xs
xsm
sm
md
lg

คำทำนายส่อเป็นจริง!ย้อนดูคำเตือนUN เคยบอกกทม.เสี่ยงเจออุทกภัยร้ายแรงและใกล้จมบาดาล

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ท่ามกลางวิกฤตน้ำท่วมและฝนตกหนักเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ที่ทำให้หลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครจมอยู่ใต้น้ำ บางพื้นที่ระดับน้ำลึกหลายเมตร เหตุการณ์นี้ย้อนให้นึกถึงคำเตือนต่างๆนานาของบรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในนั้นรวมถึงหน่วยงานของสหประชาชาติ ซึ่งเคยบ่งชี้ว่าเมืองหลวงของไทยแห่งนี้มีความเสี่ยงอย่างมากที่จะเผชิญอุทกภัยร้ายแรงและกระทั่งอาจกลายเป็นนครบาดาลในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า

รายงานเรื่อง "Bangkok: The sinking city faces severe climate challenges" ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ PreventionWeb แพลตฟอร์มการแบ่งปันความรู้ระดับโลกด้านการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (Disaster Risk Reduction: DRR) และการสร้างความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ ภายใต้การบริหารจัดการโดย สำนักงานสหประชาชาติเพื่อการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (UNDRR) เมื่อมิถุนายนปี 2019 เคยระบุไว้ว่า

"ผู้ที่ยังกังขาอาจตั้งคำถามเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สำหรับกรุงเทพฯ แล้ว ผลกระทบต่างๆ ได้เกิดขึ้นจริงและเป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ฤดูฝนเคยเป็นสิ่งที่คาดเดาได้เหมือนกับผลผลิตข้าวที่อุดมสมบูรณ์ โดยจะโปรยปรายลงมายังทุ่งนาของไทยอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่กลางเดือนเมษายนถึงเดือนตุลาคม จากนั้นสภาพอากาศก็จะเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันและแห้งแล้งเป็นเวลาหกเดือน ทว่าช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฝนตกเริ่มคาดเดาไม่ไก้ ก่ออุทกภัย สร้างความเสียหายแก่ภาคการเกษตร ทำลายวิถีชีวิตและคุกคามชีวิตของประชาชนหลายล้านคน" รายงานระบุในตอนนั้น

ในรายงานที่เผยแพร่เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ระบุต่อว่า อุณหภูมิที่กำลังสูงขึ้นและการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ประกอบกับปัญหาการทรุดตัวของแผ่นดินอย่างรุนแรง ทำให้กรุงเทพฯอยู่ในบัญชีเฝ้าระวังในฐานะหนึ่งในเมืองที่อ่อนแอที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ดึงดูดความสนใจและนำไปสู่การลงมือแก้ไขปัญหาที่นับเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายอย่างหนักในช่วงต้นทศวรรษนี้(หมายถึงทศวรรษ 2010) กรุงเทพฯ ได้เปิดตัวแผนงานที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐจำนวนมากเพื่อจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อม และได้ร่วมมือกับพันธมิตรระหว่างประเทศหลากหลายภาคส่วน

กรุงเทพฯ ดูเหมือนเป็นอีกเมืองหนึ่ง ที่ติดอันดับเมืองที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอบ่างไม่คาดคิด เนื่องจากสื่อมักให้ความสนใจกับผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและคลื่นลมแรงต่อผู้อยู่อาศัยตามชายฝั่ง หรือต่อเกาะต่ำที่เปราะบางมากกว่า อย่างไรก็ตามในไทย ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศปรากฏให้เห็นแล้วในพื้นที่ตอนใน ตลอดแนวแม่น้ำและบริเวณปากแม่น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่สำคัญอย่างลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และกรุงเทพฯ ก็มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ เนื่องจากเมืองแห่งคลองแห่งนี้—ซึ่งได้รับฉายาว่า "เวนิสแห่งเอเชีย"—ตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากวัดด้วยเกณฑ์บางอย่าง พื้นที่ดังกล่าวได้ทรุดตัวลงต่ำกว่าระดับน้ำทะเลไปแล้ว และจัดเป็นหนึ่งในเมืองที่กำลังจมลงสู่ใต้ระดับน้ำทะเลด้วยอัตราที่รวดเร็วที่สุดในโลก

รายงานในปี 2019 บอกต่อว่า เมืองหลวงของไทยทรุดตัวลงราวๆ 2 เซนติเมตรในแต่ละปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อเมืองที่มีประชากรเกือบ 10 ล้านคนแห่งนี้ อีกทั้งแม่น้ำเจ้าพระยายังมีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง หนวิกฤตเกิดขึ้นเมื่อปีค.ศ. 2011(พ.ศ.2554) ที่ฝนตกหนักที่ทำให้ระดับน้ำในลำน้ำทางภาคเหนือเพิ่มสูงขึ้น จนน้ำล้นตลิ่งและไหลบ่าท่วมขังกรุงเทพฯ เป็นเวลานานหลายเดือน อุทกภัยดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 800 คน และก่อความเสียหายมูลค่ากว่า 50,000 ล้านดอลลาร์ และส่งผลกระทบกับประชาชน 13 ล้านคน

จากนั้นในปี 2017 ดัชนีความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นเครื่องมือระดับโลกที่จัดทำโดย Germanwatch องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) เพื่อประเมินและจัดอันดับประเทศต่างๆ ตามระดับความรุนแรงและผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ได้จัดให้ไทยติดอันดับท็อป 10 ของโลก ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศหนักหน่วงที่สุด

ความอยู่รอดของกรุงเทพฯ กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง ขณะที่อุณหภูมิยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี ซึ่งส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ทางธนาคารโลก(เวิลด์แบงก์) ทำนายว่า 40% ของกรุงเทพฯอาจจมอยู่ใต้บาดาลอย่างเร็วที่สุดในปี 2023 สืบเนื่องจากฝนตกหนักสุดขั้วและการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบสภาพอากาศ ตามคาดการณ์ในรายงานปี 2019

กรณีศึกษาหนึ่งจากรายงาน Global Climate Risk Index ประจำปี 2017 ขององค์กรพัฒนาเอกชน Germanwatch ได้ศึกษาเกี่ยวกับกรุงเทพฯ โดยสมมติว่าอุณหภูมิในอนาคตจะสูงขึ้น 4 องศาเซลเซียส ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว เมืองหลวงของไทยจะเผชิญกับน้ำท่วมรุนแรง และราว 40% ของพื้นที่จะจมอยู่ใต้บาดาลจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก และระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น 15 เซนติเมตรภายในปี ค.ศ. 2030 และเมื่อมองไปไกลกว่านั้น ผลการศึกษายังคาดการณ์ว่าจะเกิดน้ำท่วมขังครอบคลุมพื้นที่ 70% และระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น 88 เซนติเมตร ภายในปี ค.ศ. 2080

ความกังวลเกี่ยวกับปัญหาน้ำท่วมในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาทวีความรุนแรงขึ้นจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นอันเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อน ทั้งนี้ ระบบน้ำสายหลักของไทยไม่เพียงแต่หล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรมส่วนใหญ่ของประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตประชากรไทยราวครึ่งหนึ่ง ซึ่งรวมถึงเขตเมืองที่ขยายตัวต่อเนื่องจากกรุงเทพฯไปจนถึงจังหวัดสมุทรปราการ อันเป็นพื้นที่บริเวณปากแม่น้ำที่เสี่ยงต่อปัญหาน้ำท่วมและการทับถมของตะกอนดินมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ

รางานเมื่อปี 2019 ปิดท้ายว่า สถานการณ์มักมีความไม่แน่นอนอยู่เสมอ ดังจะเห็นได้จากกรณีของ "วัดขุนสมุทรจีน" หรือที่รู้จักกันในชื่อ "โบสถ์จมน้ำทะเล" ซึ่งเดิมทีตั้งอยู่บนผืนแผ่นดินใหญ่ แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเกาะขนาดเล็กท่ามกลางผืนน้ำที่รุกคืบเข้ามาอันเป็นผลมาจากการกัดเซาะชายฝั่ง ขณะที่กรีนพีซประเมินว่าระดับน้ำในอ่าวไทยกำลังสูงขึ้นในอัตรา 4 มิลลิเมตรต่อปี ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอย่างมาก

(ที่มา:UNDRR)