ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ให้การต้อนรับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ที่เดินทางมาถึงกรุงวอชิงตัน ด้วยตนเองในวันพุธ(23ก.ย.) นับเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี ที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้การต้อนรับผู้นำต่างประเทศ ณ ฐานทัพร่วมแอนดรูว์ส ขณะที่ สี จิ้งผิง มีกำหนดเยือนอเมริกาเป็นเวลา 3 วัน ในบรรยากาศที่จะเต็มไปด้วยความโอ่อ่าและพิธีรีตอง ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่าง 2 ชาติมหาอำนาจ ทั้งในด้านการค้า เทคโนโลยีและในเรื่องอิหร่าน
การเดินทางเยือนสหรัฐฯของสี จิ้นผิง ในครั้งนี้ มีขึ้นตามหลังมีกระแสข่าวลือว่าเขาล้มป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองขณะร่วมประชุมซัมมิตกลุ่มบริกส์ ในกรุงนิวเดลี ระหว่างที่ 12-13 กันยายนที่ผ่านมา คำกล่าวอ้างที่ไม่มีการยืนยันดังกล่าว ถูกเผยแพร่บนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ โดย เซี่ย ว่านจวิน นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวจีนที่ลี้ภัยอยู่ในสหรัฐฯ แต่เขาไม่ได้ให้หลักฐานทางการแพทย์ยืนยันคำกล่าวอ้างแต่อย่างใด
ทรัมป์และเมลาเนีย ให้การต้อนรับสีและภรรยา บนพรมแดงความยาวกว่า 100 ฟุต ที่ปูลาดไว้บนลานจอดเครื่องบินข้างเครื่องบินของประธานาธิบดีสี ณ ฐานทัพทหารในรัฐแมริแลนด์ ซึ่งเป็นที่ประจำการของเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน
การต้อนรับครั้งนี้ฉีกไปจากธรรมเนียมปฏิบัติปกติ โดยเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี ที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้การต้อนรับผู้นำต่างประเทศ ณ ฐานทัพร่วมแอนดรูว์ส โดยคราวนั้นประธานาธิบดีบารัค โอบามา ให้การต้อนรับสมเด็จพระสันตะปาปาปาฟรานซิสในปี 2015
ผู้นำทั้งสองยิ้ม จับมือ และสนทนากันอยู่ครู่หนึ่งในช่วงเริ่มต้นการเยือนสหรัฐฯ ครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปีของผู้นำจีน จากนั้นวงโยธวาทิตทหารได้บรรเลงเพลงและมีการยิงปืนใหญ่เพื่อเป็นเกียรติ ในระหว่างที่พวกเขาต่างทักทายกัน ทรัมป์นิ่วหน้าด้วยความรู้สึกสะดุ้งเมื่อเครื่องบินทิ้งระเบิดทางทหารรุ่น B-1 บินผ่านเหนือศีรษะด้วยเสียงดังสนั่น ต่อมาผู้นำทั้ง 2 ต่างแยกย้ายกันไป ก่อนที่จะมีการประชุมตามกำหนดการในวันพฤหัสบดี(24ก.ย.)
สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ว่าเขาและเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน เห็นพ้องขยายการพักรบทางการค้าออกไปอีก 2 เดือน จากเดิมที่จะหมดอายุลงในวันที่ 10 พฤศจิกายน ต่ออายุไปจนถึงวันที่ 10 มกราคม อย่างไรก็ตามทางสถานทูตจีนประจำวอชิงตันยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้
อย่างไรก็ตามความคาดหวังที่จะเกิดความคืบหน้าครั้งสำคัญในวงกว้างระหว่างการเยือนของประธานาธิบดีสีนั้นมีน้อยมาก ทั้ง 2 ฝ่ายยังคงขัดแย้งกันในประเด็นต่างๆนานาไล่ตั้งแต่ไต้หวัน ไปจนถึงยาเสพติดและแร่แร์เอิร์ธ
แหล่งข่าวใกล้ชิดเปิดเผยว่ามีความเป็นไปได้ที่ สี จะหยิบยกข้ออ้างสิทธิ์เหนือไต้หวันของปักกิ่งขึ้นมาพูดคุย หัวข้อที่ทางวอชิงตันอยากหลีกเลี่ยง ส่วน ทรัมป์ ก็น่าจะยืนกรานอย่างหนักแน่นต่อมาตรการควบคุมการส่งออกมายังอเมริกา แม้ สี จะส่งเสียงคัดค้าน
กระนั้นการเจรจาที่กำหนดไว้ในวันพฤหัสบดี(24ก.ย.) อาจบรรลุข้อตกลงในการปรับลดเพดานภาษีในบางภาคอุตสาหกรรมอย่างเจาะจง เช่นเดียวกับความร่วมมือด้านปราบปรามลักลอบขนยาเสพติดและยกระดับการหารือระหว่างกองทัพ
ทรัมป์ ถูกคาดหมายว่าจะหาทางขอให้ปล่อยชาวอเมริกาบางส่วนและคนอื่นๆที่ถูกควบคุมตัวในจีน นอกจากนี้แล้วทั้ง 2 ประเทศยังอาจเห็นพ้องพูดคุยเพิ่มเติมในเรื่องปัญญาประดิษฐ์(เอไอ) ที่พวกเขากำลังแข็งขันกันอย่างดุเดือด แต่ก็ตระหนักถึงอันตรายที่เพิ่มมากขึ้น
การพบปะกันครั้งนี้เกิดขึ้นในตอนที่ ทรัมป์ กำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก คะแนนนิยมของเขาดำดิ่งอย่างหนัก เนื่องจากประชาชนไม่พอใจสงครามที่เขาเปิดศึกกับอิหร่านมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ สี ซึ่งเผชิญปัญหาท้าทายต่างๆนานาในประเทศเช่นกัน มาถึงด้วยสถานะที่ดูเหมือนจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ท่ามกลางกลไกการค้าของประเทศกำลังขับเคลื่อนไปอย่างคึกคักเต็มกำลัง
แม้จะมีความเห็นต่างกันอย่างมาก แต่ทั้งสองฝ่ายก็ยังคงเดินหน้าจัดการประชุมซัมมิตต่อไป ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นความพยายามที่จะแสดงภาพลักษณ์ของเสถียรภาพระหว่าง "โรงงานของโลก" กับ "ตลาดผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดของโลก"
ทั้งนี้งานเลี้ยงอาคารค่ำแบบรัฐพิธีในวันพฤหัสบดี(24ก.ย.) คาดหมายว่าจะมีบรรดาผู้บริหารของบริษัทสำคัญๆในตลาดของทั้ง 2 ประเทศเข้าร่วมด้วย ในนั้นรวมถึง ทิม คุ๊ก จากแอปเปิล, เจนเซน หวง ของเอ็นวิเดีย และ แซม อัลท์แมน ซีอีโอ OpenAI
(ที่มา:รอยเตอร์ส)


