ปักกิ่งเตือนมะนิลาในวันจันทร์ (5 ต.ค.) ให้ยุติ "การกระทำอันยั่วยุ" ในพื้นที่ทะเลจีนใต้ที่มีข้อพิพาท โดยกล่าวหาว่าเครื่องบินของฟิลิปปินส์ละเมิดน่านฟ้าเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ปักกิ่งอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ส่วนใหญ่ในทะเลจีนใต้ แม้จะมีคำตัดสินของศาลระหว่างประเทศระบุว่าการอ้างสิทธิ์ดังกล่าวไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายก็ตาม และมักเกิดการเผชิญหน้ากันขึ้นเป็นประจำ
กองทัพฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า เครื่องบินขับไล่ของจีนได้เข้าขัดขวางการ "ลาดตระเวนทางทหารตามปกติ" ซึ่งปฏิบัติการโดยเครื่องบินใบพัดเทอร์โบพร็อพ Cessna 208 บริเวณใกล้กับแนวสันดอนปานาตัก (สันดอนสกาโบโรห์) เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (3 ต.ค.)
กองบัญชาการภาคใต้ของกองทัพจีนระบุว่า เครื่องบินของฟิลิปปินส์ได้ "รุกล้ำเข้าไปในน่านฟ้าเหนือเกาะหวงหยันเต่า (สันดอนสกาโบโรห์) ของจีนอย่างผิดกฎหมาย" ซึ่งเป็นชื่อที่ปักกิ่งใช้เรียกแนวปะการังที่เป็นข้อพิพาทดังกล่าว
ไจ๋ ชื่อเฉิน โฆษกทางทหาร ระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย WeChat เมื่อวันจันทร์ว่า "กองกำลังทางเรือและทางอากาศ" ของจีนได้ติดตาม เฝ้าสังเกตการณ์ และออกคำเตือนเพื่อขับไล่เครื่องบินของฟิลิปปินส์ออกไปตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ
นาวาเอกพิเศษไจ๋กล่าวว่า การกระทำของฟิลิปปินส์ "เป็นการละเมิดอธิปไตยของจีนอย่างร้ายแรง" พร้อมทั้งเตือนมะนิลาให้ "หยุดการละเมิดสิทธิ์และการกระทำอันยั่วยุในทันที"
ในแถลงการณ์ที่ออกเมื่อวันอาทิตย์ กองทัพฟิลิปปินส์ระบุว่า เครื่องบินขับไล่ J-16 ของจีนได้ "บินเข้าใกล้และเคลื่อนไหวในระยะประชิดกับเครื่องบินของฟิลิปปินส์หลายครั้ง รวมถึงการบินตัดหน้าและวนรอบ พร้อมทั้งเข้าไปอยู่ในกระแสลมปั่นท้าย ของเครื่องบินฟิลิปปินส์ด้วย"
รัฐบาลฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า เหตุการณ์เผชิญหน้าครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาในหมู่เกาะสแปรตลีย์ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของทะเลจีนใต้
เหตุการณ์ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ เกิดขึ้นราวสองสัปดาห์หลังจากที่ฟิลิปปินส์ระบุว่า เรือของยามฝั่งจีนได้พุ่งชนเรือของกรมประมงฟิลิปปินส์ในพื้นที่อื่นของหมู่เกาะสแปรตลีย์
ตอนนั้นปักกิ่งได้กล่าวโทษการกระทำของเรือฟิลิปปินส์ โดยระบุว่า "ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ"
ที่มา เอเอฟพี


