สื่อกัมพูชาภาคภาษาอังกฤษ อ้างความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ เปิดเผยว่ามีโรงงานอีกหลายแห่งได้แถลงปิดตัวลง ท่ามกลางความปั่นป่วนด้านการขนส่งและการค้าข้ามชายแดนกับไทย ตามหลัง Nidec ที่จะยุติปฏิบัติการในวันที่ 22 ตุลาคม และถอนตัวกลับไปยังประเทศไทย ชี้สถานการณ์เช่นนี้กำลังลุกลามมากขึ้นเรื่อยๆ และมีแรงงานราว 20,000 ถึง 25,000 คน ที่เสี่ยงตกงาน ถ้าผลกระทบจากการปิดชายแดนยังยืดเยื้อต่อไป
รายงานข่าวของคิริโพสต์ ระบุว่า Nidec ผู้ผลิตมอเตอร์สัญชาติญี่ปุ่นจะปิดโรงงานในปอยเปต ในวันที่ 22 ตุลาคม ส่งผลกระทบต่อแรงงาน 724 รายและยุติปฏิบัติการผลิตของบริษัทในกัมพูชา หลังความปั่นป่วนตามแนวชายแดนระหว่างกัมพูชากับไทย ผลักให้ต้นทุนการขนส่งพุ่งสูงขึ้นและก่อความโกลาหลแก่ห่วงโซ่อุปทานข้ามชายแดน
เป็นเวลาเกือบ 15 ปี ที่โรงงานแห่งนี้ถูกจัดตั้งขึ้นส่วนหนึ่งในความพยายามของกัมพูชา ในการสร้างความหลากหลายให้กับฐานการผลิต นอกเหนือไปจากการผลิตเครื่องนุ่งห่มและรองเท้าแบบดั้งเดิม ขณะเดียวกันก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน ในการดึงดูดการลงทุนด้านการผลิตที่เน้นเทคโนโลยีเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม บริษัทแห่งนี้แถลงยืนยันว่าจะยุติปฏิบัติการ ณ โรงงานในปอยเปต ในวันที่ 22 ตุลาคม 2026 ย้ายฐานการผลิตออกจากกัมพูชา กลับไปยังประเทศไทย
การปิดตัวตั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ของ Nidec Group ซึ่งกำลังทบทวนและปรับรวมกำลังการผลิตทั่วโลกเข้าด้วยกัน ทางบริษัทยังอ้างถึงความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นกับห่วงโซ่อุปทานของพวกเขา อันเนื่องจากความตึงเครียดและความวุ่นวายต่างๆนานาระหว่างกัมพูชาและไทย ผลจากประเด็นพิพาทด้านชายแดน
คิริโพสต์คาดหมายว่าการปิดโรงงานครั้งนี้จะซ้ำเติมปัญหาการสูญเสียตำแหน่งงานในภาคการผลิตในจังหวัดบันเตียเมียนเจย ซึ่งมีข่าวว่ามีโรงงานหลายแห่งได้ระงับหรือยุติปฏิบัติการในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
รายงานข่าวระบุว่านอกจากการปิดโรงงานของ Nidec แล้ว ก่อนหน้านี้ ทางบริษัท Hi-Tech Apparel ผู้ผลิตชุดกีฬา ชุดออกกำลังกาย และเสื้อผ้าที่ผลิตด้วยเทคนิคการทอแบบถักสำหรับแบรนด์ต่างประเทศ รวมถึงไนกี้ ได้ระงับปฏิบัติการผลิตและปลดแรงงานราวๆ 2,500 คน ตามหลังประเด็นพิพาทด้านชายแดนยังคงลากยาวไม่มีวี่แววจบลง
ทั้งนี้การปิดตัวลงของ Nidec ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับโอกาสในการจ้างงานและผลกระทบในวงกว้างของการปิดชายแดน ที่มีต่อภาคการผลิตของกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดต่างๆที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดน ที่ต้องพึ่งพากิจกรรมทางอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาคเป็นอย่างมาก
Kroeurng Erung ซึ่งทำงานกับ Nidec มาตั้งแต่ปี 2017 ให้สัมภาษณ์กับคิริโพสต์ว่าเขามีแผนทำงานต่อจนกว่าโรงงานจะปิดตัวลง แต่จนถึงตอนนี้ยังหางานใหม่ไม่ได้ เขาบอกว่าการโยกย้ายไปยังพื้นที่อื่นเพื่อหางานใหม่จะเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก เพราะว่าครอบครัวและลูกๆของเขาอยู่ในปอยเปต
อย่างไรก็ตามเขายอมรับว่าโอกาสได้งานในปอยเปตนั้นน้อยมาก ผู้คนหางานทำเลี้ยงชีพได้ยากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้แล้วเขายังกังวลเกี่ยวกับอาชญากรรมและปัญหาลักขโมยในเมืองแห่งนี้ "งานในปอยเปตมีน้อย ทำให้การหาเลี้ยงชีพเป็นเรื่องยาก นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยปัญหาอาชญากรรมและการลักขโมย ทำให้ปอยเปตเป็นสถานที่ที่ยากจะใช้ชีวิตอยู่" เขากล่าว
Erung ระบุว่าการปิดโรงงานไม่ได้ส่งผลกระทบแค่กับคนงาน แต่มันยังส่งผลกระทบกับธุรกิจขนาดเล็กที่พึ่งพิงลูกค้าจากโรงงานเหล่านั้นด้วย "เมื่อโรงงานปิดตัวลง พวกเขาก็ขายของไม่ได้และประชาชนต่างพากันตกงาน" ดังนั้น ชุมชนชาวกัมพูชาจะได้รับผลกระทบจากการที่ฐานการผลิตย้ายกลับมายังประเทศไทย "ไม่ใช่ฝ่ายไทยที่เสียประโยชน์ แต่เป็นพวกเราต่างหากที่เสียประโยชน์" เขากล่าว
Chey Tech นักวิเคราะห์ด้านทางสังคมและเศรษฐกิจ ให้สัมภาษณ์กับคิริโพสต์ว่าการปิดชายแดนกัมพูชา-ไทย ได้ก่อผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชายแดน บริเวณที่โรงงานต่างๆและธุรกิจทั้งหลายต้องพึ่งพิงการค้าและการขนส่งข้ามชายแดน
"การปิดชายแดน ประกอบกับการปราบปรามปฏิบัติการสแกม ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ในพื้นที่นี้เงียบสงัดและเวิ้งว้าง ชาวบ้านท้องถิ่นไม่มีงานทำหรือขาดโอกาสได้รับการจ้างงาน" Chey Tech กล่าว พร้อมระบุระบุว่าสาเหตุโดยตรงที่ทำให้โรงงานหลายแห่งต้องปิดตัวลง คือการหยุดชะงักของระบบขนส่งและห่วงโซ่อุปทานอันเป็นผลมาจากการปิดพรมแดน เนื่องจากโรงงานต่างๆในกัมพูชา บ่อยครั้งทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตอะไหล่และชิ้นส่วนประกอบย่อย สำหรับนำส่งไปยังโรงงานแม่ในไทย เพื่อทำการประกอบในขั้นสุดท้าย
เขาบอกว่าการปิดโรงงานยังก่อผลกระทบในวงกว้างแก่ชุมชนท้องถิ่น เนื่องจากแรงงานที่ตกงานอาจมีปัญหาในการใช้หนี้และสนับสนุนครอบครัว ส่วนธุรกิจต่างๆที่พึ่งพาแรงงาน ในนั้นรวมถึงเจ้าของที่พัก ผู้ค้าอาหาร และร้านขายของชำ ก็สูญเสียรายได้เช่นกัน "ด้วยที่ไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับการกลับมาเปิดชายแดน โรงงานต่างๆที่เลื่อนการตัดสินใจกำลังสูญเสียความหวัง และท้ายที่สุดแล้วก็ตัดสินใจปิดตัวอย่างถาวร" Tech ระบุ
นอกจากนี้แล้ว Tech มองว่าการปิดตัวของโรงงานต่างๆ ยังอาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการลงทุนในกัมพูชาในอนาคต โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่มีการพัฒนาขึ้นโดยรอบเขตเศรษฐกิจพิเศษ และมีการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพกับประเทศไทย
Khun Tharo ผู้จัดการโครงการจากศูนย์พันธมิตรแรงงานและสิทธิมนุษยชน กลุ่มเอ็นจีโอที่มุ่งเน้นด้านสิทธิแรงงาน แรงงานต่างด้าวและปัญหาการค้ามนุษย์ในกัมพูชา เปิดเผยว่ามีโรงงานอื่นอีกอย่างน้อย 3 แห่งที่แถลงปิดตัวอย่างเป็นทาง ท่ามกลางความวุ่นวายที่มีต่อการขนส่งและการค้าข้ามชายแดน ต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้นและความยากลำบากต่างๆนานา ที่ส่งผลกระทบกับธุรกิจซึ่งต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าและห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดน
เขาเปิดเผยชื่อโรงงานเหล่านั้น ประกอบด้วย Hi-Tech Apparel บริษัทสัญชาติไทย ผู้ผลิตชุดกีฬา ชุดออกกำลังกาย และเสื้อผ้าที่ผลิตด้วยเทคนิคการทอแบบถักสำหรับแบรนด์ต่างประเทศ รวมถึงไนกี้, ML Intimate Apparel Cambodia โรงงานสิ่้งทอสัญชาติจีนที่ผลิตสินค้าแก่ HKM ซึ่งจ้างงานแรงงาน 750 คน และ Nidec Die-Casting ผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์สัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งจ้างงานแรงงานกว่า 680 คน
Tharo ระบุว่าข้อจำกัดตามแนวชายแดน ได้ส่งผลกระทบต่อระบบขนส่งและการค้าข้ามชายแดน เพิ่มแรงกดดันแก่โรงงานต่างๆและธุรกิจทั้งหลายที่ปฏิบัติการในจังหวัดบันเตียเมียนเจย พร้อมยืนยันว่ามีแรงงานของ Nidec อีกกว่า 700 คน ที่เสี่ยงตกงาน หลังบริษัทตัดสินใจปิดโรงงานในปอยเปต เขาเตือนว่าถ้าข้อจำกัดตามแนวชายแดนยังรื้อรังเช่นนี้ต่อไป โรงงานและธุรกิจต่างๆอีกมากกว่า 20 แห่ง ในเขตเศรษฐกิจพิเศษของจังหวัดบันเตียเมียนเจย อาจเผชิญความยากลำบากอย่างแสนสาหัสในการปฏิบัติการ หรือไม่อาจจำเป็นต้องปิดโรงงานไปเลย
เขาประเมินว่าอาจมีคนงานจำนวนระหว่าง 20,000 ถึง 25,000 คนที่เสี่ยงจะตกงานในท้ายที่สุด หากสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดการหยุดชะงักยังคงดำเนินต่อไป
นอกจากนี้เขาเตือนว่าผลกระทบอาจขยายวงกว้างไปไกลกว่าแค่กลุ่มคนงานที่โรงงานจ้างโดยตรง แผ่ลามไปถึงครอบครัวที่ต้องพึ่งค่าจ้างของแรงงานเหล่านั้น เช่นเดียวกับธุรกิจขนาดเล็ก เจ้าของห้องเช่า ผู้ให้บริการด้านการขนส่งและแรงงานนอกระบบในเขตอุตสาหกรรม
"การสูญเสียรายได้ประจำและรายได้จากการทำงานล่วงเวลา อาจยิ่งเพิ่มแรงกดดันทางการเงินให้กับครอบครัวที่กำลังประสบปัญหาหนี้สินอยู่ก่อนแล้ว" เขากล่าว
(ที่มา:คิริโพสต์)


