ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดี(1ต.ค.) กล่าวอ้างว่ามีความเป็นไปได้ที่เตหะรานเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นักบินผู้ช่วยของสายการบินฟลายดูไบเล่นงานกัปตัน และพยายามบังคับเที่ยวบินื้ผู้โดยสารเกือบทั้งหมดเป็นชาวอิสราเอลโหม่งโลก พร้อมประกาศกร้าวจะเล่นงานอิหร่าน "อย่างหนักหน่วง" ถ้าพบว่าพวกเขาอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้จริง
นักบินผู้ช่วยถูกกล่าวหาว่าโจมตีกัปตันของเที่ยวบิน FZ1073 สายการบินฟลายดูไบ ซึ่งบินจากสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์สู่อิสราเอล และบรรทุกผู้โดยสาร 174 คน เกือบทั้งหมดเป็นชาวอิสราเอล ก่อนที่พวกผู้โดยสารกับบรรดาลูกเรือจะช่วยกันควบคุมตัวผู้ก่อเหตุ ปกป้องเครื่องบินไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมโหม่งโลก ต่อมา เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลอ้างว่าชายคนดังกล่าวผ่านกระบวนการ "ปลูกฝังแนวคิดสุดโต่งแบบอิสลามนิยม"
ล่าสุดเมื่อถูกผู้สื่อข่าว ณ ทำเนียบขาว สอบถามว่าอิหร่านเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์บนเที่ยวบินที่มุ่งหน้าจากดูไบสู่เทลอาวีฟหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า "ผมอยากบอกว่า จากสิ่งที่ผมได้ยินมา ใช่ แต่ตอนนี้เรากำลังดำเนินการในเรื่องนี้อยู่"
เมื่อถามต่อว่าสหรัฐฯจะแก้แค้นอิหร่านหรือไม่ ถ้าเตหะรานอยู่เบื้องหลังเหตุโจมตี ทรัมป์ ตอบว่า "โอ้ พวกเขาจะถูกเล่นงานหนักหน่วงมากๆ อย่าได้กังวลเลย"
คำขู่แก้แค้นของผู้นำอเมริกามีขึ้นในขณะที่เขาใช้สุ้มเสียงที่แข็งกร้าวกว่าเดิมต่อสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่านที่กำลังหยุดชะงักอยู่ในภาพรวม โดยทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารไทม์ที่เผยแพร่ในวันพฤหัสบดี(1ต.ค.) ว่ามีความเป็นไปได้ที่เขาจะกลับมาทิ้งบอมบ์ถล่มอิหร่าน หลังผ่านพ้นศึกเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯในเดือนหน้า
พรครีพับลิกันกังวลว่าพวกเขาอาจสูญเสียเสียงข้างมากในสภาคองเกรสในศึกเลือกตั้งวันที่ 3 พฤศจิกายน หลังคะแนนนิยมของทรัมป์ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ สืบเนื่องจากสงครามอิหร่าน และค่าครองชีพที่พุ่งขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งสูง
ทรัมป์ส่งเสียงขู่ซ้ำๆว่าจะทำลายล้างอิหร่าน ระหว่างกล่าวสุนทรพจน์กับที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แม้ก่อนหน้านี้เคยให้คำนิยามตนเองว่าเป็น "ประธานาธิบดีแห่งสันติภาพ"
อิหร่านยังคงรักษาการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ไว้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 7 เดือนแล้ว นับตั้งแต่ถูกสหรัฐฯและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีในช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ทรัมป์อ้างว่าสงครามนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการขัดขวางอิหร่านจากการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
ขณะเดียวกันวอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานว่าสหรัฐฯเตรียมส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 3 และเสริมกำลังพลอีกราว 10,000 นาย เข้าไปยังตะวันออกกลางในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน แต่ไม่ชัดเจนว่าเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส ธีโอดอร์ รูสเวลต์ จะเข้าไปเสริมหรือเข้าไปแทนที่เรือบรรทุกเครื่องบินลำหนึ่งลำใดที่ประจำการอยู่ในภูมิภาคในปัจจุบัน
วอลล์สตรีท เจอร์นัล ยังได้อ้างคำกล่าวของทรัมป์ ที่คาดหมายว่าจะกลับมาทิ้งบอมบ์ถล่มอิหร่านในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน
(ที่มา:เอเอฟพี)


