ซาอุดีอาระเบียไม่ตัดความเป็นไปได้ของการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ตามรายงานของวอชิงตันโพสต์ในวันศุกร์(25ก.ย.) อ้างอิงคำประเมินชั้นความลับของข่าวกรองสหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลในสภาคองเกรส เกี่ยวกับข้อตกลงความร่วมมือทางนิวเคลียร์ ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งทำกับริยาด
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯเปิดเผยกับวอชิงตันโพสต์ว่า คำประเมินดังกล่าวรวมอยู่ในเอกสารชั้นความลับที่มอบให้แก่สภาคองเกรส ขณะที่พวกเขากำลังทบทวนพิจารณาข้อตกลงสำคัญระหว่างสหรัฐฯและซาอุดีอาระเบีย อย่างไรก็ตามมันสวนทางกับคำประเมินแยกกันของกระทรวงการต่างประเทศอเมริก ที่แสดงความเชื่อมั่นมากกว่าต่อคำมั่นสัญญาของซาอุดีอาระเบียและมาตรการป้องกันต่างๆที่กำหนดไว้ในข้อตกลง
ข้อตกลงมาตรา 123 ที่ลงนามในเดือนกรกฏาคม ได้วางรากฐานทางกฎหมายให้บริษัทต่างๆของสหรัฐฯ สามารถเข้าร่วมในโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติในซาอุดีอาระเบีย มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ รัฐบาลทรัมป์อ้างว่าข้อตกลงนี้จะช่วยส่งเสริมมาตรฐานการไม่แพร่ขยายทางนิวเคลียร์ เนื่องจากจะช่วยขัดขวางริยาดจากการหันไปเสาะหาความร่วมมือทางนิวเคลียร์กับรัสเซียหรือไม่ก็จีน
อย่างไรก็ตามข้อตกลงนี้มอบหนทางแห่งความเป็นไปได้ที่ซาอุดีอาระเบียจะเสริมสมรรถนะยูเรเนียมภายในประเทศ เบื้องต้นจำกัดการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมไว้ที่ความเข้มข้นต่ำกว่า 5% อย่างไรก็ตามอาจมีการขยายเพดานความเข้มข้นสูงสุด 20% ตามหลังมีการศึกษาเพิ่มเติมและได้รับความเห็นชอบอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรจากวอชิงตันและริยาด ทั้งนี้ความเข้มข้นดังกล่าวของยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าเกรดอาวุธ แต่ช่วยลดภาระที่จำเป็น สำหรับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม สู่ระดับความเข้มข้นที่สามารถพัฒนาอาวุธได้
ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่บังคับให้ซาอุดีอาระเบียรับเอาพิธีสารเพิ่มเติมของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศมาใช้ ซึ่งกำหนดให้ต้องเปิดทางคณะผู้ตรวจสอบเข้าถึงอย่างครอบคลุมและใช้เครื่องไม้เครื่องมือเพิ่มเติมสำหรับตรวจหากิจกรรมนิวเคลียร์ที่ไม่ได้มีการแจ้งไว้ โดยที่วอชิงตันและริยาดหันไปเจรจาข้อตกลงป้องกันแบบทวิภาคีแยกต่างหาก
กลุ่มสมาชิกวุฒิสภาจากเดโมแครต ที่นำโดย เอ็ด มาร์คีย์ และ เจฟฟ์ เมอร์คลีย์ เตือน มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศในวันศุกร์(25ก.ย.) ว่าท้ายที่สุดแล้วข้อตกลงนี้อาจมอบ "หนทางต่างๆให้ริยาด ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและความเป็นไปได้ในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร" โดย เมอร์คลีย์ บอกกับวอชิงตันโพสต์ ชี้ว่าคำยืนยันของซาอุดีอาระเบีบในการคงไว้ซึ่งทางเลือกสำหรับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมภายในประเทศ ก่อข้อสงสัยว่าความทะเยอทะยานทางนิวเคลียร์ของพวกเขา มีจุดประสงค์ทางพลเรือนแต่เพียงอย่างเดียวจริงหรือไม่
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลกำลังอำนวยความสะดวกแก่โครงการทางทหาร โดยบอกกับวอชิงตันโพสต์ว่า "สหรัฐฯไม่สนับสนุนและจะไม่สนับสนุนโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของซาอุดีอาระเบีย" ขณะที่รัฐมนตรีพลังงานของซาอุดีอาระเบีย ยืนกรานว่าโครงการของริยาด เป็นโครงการเพื่อสันติและพัฒนาขึ้น "ภายใต้ความรับผิดชอบและความโปร่งใสในระดับสูงสุด"
คำประเมินข่าวกรอง ซ้ำเติมความกังวลที่มีมายาวนานต่อคำแถลงของมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบียเมื่อปี 2018 ที่ตรัสอย่างแข็งกร้าวว่าริยาดจะเสาะหาอาวุธนิวเคลียร์ ถ้าอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง "ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ถ้าอิหร่านพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์ เราจะดำเนินการตามอย่าง โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้"
ข้อตกลงกับซาอุดีอาระเบียถูกยื่นเข้าสู่สภาคองเกรสเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม และอยู่ระหว่างการพิจารณาเป็นเวลา 90 วัน สมาชิกรัฐสภาสามารถหาทางขัดขวางมันได้ อย่างไรก็ตามการลบล้างสิทธิ์ยับยั้ง(วีโต้) ของประธานาธิบดีจำเป็นต้องอาศัยเสียงข้างมาก 2 ใน 3 ของทั้ง 2 สภา
(ที่มา:อาร์ทีนิวส์)


