เอพี - ผู้นำรัฐบาลพม่าที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเดินทางไปยังมาเลเซียเพื่อหารือกับผู้นำของแดนเสือเหลืองในวันพุธ (7) ในขณะที่ทั้งสองประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังดำเนินการส่งพลเมืองพม่าหลายพันคนกลับประเทศ แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติเกี่ยวกับการส่งตัวดังกล่าวก็ตาม
สถานีโทรทัศน์ MRTV ของรัฐบาลพม่ารายงานว่า ประธานาธิบดีมิน อ่อง หล่าย ออกเดินทางไปยังมาเลเซียจากสนามบินทหารในกรุงเนปีดอ ในเช้าวันนี้ ในการเยือนเป็นเวลา 2 วัน ที่คาดว่าเขาจะพบหารือกับนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม และเข้าร่วมการหารือทางธุรกิจร่วมกับสมาชิกคณะรัฐมนตรีของมาเลเซีย
การเยือนมาเลเซียของมิน อ่อง หล่าย สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างพม่ากับรัฐบาลบางประเทศในกลุ่มอาเซียน แม้ว่ากลุ่มความร่วมมือระดับภูมิภาคแห่งนี้จะยังคงกีดกันผู้นำพม่าออกจากการประชุมระดับสูงมาโดยตลอดนับตั้งแต่เกิดการยึดอำนาจโดยกองทัพในปี 2564 ที่ก่อให้เกิดการต่อต้านด้วยอาวุธ
การเยือนครั้งนี้ มีขึ้น 4 วันหลังจากพลเมืองพม่าเกือบ 1,500 คน เดินทางกลับจากมาเลเซียถึงพม่า ทั้งนี้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ตลอดจนกลุ่มสิทธิมนุษยชน ได้วิพากษ์วิจารณ์การส่งกลับครั้งนี้ โดยระบุว่าสถานการณ์ด้านความปลอดภัยและสิทธิมนุษยชนในบางพื้นที่ของพม่านั้นยังคงมีความไม่แน่นอนและผู้ที่เดินทางกลับอาจเผชิญกับการถูกกดขี่ข่มเหง และถูกบังคับเกณฑ์ทหารในพื้นที่ที่มีการสู้รบ
มาเลเซียระบุว่ามีพลเมืองพม่าประมาณ 5,000 คน ที่รวมถึงกลุ่มที่เดินทางกลับไปแล้วเมื่อวันอาทิตย์ ได้ตกลงที่จะทยอยเดินทางกลับจากมาเลเซีย และตามข้อมูลของกระทรวมหาดไทยมาเลเซีย ระบุว่า ณ สิ้นเดือนสิงหาคม มีชาวพม่าจำนวน 11,804 คน ถูกควบคุมตัวอยู่ในศูนย์กักกันคนเข้าเมืองทั่วมาเลเซีย
ทั้งนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่าในกลุ่มผู้เดินทางกลับนั้นมีชาวมุสลิมโรฮิงญารวมอยู่ด้วยหรือไม่ โดยชาวโรฮิงญานั้นไม่ได้รับสถานะพลเมืองและถูกกดขี่ข่มเหงในพม่า
ปัจจุบันมาเลเซียเป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่ลี้ภัยที่ขึ้นทะเบียนกับ UNHCR ประมาณ 215,600 คน ซึ่งรวมถึงชาวโรฮิงญาประมาณ 126,000 คน ที่ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แม้จะให้ที่พักพิงแก่คนกลุ่มนี้ แต่มาเลเซียไม่ได้เป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ และปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยในฐานะผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารรับรองสถานะ
โรฮิงญาเผชิญกับกระแสความไม่พอใจจากประชาชนในมาเลเซีย ที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากจำนวนประชากรกลุ่มที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกระตุ้นให้เกิดความกังวลในประเด็นเรื่องการจ้างงาน การบริการสาธารณะ และความมั่นคง
อันวาร์ได้ออกมาปกป้องนโยบายการส่งกลับผู้ลี้ภัย โดยระบุว่าเป็นความพยายามทางการทูตเพื่อหาทางออกในระยะยาว พร้อมทั้งกล่าวว่า มาเลเซียไม่สามารถรองรับผู้ลี้ภัยได้ตลอดไป และพม่าจำเป็นต้องรับผิดชอบต่อพลเมืองของตน
ประธานาธิบดีมิน อ่อง หล่าย ได้เพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินกิจกรรมทางการทูต นับตั้งแต่เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนเมษายน ภายหลังการเลือกตั้งที่ถูกวิจารณ์ว่าจัดฉากขึ้นเพื่อกระชับอำนาจของกองทัพให้มั่นคงยิ่งขึ้นกว่าเดิม
การเยือนในวันพุธนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระดับภูมิภาคที่ถดถอยลง หลังจากที่เขาโค่นรัฐบาลของอองซานซูจีในปี 2564 ขณะที่เขาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด
นอกจากนี้ การเยือนดังกล่าวยังนับเป็นครั้งที่ 5 แล้ว ที่มิน อ่อง หล่าย เดินทางเยือนประเทศสมาชิกอาเซียน ต่อจาก ลาว ไทย เวียดนาม และกัมพูชา ในขณะที่เขาพยายามกอบกู้สถานะของตนภายในกลุ่มอาเซียน
การเยือนครั้งนี้ ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มนักเคลื่อนไหว เช่น Armed Conflict Location and Event Data (ACLED) ที่เป็นกลุ่มติดตามสถานการณ์ความขัดแย้ง โดยระบุว่าการเยือนดังกล่าวอาจช่วยให้รัฐบาลมิน อ่อง หล่าย เสริมสร้างความชอบธรรมในเวทีระหว่างประเทศผ่านความร่วมมือในประเด็นผู้ลี้ภัย
“หากไม่มีการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในพม่า การส่งกลับผู้ลี้ภัยก็ยังคงเป็นความเคลื่อนไหวที่มีความเสี่ยงและก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตของผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวโรฮิงญา” นักวิเคราะห์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ ACLED ระบุ.


