หลังจากปิดปากเงียบมาหลายวัน กองประกวดมิสยูนิเวิร์สกัมพูชาได้ออกมายอมรับนำภาพบางส่วนที่มีต้นทางจากประเทศไทยมาใช้ อันเนื่องจากการตรวจสอบแหล่งที่มาไม่เพียงพอ แต่สื่อเขมรระบุว่า ถ้อยแถลงดังกล่าวกลับโหมกระพือความไม่พอใจแก่ผู้คนกัมพูชา และนักวิเคราะห์อิสระมองว่ามันเป็นคำแถลงที่ไม่ครบถ้วนและไม่เพียงพอ ซึ่งเปิดทางให้ฝ่ายไทยได้ทีใช้ความผิดพลาดดังกล่าวมากล่าวโทษเพิ่มเติมได้อีก
เมื่อวันพุธที่ 23 กันนยน กองประกวดมิสยูนิเวิร์สกัมพูชา ที่มี ประสาท ดาวิน เป็นผู้อำนวยการ ได้ออกถ้อยแถลง 2 ฉบับเป็นภาษาเขมรและภาษาอังกฤษ ในเรื่องเกี่ยวกับภาพผู้หญิงสมัยโบราณรายหนึ่ง ที่เรียกเสียงโวยวายในประเทศไทย
กองประกวดมิสยูนิเวิร์สกัมพูชา ยอมรับว่าภาพบางส่วนที่นำมาใช้บนเวทีนั้น ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างครบถ้วน กองประกวดเน้นย้ำว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ข้อถกเถียง หรือทำร้ายความรู้สึกของสาธารณชน ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ จุดประสงค์เดียวของการแสดงดังกล่าวคือเน้นย้ำถึงความมั่งคั่งและคุณค่าอันลึกซึ้งของประวัติศาสตร์ แสดงให้เห็นถึงความงดงามและความสง่างามของเครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นมรดกอันล้ำค่าของชาวกัมพูชา
ขณะเดียวกันกองประกวดมิสยูนิเวิร์สกัมพูชา แสดงจุดยืนยอมรับกับความเห็นและเสียงวิพากษ์วิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ และจะใช้กรณีนี้เป็นประสบการณ์อันล้ำค่าในการเพิ่มความเข้มข้นต่อการตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล ภาพและเนื้อหา เพื่อให้มีความชัดเจน แม่นยำ และมีความรับผิดชอบสูงยิ่งขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตามสำนักข่าวเคบีเอ็นนิวส์ สื่อมวลชนกัมพูชารายงานว่า ถ้อยแถลงดังกล่าวได้ก่อปฏิกิริยาผสมผสานจากประชาชนชาวเขมร บางส่วนบอกว่ากัมพูชากล้าหาญเพียงพอที่จะเผชิญหน้าและยอมรับความจริงต่างจากไทย ซึ่งปฏิเสธยอมรับความจริง แม้รู้ตัวว่าเป็นฝ่ายผิด แต่ก็มีอีกจำนวนหนึ่งที่แสดงความผิดหวังต่อกองประกวดที่สร้างความอับอายแก่ประชาชนชาวกัมพูชา
นักวิเคราะห์อิสระมองถ้อยแถลงของกองประกวดว่าไม่สมบูรณ์และคลุมเครือ ซึ่งยิ่งจะทำให้ฝ่ายสยามกล้าที่จะใช้ภาพที่ผิดพลาดมาอ้างว่าบุคคลในรูปถ่ายดังกล่าวเป็นผู้หญิงไทย กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าข้อผิดพลาดหลัก 3 ประการที่กองประกวดก่อขึ้น ในนั้นได้แก่การใช้รูปภาพผิด ใช้เวลาในการอธิบายความภาพช้ามากและเมื่อออกมาชี้แจง พวกเขากลับทำการยอมรับที่อาจนำไปสู่การที่ฝ่ายไทยตอบโต้กลับเขมรหนักหน่วงกว่าเดิม
ทั้งนี้นักวิเคราะห์กัมพูชาชี้ว่าฝ่ายไทยฉวยโอกาสนำเอกสารถ้อยแถลงของมิสยูนิเวิร์สกัมพูชา ที่ยอมรับความผิดพลาดมาใช้เป็นหลักฐาน ใช้อ้างเหตุผลว่าบุคคลในภาพเป็นเป็นคนสยาม 100% ซึ่งทางนักวิเคราะห์กัมพูชาบอกว่าไม่เป็นความจริง
(ที่มา:เคบีเอ็นนิวส์)


