ราคาน้ำมันพุ่งอีกราว 3% ในวันพฤหัสบดี(24ก.ย.) แตะระดับสูงสุดในรอบ 1 สัปดาห์ หลังพวกฮูตียิงขีปนาวุธโจมตีซาอุดีอาระเบีย โหมกระพือความกังวลเกี่ยวกับอุปทานพลังงาน ปัจจัยทางพลังงานและผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯฉุดวอลล์สตรีทปิดผสมผสาน ขณะที่ทองคำขยับลงเล็กน้อย
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต หรือไลต์สวีตครูด งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 2.45 ดอลลาร์ ปิดที่ 94.61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนเบรนท์ทะเลเหนือลอนดอน งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 3.52 ดอลลาร์ ปิดที่ 106.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ซาอุดีอาระเบียสกัดขีปนาวุธ 6 ลูกที่ยิงมาจากพวกฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในเยเมน ขัดขวางการโจมตีที่เล็งเป้าเล่นงานจังหวัดทาอิฟและยานบู พื้นที่ริมทะเลแดงทางใต้ของประเทศ
ขณะเดียวกันราคาน้ำมันยังถูกกดดันจากข่าวที่ว่าสายการบินต่างๆของอิหร่านถูกแบนจากบรรดาชาติเพื่อนบ้านในตะวันออกกลาง ในนั้นรวมถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และโอมาน ในการขานรับมาตรการคว่ำบาตรใหม่ของอเมริกา ถือเป็นผลกระทบหนักหน่วงครั้งแรกจากนโยบายของสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนเป้าหมายมาเล่นงานบริษัทต่างๆในประเทศที่ 3 ที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน
ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯปิดผสมผสานในวันพฤหัสบดี(24ก.ย.) โดยดาวโจนส์และเอสแอนด์พี 500 ขยับลงเล็กน้อย ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ดันราคาน้ำมันพุ่งสูงและผลักให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอเมริกาดีดตัวขึ้น
ดาวโจนส์ ลดลง 161.61 จุด (0.31 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 51,349.98 เอสแอนด์พี ลดลง 1.90 จุด (0.02 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 7,704.13 จุด แนสแดค เพิ่มขึ้น 3.34 จุด (0.01 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 26,939.37 จุด
ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ฟื้นตัวขึ้นในปิดลบในกรอบแคบๆ ส่วนแนสแดคปิดบวกเล็กน้อย หลังรอยเตอร์สรายงานว่าคณะผู้แทนเจรจาของสหรัฐฯและอิหร่านกำลังสำรวจหาหนทางในการออกจากสงครามอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการที่อิหร่านกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่วอชิงตันจะยกเลิกมาตรการปิดล้อมทางเศรษฐกิจอิหร่าน
ส่วนราคาทองคำขยับลงในวันพฤหัสบดี(24ก.ย.) แตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 สัปดาห์ การปรับเปลี่ยนท่าทีเชิงแข็งกร้าวในถ้อยแถลงของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ตอกย้ำถึงการคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยราคาทองคำยูเอส โกลด์ ฟิวเจอร์ส งวดส่งมอบเดือนธันวาคม ลดลง 20.40 ดอลลาร์ 0.5 % ปิดที่ 4,298.00 ดอลลาร์ต่อออนซ์
(ที่มา:รอยเตอร์ส)


