเป็น" สำหรับกองบัญชาการทหารแห่งนี้ โดยตั้งเป้าหมายว่าจะเปิดตัวในเดือนตุลาคม ปี2027
ในบันทึกอีกฉบับที่เผยแพร่หลังการกล่าวปราศรัยเช่นกัน เฮกเซธได้ประกาศเริ่มโครงการเพื่อสร้าง "ฐานทัพร่วมที่มีความมั่นคงแข็งแกร่งสูงแห่งใหม่" ขึ้นภายในดินแดนสหรัฐฯ บันทึกข้อความฉบับนี้ระบุว่าจะมีการดำเนินงานเพื่อประเมินสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ถือเป็นโครงการที่มุ่งเน้น "การสร้างสรรค์สิ่งที่โดดเด่น งดงาม และมีมาตรฐานระดับโลก เพื่อชาวอเมริกันผู้กล้าหาญที่สวมเครื่องแบบรับใช้ชาติ"
ความพยายามในการก่อสร้างฐานทัพแห่งใหม่ครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากช่วงเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมากองทัพสหรัฐฯมีแต่เรื่องของการปรับลดขนาด ทั้งการลดขนาดกองกำลัง และการปิดฐานทัพจำนวนมากในทั่วประเทศเพื่อประหยัดงบประมาณ ทั้งนี้ ยังไม่มีความชัดเจนในเฉพาะหน้านี้ว่ากระทรวงกลาโหมจะจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการนี้อย่างไร หรือรัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์กำลังพิจารณาพื้นที่ในสหรัฐฯบริเวณใดบ้าง
เฮกเซธ ได้ใช้การกล่าวปราศรัยครั้งนี้ ส่งข้อความถึงบรรดาผู้ว่าการรัฐทั่วประเทศโดยตรง โดยบอกว่า "หากรัฐของท่านต้องการเกียรติยศในการเป็นฐานที่ตั้งให้กับเหล่าทหารผู้กล้าของอเมริกาจำนวน 15,000 ถึง25,000 นาย จงแสดงให้เราเห็นถึงเหตุผลและวิธีการที่ท่านจะดำเนินการ ทั้งการลดขั้นตอนทางราชการที่ยุ่งยาก การจัดสรรพื้นที่ และการต้อนรับครอบครัวของทหารด้วยความใส่ใจและให้เกียรติอย่างสูงสุด"
ในส่วนของแผนการริเริ่มของ เฮกเซธ ที่จะมีการพึ่งพาความร่วมมือจากเหล่าผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลกนั้น จะใช้ชื่อโครงการว่า “โปรเจ็กต์ เมอริเดียน” (Project Meridian) โดยที่ตอนแรกนี้จะมีผู้นำเช่นนี้เข้ามาร่วมมือกัน 3 คน ได้แก่ ลัคกี ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทแอนดูริล (Anduril) ซึ่งชำนาญการพิเศษในเรื่องการพัฒนาระบบอัตโนมัติก้าวหน้าล้ำยุคที่นำมาประยุกต์ใช้งานทางการทหาร, มัสก์ ซีอีโอของ เทสลา (Tesla) และ สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) รวมทั้งเป็นอดีตหัวหน้าหน่วยงานDOGE ของสหรัฐฯที่ทรัมป์แต่งตั้งขึ้น เพื่อมุ่งตัดลดหน่วยงานราชการส่วนกลางของสหรัฐฯ จนกระทั่งก่อให้เกิดการถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน และปัจจุบันได้หยุดการดำเนินการไปแล้ว, และ นิวต์ กิงริช (Newt Gingrich) อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรผู้มีความสนใจในเทคโนโลยียุคใหม่มาอย่างยาวนาน เฮกเซธกล่าวเมื่อวันพุธ (30 ก.ย.) ว่าบุคคลเหล่านี้คือ "สามมันสมองชั้นยอดของชาติ" พร้อมทั้งชี้ตัวแนะนำทั้ง 3 คนซึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางผู้ฟังในงานนี้
ในเฉพาะหน้านี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า มัสก์ กับ ลัคกี จะบริหารจัดการความร่วมมือกับภาครัฐอย่างไร ในขณะที่บริษัทของพวกเขากับบรรดาคู่แข่ง ยังคงมีการชิงชัยกันเพื่อให้ได้รับสัญญาจัดซื้อจัดจ้างจากรัฐบาล ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้นมาได้
เฮกเซธ บอกว่า โปรเจ็กต์ เมอริเดียน จะ “มุ่งมั่นที่ความล้ำสมัย” ด้วยผลงาน “ที่เน้นหนักในเรื่องการค้นหา, การพัฒนา, และการนำเอาอาวุธตลอดจนระบบต่างๆ ซึ่งลูกหลานของเราจำเป็นจะต้องใช้ในช่วงชีวิตของพวกเขา ออกมาใช้งานได้จริงในสมรภูมิรบยุคอนาคตทั้งหลายทั้งปวง ตั้งแต่ใต้พื้นโลกไปจนถึงดินแดนที่อยู่เลยไกลออกไปจากดวงจันทร์ โดยปราศจากข้อจำกัดหรือเครื่องถ่วงรั้งทางความคิดสร้างสรรค์ใดๆ”
สำหรับเรื่องแผนการริเริ่มเรื่องการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมนายทหารรูปแบบใหม่ ที่เฮกเซธหยิบยกขึ้นมาพูดในการปราศรัยคราวนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้ใช้เวลาเป็นแรมเดือนในการเพ่งเล็งตรวจสอบพวกมหาวิทยาลัยชื่อเสียงโด่งดังเก่าแก่ที่เรียกกันว่ากลุ่มไอวี่ลีก (Ivy League) ตลอดจนสถาบันการศึกษาอื่นๆ ซึ่งถูกใช้เป็นสถานที่ให้การศึกษาอบรมนายทหารทั้งในปัจจุบันและพวกว่าที่นายทหารในอนาคต ทั้งนี้รัฐบาลทรัมป์ได้กล่าวหาสถาบันการศึกษาจำนวนมากว่ามีแนวคิดเอนเอียงไปทางเสรีนิยม เฮกเซธระบุในคำปราศรัยว่า แผนการที่เขาเรียกว่า “นักเรียนนายร้อยเหล่าอเมริกา” (America’s Corps of Cadets) นี้ จะเป็นการฝึกอบรมนักเรียนนายร้อยซึ่งดำเนินการกันที่มหาวิทยาลัยลุยเซียนาสเตท (Louisiana State University), มหาวิทยาลัยมิสซิสซิปปีสเตท (Mississippi State University), มหาวิทยาลัยลิเบอร์ตี (Liberty University), มหาวิทยาลยทัสกีจี (Tuskegee University) และวิทยาลัยฮิลสเดล (Hillsdale College) โดยมีทั้งหลักสูตรที่ตั้งเพิ่มขึ้นมาใหม่และหลักสูตรซึ่งขยายจากที่มีอยู่แล้ว
เกี่ยวกับการเพิ่มพูนความยืดหยุ่นของสหรัฐฯ ด้วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ และขีดความสามารถในการรับมือกับวิกฤต ที่เฮกเซธ ประกาศในการปราศรัยครั้งนี้ มีการตั้งชื่อว่า "FORTRESS America" (ป้อมปราการอเมริกา) โดยที่ตัวอักษรของคำว่าFORTRESS เป็นคำย่อของFederal Operations for Resilience, Troop Resources, Energy, Supply and Survivability (การปฏิบัติการของรัฐบาลกลางเพื่อความยืดหยุ่นและเข้มแข็ง, ทรัพยากรด้านกำลังพล, พลังงาน, การส่งกำลังบำรุง, และขีดความสามารถในการอยู่รอด) เฮกเซธยังระบุเอาไว้ในบันทึกข้อความที่เกี่ยวข้องกันฉบับหนึ่งว่า เขาต้องการยุติการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ คนอื่นๆ รวมถึงประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้เคยเน้นย้ำเอาไว้เช่นกัน
บันทึกของเฮกเซธระบุว่า โครงการFORTRESS จะทำให้มั่นใจได้ว่าฐานทัพหลักทุกแห่งของสหรัฐฯ สามารถผลิตไฟฟ้าของตนเองและใช้งานได้อย่างต่อเนื่องถึงแม้โครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในบริเวณใกล้เคียงถูกบุกรุกหรือก่อวินาศกรรม นอกจากนั้นยังจะสร้าง “คลังสำรองทางยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ของพวกเครื่องกระสุน, เชื้อเพลิง, ยา, และเลือด ที่เพียงพอสำหรับการต่อสู้ฝ่าฟันให้ผ่านพ้นความปั่นป่วนติดขัด” ในช่วงเวลาวิกฤต
อีกแผนการริเริ่มหนึ่งซึ่ง เฮกเซธ พูดถึงในการปราศรัยเมื่อวันที่ 30 กันยายน คือการจัดตั้งสำนักงานกิจการทางศาสนาขึ้นในกระทรวงกลาโหม ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปที่เกี่ยวข้องกับความศรัทธาครั้งล่าสุดของเขาที่เพนตากอน
เขาประกาศในคำปราศรัยของเขาว่า สำนักงานแห่งนี้จะทำหน้าที่เสนอ “ความสนับสนุนทางศาสนาระดับเฟิร์สต์คลาส” และจะเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อเขาโดยตรง
“กระทรวงของเรานั้น พวกคุณอาจพูดได้ว่า กำลังสวมใส่เกราะแห่งพระเจ้าอย่างเต็มตัว เพราะขณะที่เราทำสงครามทางกายภาพนั้น เราทั้งหลายต่างทราบดีว่าสนามรบที่แท้จริงคือทางจิตวิญญาณ” เขากล่าว
ทั้งนี้ เฮกเซธ ขึ้นชื่อว่านำเอาความเชื่อศรัทธาในศาสนาคริสเตียนนิกายโปรแตสแตนต์แบบอิแวนเจลิคัล (evangelical Christianity) ของเขามาผสมกับความเป็นผู้นำเพนตากอนของเขา โดยจัดให้มีพิธีเคารพบูชาแบบคริสเตียนและจัดกลุ่มให้ลูกจ้างพนักงานของกระทรวงกลาโหมศึกษาคัมภีร์ไบเบิลอยู่เป็นประจำ รวมทั้งพูดถึงสหรัฐฯในฐานะเป็นชาติคริสเตียนอยู่บ่อยครั้ง
(เก็บความจากเรื่องHegseth details new initiatives in partisan address to troops ใน วอชิงตันโพสต์https://www.washingtonpost.com/national-security/2026/09/30/hegseth-map-out-forthcoming-moves-address-hundreds-troops/
และเพิ่มเติมด้วยข้อมูลจากรายงาน 2 ชิ้นของสำนักข่าวเอพีhttps://apnews.com/article/hegseth-pentagon-generals-job-cuts-67a20b026ee858895c7e5ff7fadbc029และ
https://apnews.com/article/pete-hegseth-defense-department-pentagon-religion-41405eb6dd60ca5a3f45fe3387f82952)


