xs
xsm
sm
md
lg

เอาแล้ว! ไวรัสหลุดจากแล็บใน “ไซบีเรีย” สั่งกักกันคนสัมผัสเกือบ 200 หลัง “จนท.แล็บรัสเซียดับ 1” อ้างทำหลอดทดลองแตก ลือเครมลินพยายามปิดข่าว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เอเจนซีส์/MGRออนไลน์ - การระบาดต้องสงสัยสร้างความแตกตื่นในรัสเซียที่ลือไปทั่วว่าเครมลินพยายามปกปิดหลังเจ้าหน้าที่ห้องแล็บไซบีเรียเสียชีวิต 1 คนในวันพฤหัสบดี(1 ต.ค) จากอาการป่วยนิวมอเนียโดยไม่ทราบแหล่งที่มาและอีกร่วมเกือบ 200 คนต้องถูกกักตัว

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กโพสต์ของสหรัฐฯรายงานวันเสาร์(3 ต.ค)ว่า ความวิตกเกิดขึ้นในไซบีเรียเมื่อเจ้าหน้าที่แล็บรัสเซียรายหนึ่งที่ทำงานในห้องแล็บวิทยาศาสตร์ในไซบีเรียที่วิจัยเพื่อต่อต้านกาฬโรคหรือ “มรณะดำ” (Black Plague) ได้เกิดเสียชีวิตจากโรคนี้ที่ทำให้คนหลายสิบล้านเสียชีวิตในยุคกลางยุโรป อ้างอิงจากหนังสือพิมพ์มอสโกไทม์สที่รายงานในวันศุกร์(2)

อันนา โพโพวา (Anna Popova)ผู้กำกับสาธารณสุขรัสเซียต้องเดินทางจากกรุงมอสโกร่วม 2,600 ไมล์ไปยังภูมิภาคเอียร์คุต( Irkutsk)ที่ห่างไกลในไซบีเรียทางตะวันออกของรัสเซีย

เกิดขึ้นในขณะเจ้าหน้าที่รัสเซียออกคำสั่งกักกันโรงพยาบาลแห่งหนึ่งพร้อมกับสั่งให้คนอีกนับร้อยต้องอยู่ภายใต้การกักตัวเพื่อเฝ้าระวังทางการแพทย์

ดาเรีย ชิพิโลวา (Daria Shipilova) เจ้าหน้าที่ผู้ช่วยแล็บวัย 28 ปีประจำสถาบันวิจัยต่อต้านโรคระบาดเอียร์คุตแห่งไซบีเรียและรัสเซียตะวันออกไกลกลายเป็นเหยื่อรายแรกของการเสียชีวิตจากโรค

มีรายงานว่าชิพิโลวาได้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่การแพทย์ว่า เธอเกิดทำหลอดทดลองที่มีเชื้อไวรัสที่ยังคงมีชีวิตแตกระหว่างกำลังเก็บรวบรวมตัวอย่างสำหรับการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ อ้างอิงจากสื่อประชาชนแห่งไบคาล( Lyudi Baikala)

ทั้งนี้พบว่าเจ้าหน้าที่ห้องแล็บเริ่มรู้สึกป่วยระหว่างการเดินทางกับเพื่อนร่วมงานไปที่พรมแดนทางตะวันออกของรัสเซียติดกับมองโกเลีย

ชิพิโลวาเข้ารับการรักษาตัวที่เชเลคอฟ(Shelekhov)ด้วยอาการปอดบวมขั้นรุนแรงในวันอังคาร(30 ก.ย) และต้องใช้เครื่องช่วยหายใจก่อนที่จะเสียชีวิตในวันพฤหัสบดี(1) อ้างอิงจากการรายงาน

CNN ของสหรัฐฯรายงานว่า เจ้าหน้าที่ห้องแล็บรัสเซียเสียชีวิตหลังจากได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยนิวมอเนียโดยไม่รู้ที่มา

นิวยอร์กโพสต์รายงานต่อว่า สถานการณ์ในเชเลคอฟ ภูมิภาคเอียร์คุตสค์ ที่มีการประกาศการกักกันกาฬโรคระบาดคล้ายกับเกิดที่เมืองอู่ฮั่น ช่องอินไซด์การเมืองรัสเซีย Nezygar ตั้งข้อสังเกต

โรคโควิด-19 ถูกพบครั้งแรกที่เมืองอู่ฮั่น จีน ก่อนที่จะระบาดไปทั่วโลกทำให้มีคนเสียชีวิตไปไม่ต่ำกว่า 7 ล้านคน

และมาจนถึงเวลานี้อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่รัสเซียกล่าวว่า ไม่มีผู้สัมผัสแสดงอาการป่วยและผลการตรวจของคนเหล่านั้นเป็นลบ

ด้านผู้ว่าการภูมิภาคเอียร์คุตสค์ อีกอร์ ค็อบเซฟ (Igor Kobzev) ปฎิเสธที่จะเปิดเผยระบุโรคออกมา แต่กล่าวเพียงว่า เป็นโรคติดต่อที่ร้ายแรง พร้อมสั่งยกเลิกงานอีเวนต์สาธารณะทั้งหมด

ผู้ว่าการภูมิภาคเอียร์คุตสค์ได้เรียกร้องให้สาธารณะอยู่ในความสงบหลังหารือกับผู้กำกับสาธารณสุขรัสเซียที่เดินทางมาจากกรุงมอสโกแล้ว

เป็นการหารือเพื่อประสานงานสำหรับมาตรการควบคุมฉุกเฉิน

รายงานยังอ้างว่า ยาปฎิชีวนะในภูมิภาคเอียร์คุตสค์หมดสต็อกว่างเปล่า สร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนต้องเสาะหาความช่วยเหลือทางการแพทย์จากร้านขายยาหรือสถานการแพทย์อื่นๆ

โพโพวาไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อสาธารณะเกี่ยวกับโรคระบาด แต่ทว่านักระบาดวิทยาอาวุโสรัสเซีย มิคาล ฟาโวรอฟ (Mikhal Favorov) ออกมาโต้แย้งต่อข้ออ้างการทำหลอดทดลองแตกส่งผลทำให้ไวรัสหลุดและเกิดการติดเชื้อ

ฟาโวรอฟแสดงความเห็นว่า เป็นหลักฐานที่อาจมีการปกปิด อ้างอิงจากหนังสือพิมพ์มอสโกไทม์ส

“มันช่างน่าขัน” พร้อมเสริมว่า “คนที่ทำงานในสถาบันต่อต้านกาฬโรคในเอียร์คุตสค์สวมชุดป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งหากมีใครเกิดทำหลอดทดลองแตก มีความเป็นไปได้ต่ำที่จะเกิดติดเชื้อ”

และกล่าวต่อว่า “โดยสรุปแล้วมันไม่สำคัญต่อสาธารณะ พวกเขาจะเชื่อเรื่องทำหลอดทดลองหล่นแตก”

ฟาโวรอฟกล่าวต่อว่า การก้าวเข้ามาเกี่ยวข้องของโพโพวานี้แสดงให้เห็นว่า สถานการณ์ร้ายแรง

“มันเป็นเรื่องน่าขนลุก” เขากล่าว และเสริมว่า “พวกเราจะไม่ได้รับการบอกเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ”

กาฬโรคเกิดจากแบคทีเรีย เยอร์ซิเนีย เพสติส (Yersinia pestis bacterium)ติดต่อจากสัตว์ฟันแทะสู่คนผ่านการถูกหมัดหนูกัดหรือการสัมผัสสัตว์ที่ติดเชื้อ

ปัจจุบันกาฬโรคสามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะ เช่น Gentamicin หรือ Ciprofloxacin

3 ประเภทหลักของกาฬโรค
• กาฬโรคต่อมน้ำเหลือง (Bubonic plague): เป็นชนิดที่พบมากที่สุด มีอาการไข้ หนาวสั่น และต่อมน้ำเหลืองบวมโตอย่างเจ็บปวด
• กาฬโรคโลหิตเป็นพิษ (Septicemic plague): เชื้อเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดอาการช็อกและเนื้อเยื่อส่วนปลายตายจนผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีดำ
• กาฬโรคปอด (Pneumonic plague): เป็นชนิดที่รุนแรงและอันตรายที่สุด ติดต่อทางลมหายใจ ไอเป็นเลือด และเสียชีวิตรวดเร็วหากไม่รักษา