xs
xsm
sm
md
lg

ประเด็น "3 T" นั่นคือ Trade-Taiwan-Tech จะเป็นหัวใจสำคัญของ ‘การประชุมสุดยอดทรัมป์-สี’ที่วอชิงตันคราวนี้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: รานา มิตเทอร์


ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน จับมือกันระหว่างการพบปะสนทนาเป็นการส่วนตัว ณ ทำเนียบจงหนานไห่ ซึ่งเป็นที่พำนักของคณะผู้นำจีน ในกรุงปักกิ่ง โดยเป็นส่วนหนึ่งของทริปเยือนจีนของผู้นำสหรัฐฯและการประชุมซัมมิตทรัมป์-สี เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/09/three-ts-will-dominate-trump-xi-summit/)
Three Ts will dominate Trump-Xi summit
by Rana Mitter
22/09/2026

ในการเจรจาหารือระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง คราวนี้ ประเด็นด้านการค้า คาดหมายกันว่าคงไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหวใหม่ๆ อะไร ยิ่งประเด็นเรื่องไต้หวันแล้ว น่าจะมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันน้อยลงไปอีก ส่วนประเด็นเรื่องเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI แม้สองฝ่ายต่างให้ความสนใจ ทว่าการแข่งขันกันที่ค้ำคออยู่ น่าจะทำให้ขยับอะไรกันได้ลำบาก

ตอนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พบหารือกันครั้งก่อนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 [1] ที่ผ่านมา ณ กรุงปักกิ่ง การสนทนารวมศูนย์อยู่ที่ประเด็นหลัก 3 เรื่อง ซึ่งในภาษาอังกฤษล้วนขึ้นต้นด้วยตัวอักษร T ได้แก่ การค้า (Trade) เทคโนโลยี (Technology) และไต้หวัน (Taiwan)

การประชุมสุดยอดครั้งล่าสุดซึ่งมีกำหนดเริ่มขึ้นในสหรัฐฯ วันพฤหัสบดี (24 ก.ย.) นี้ [2] คาดกันว่าจะยังคงมุ่งเน้นที่ประเด็นชุดเดิมอีกคำรบหนึ่ง แต่ความแตกต่างสำคัญคือประเด็นด้านเทคโนโลยีมีความเร่งด่วนเพิ่มมากขึ้น อันเนื่องมาจากพัฒนาการด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันและรวดเร็ว [3]

สิ่งที่ยังไม่ค่อยชัดเจนนักคือ ทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุข้อตกลงชนิดที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประเด็นดังกล่าว หรือในประเด็นอื่นๆ ใดๆ ได้หรือไม่

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน จัดการประชุมหารือทวิภาคี โดยมีคณะผู้แทนของทั้งสองประเทศเข้าร่วม ณ อาคารวีไอพีในท่าอากศยานนานาชาติกิมเฮ ในเมืองปูซาน, เกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2025 การประชุมคราวนี้เองที่สองฝ่ายตกลงสงบศึกการค้าและภาษีศุลกากรเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งขณะนี้กำลังใกล้หมดอายุ
การปรับแก้ในเรื่องการค้า?

ประเด็นที่เร่งด่วนที่สุดแต่ก็แก้ไขได้ง่ายที่สุด จะเป็นเรื่องการค้า

ในการพบเจรจากันเมื่อเกือบ 1 ปีก่อนที่เมืองปูซาน, เกาหลีใต้ [4] ทรัมป์ กับ สี ได้บรรลุข้อตกลงที่สหรัฐฯ ยอมรับจะยกเลิกมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงบางรายการ และลดอัตราภาษีศุลกากรที่เก็บจากสินค้าจีนซึ่งในตอนนั้นพุ่งสูงลิ่วถึงระดับเลขสามหลัก ขณะที่ฝ่ายจีนตกลงจะไม่จำกัดการส่งออกแร่ธาตุสำคัญยิ่งยวดและแร่ธาตุหายาก (rare earths) ให้แก่ผู้ใช้งานในสหรัฐฯ

ข้อตกลงดังกล่าวมาถึงตอนนี้ก็ได้เวลาที่จะต้องมีการต่ออายุกัน ทั้งสองฝ่ายน่าจะยังต้องการให้การตกลงกันที่มีอยู่ในปัจจุบันดำเนินต่อไป โดยแม้อาจจะมีการปรับแก้รายละเอียดปลีกย่อยบ้าง แต่ข้อตกลงใหม่ก็น่าจะยังคงมีลักษณะคล้ายคลึงกับของเดิม

ระหว่างการประชุมครั้งก่อนๆ แต่ละฝ่ายได้เสนอให้มีการจัดตั้งกลไกใหม่ในรูปแบบ "คณะกรรมการการค้า" (Board of Trade) [5] เพื่อทำหน้าที่ประเมินผลประโยชน์ทางธุรกิจระหว่างสหรัฐฯ และจีนในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นอ่อนไหวทั้งหลาย

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเกี่ยวกับกลไกใหม่ดังกล่าวยังคงไม่มีความชัดเจน ระหว่างการประชุมซัมมิตคราวนี้ แม้ว่าอาจมีการประกาศข้อมูลอะไรออกมาบ้าง แต่พวกผู้นำภาคธุรกิจย่อมต้องการทราบว่า คณะกรรมการชุดนี้จะมีขอบเขตการดำเนินงานและความยั่งยืนขนาดไหน

สำหรับข้อเสนอเกี่ยวกับกลไกใหม่อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ "คณะกรรมการการลงทุน" (Board of Investment) [6] ข้อมูลยังมีน้อยกว่ากันมาก เนื่องจากยังคงเป็นเพียงแนวคิดในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น ฝ่ายจีนได้เสนอที่จะนำผู้บริหารสูงสุด (CEO) ของบริษัทจีนชั้นนำมาร่วมการประชุมสุดยอด เพื่อให้สมน้ำสมเนื้อกับตัวบุคคลทางภาคธุรกิจของสหรัฐฯ อย่าง เจนเซน หวง (Jensen Huang) จาก อินวิเดีย (Nvidia) และ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) จาก เทสลา (Tesla) ซึ่งทั้งคู่เคยร่วมคณะเดินทางไปกับทรัมป์ในการเยือนและประชุมซัมมิตกับ สี ที่กรุงปักกิ่งเมื่อกลางเดือนพฤษภาคมปีนี้ [7] มาแล้ว

ทว่าการคัดเลือกผู้นำภาคธุรกิจที่จะเข้าร่วมนั้น น่าจะขึ้นอยู่กับว่าจีนมองประเด็นทางการค้าด้านใดมีแนวโน้มจะพัฒนาไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในระยะสั้น

ประเด็นไต้หวัน: ปัญหาที่ยืดเยื้อและซับซ้อน

ไต้หวันเป็นประเด็นที่แก้ไขได้ยากกว่ามาก และก็ไม่น่าเป็นไปได้ที่เนื้อหาการหารือระหว่างการเยือนของสี จิ้นผิง ในครั้งนี้ จะกลายเป็นตัวกำหนดบทสรุปของประเด็นปัญหานี้

ทรัมป์นั้นเมื่อเปรียบเทียบกับประธานาธิบดีสหรัฐฯคนหน้าเขา [8] (ประธานาธิบดีโจ ไบเดน) แล้ว เขาแสดงท่าทีเต็มใจน้อยกว่าในการให้คำมั่นว่าสหรัฐฯ จะปกป้องเกาะแห่งนี้หากปักกิ่งตัดสินใจบุกโจมตี โดยเขายืนยันจุดยืนเดิมของวอชิงตันที่เน้น "ความคลุมเครือทางยุทธศาสตร์" (strategic ambiguity) ต่อไป

แม้ว่าขณะนี้สหรัฐฯ จะหันเหความสนใจออกจากภูมิภาคเอเชียตะวันออก เนื่องจากการสู้รบขัดแย้งในอิหร่าน แต่จีนก็ยังคงต้องการใช้วิธีการอื่นๆ ที่ไม่ใช่สงคราม ในการนำเอาเกาะแห่งนี้เข้ามาอยู่ใต้การควบคุมของปักกิ่ง

ช่วงเวลาสำคัญยิ่งกว่าในการชี้ชะตาอนาคตของไต้หวัน น่าจะเป็นเดือนมกราคม ปี 2028 เมื่อมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวัน [9] โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน –และมีท่าทีเป็นมิตรกับจีนมากกว่า-- สามารถคว้าตำแหน่งประธานาธิบดีไปครอง หรือถ้าหากว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นช่วงปลายปีเดียวกัน ผู้ชนะคือผู้สมัครที่มีแนวนโยบายเน้นให้สหรัฐฯอยู่ลำพังโดดเดี่ยว (isolationist)

หากประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อไปตัดสินใจเปลี่ยนแนวทาง ด้วยการลดบทบาทในกิจการระหว่างประเทศลง — ดังที่มีผู้ประกาศตัวตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าต้องการชิงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯบางคน ทั้งที่เป็นฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา ได้เคยเปรยออกมาแล้ว — สถานการณ์ก็จะยิ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

สำหรับเวลานี้ ปักกิ่งจะยังคงเดินหน้าเสริมสร้างขีดความสามารถทางนาวีของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA) ต่อไป เพื่อให้มีทางเลือกแห่งการใช้กำลังทหารจัดการกับเกาะแห่งนี้ อย่างไรก็ดี ทางเลือกที่จีนต้องการมากกว่า ยังน่าจะเป็นการฉกฉวยประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในไต้หวัน ควบคู่ไปกับการใช้ทั้งมาตรการจูงใจผสมผสานกับการบีบบังคับทางเศรษฐกิจ, พยายามบีบคั้นลดทอนบทบาทในเวทีโลกของไทเป, และหวังว่าสหรัฐฯ จะลดความสนใจในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก [10] ลง

ในส่วนของประเด็นระหว่างประเทศอื่นๆ อาจได้รับความสนใจจากซัมมิตครั้งนี้น้อยลง ถึงแม้คาดหมายกันว่าจีนจะแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนเกี่ยวกับสงครามในอิหร่าน [11] ส่วนสหรัฐฯก็อาจเตือนจีนถึงกฎหมายฉบับใหม่ของตนที่เพิ่งผ่านออกมาบังคับใช้ ซึ่งอนุญาตให้ทำการแซงก์ชั่นคว่ำบาตรประเทศที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย --โดยที่จีนคือลูกค้ารายใหญ่ที่สุด อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอิหร่านหรือรัสเซีย ก็ไม่น่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแนวทางปฏิบัติครั้งใหญ่แต่อย่างใด

คณะเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ และบรรดาผู้นำภาคธุรกิจอเมริกัน เข้าแถว ระหว่างที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แนะนำบุคคลในคณะต่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ณ พิธีต้อนรับฝ่ายสหรัฐฯ ซึ่งฝ่ายจีนจัดขึ้น บริเวณบันไดทางเข้ามหาศาลาประชาชน ในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2026 ทั้งนี้ซีอีโออเมริกันคนดังที่ร่วมเดินทางมาในครั้งนี้ มีอาทิ เจนเซน หวง ซีอีโอของอินวิเดีย (แถวยืนแถว2 ขวาสุด), อีลอน มัสก์ ซีอีโอของเทสลา (แถวยืนแถว2 คนที่ 3 จากขวา), ทิม คุก ซึ่งเวลานั้นยังเป็นซีอีโอของแอปเปิล (แถวยืนแถว2 คนที่ 4 จากขวา)
หันมามองเรื่องเทคโนโลยี

แท้จริงแล้ว ด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) คือพื้นที่ซึ่งทั้งสองฝ่ายกำลังพยายามมากที่สุดในการปรับแนวทางการทูตให้เท่าทันกับความเป็นจริง การประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งเมื่อเดือนพฤษภาคม สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย เนื่องจากมีการหยิบยกประเด็นข้อตกลงร่วมกันเรื่องการกำกับดูแล AI ขึ้นมาหารือ ทั้งที่ประเด็นนี้ไม่ได้อยู่ในวาระการประชุมในช่วงปีแรกของรัฐบาลทรัมป์ 2.0

อย่างไรก็ดี ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าการหารือในหลักการเกี่ยวกับการกำกับดูแลนั้นมีความเป็นไปได้และกระทั่งเป็นสิ่งที่ควรทำ [12] เนื่องจาก AI มีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความไม่แน่นอนสูง นอกจากนั้น เมื่อวันอาทิตย์ (20 ก.ย.) ที่ผ่านมา สหรัฐฯกับจีนยังได้หารือถึงแนวคิดในการจัดตั้ง "สายด่วน" (hotline) เพื่อแจ้งเตือนอีกฝ่าย [13] หากพบความเสี่ยงด้านความมั่นคงของชาติที่เกี่ยวข้องกับ AI

ช่วงเวลาคั่นกลางระหว่างการประชุมสุดยอดทรัมป์-สี ครั้งเดือนพฤษภาคมและเดือนกันยายนนี้ ในสหรัฐฯกระแสความหวั่นกลัวเกี่ยวกับ AI [14] ชักแผ่ลาม ก่อให้เกิดบรรยากาศที่ไม่เป็นมิตรต่อ AI ที่ปราศจากการกำกับดูแลมากขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนในจีนนั้น อารมณ์ความรู้สึกในสังคมแสดงท่าทีเป็นปรปักษ์ต่อ AI อย่างเปิดเผยน้อยกว่า [15] แถมประโยชน์สำคัญๆ ของ AI ในด้านต่างๆ เช่น การดูแลสุขภาพ ยังช่วยปรับทัศนคติของผู้คนให้ผ่อนคลายลง กระนั้นก็ตาม ยังคงมีความกังวลอยู่มากมายถูกหยิบยกขึ้นมาเมื่อมีการพูดคุยกันเป็นการส่วนตัวว่า เศรษฐกิจที่กำลังประสบปัญหาของจีน จะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI หรือไม่

แม้หลายฝ่ายมองว่าเทคโนโลยีนี้สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้แก่ผู้บริโภค แต่อีกด้านหนึ่งก็มีการชี้ให้เห็นว่ามีการจ้างงานเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับผลกระทบซึ่งแรงงานต้องเผชิญ [16] จากการถูกเลิกจ้างในวงกว้าง

ทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างมีเหตุผลที่ต้องหารือเรื่องการกำกับดูแล AI ความเสี่ยงที่น่ากังวลว่าบริษัท AI ที่ขาดความรับผิดชอบอาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนทางสังคมอย่างรุนแรงจากการตัดสินใจทางธุรกิจของพวกเขา ถือเป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่ง ยิ่งในสหรัฐฯด้วยแล้ว ความกังวลเร่งด่วนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเรื่องเกี่ยวกับศูนย์ดาตาเซ็นเตอร์ (data centers) [17] ก็เป็นอีกเหตุผลสำคัญประการหนึ่ง

อันที่จริงแล้ว จีนก็มีเหตุผลเฉพาะของตนเองเหมือนกันที่อาจทำให้รัฐบาลปักกิ่งต้องการให้มีการควบคุมดูแล หนึ่งในข้อกังวลหลักเกี่ยวกับ AI คือความเป็นไปได้ที่เทคโนโลยีนี้อาจหลุดจากการควบคุม ซึ่งคำว่า "หลุดจากการควบคุม" ถือเป็นสิ่งที่ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนหวาดกลัวและต้องการหลีกเลี่ยงอย่างที่สุด

เรื่องนี้ยิ่งเป็นประเด็นสำคัญเป็นพิเศษสำหรับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งในวัยเยาว์ต้องใช้ชีวิตแบบถูกเนรเทศออกอยู่ในชนบทนานหลายปี [18] หลังจากบิดาของเขาถูกกวาดล้างทางการเมืองในช่วงไม่นานก่อนหน้าเกิดการปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งเป็นยุคสมัยที่การเมืองจีนตกอยู่ในภาวะอนาธิปไตยอันไร้ระเบียบและวุ่นวาย มันเป็นประสบการณ์ในช่วงแห่งการหล่อหลอมตัวตนของสี ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีอิทธิพลสูงต่อความโน้มเอียงในช่วงเวลาแห่งการเป็นผู้นำของเขา ที่มุ่งเน้นการใช้อำนาจควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

AI ที่อาจสั่นคลอนสถานะความเป็นผู้นำชนิดไม่อาจโต้แย้งได้ของพรรคคอมมิวนิสต์ ย่อมไม่เป็นที่ต้อนรับในโลกไซเบอร์ของจีน ดังนั้น มาตรการกำกับดูแลที่ช่วยแก้ไขปัญหานี้จึงมีแนวโน้มที่จะได้รับการพิจารณามากกว่าที่จะถูกปฏิเสธในทันที

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ทั้งสองฝ่ายจะตระหนักรับรู้ถึงความกังวลร่วมกันในเรื่อง AI --ด้วยเหตุผลเบื้องหลังที่แตกต่างกันอย่างยิ่ง— แต่ความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในระยะสั้นก็ยังคงไม่น่าจะเกิดขึ้นมามากนัก สืบเนื่องจาก การแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ และจีนในเวลานี้เป็นเรื่องจริงจังยิ่ง และทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศต่างไม่เต็มใจที่จะยอมอ่อนข้อให้กันในลักษณะที่อาจสร้างความได้เปรียบให้กับอีกฝ่าย

ความไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างวอชิงตันและปักกิ่งในประเด็นนี้ยังคงอยู่ในระดับต่ำมาก [19] ผลลัพธ์ซึ่งน่าจะออกมาเป็นที่รับรู้ของสาธารณชน คงเป็นเพียงแค่การหารือเพื่อเตรียมการหารือกันต่อไปเท่านั้น แม้อาจจะมีการดำเนินการหลังฉากที่เดินหน้าไปด้วยความไม่กระโตกกระตากและระมัดระวังมากกว่า

การพูดคุยกันถือเป็นเรื่องดี

การประชุมซัมมิตระหว่างทรัมป์ กับ สี อาจไม่ได้มีความสำคัญในแง่ของการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งใหญ่ใดๆ แต่อยู่ตรงที่ว่ามันเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาช่องทางการสนทนาบางรูปแบบระหว่างผู้นำของ 2 ประเทศที่ทรงอำนาจที่สุดของโลกเอาไว้ ทั้งนี้ ผู้นำทั้งสองอาจจะได้พบปะกันอีก 2 ครั้งในอนาคตอันใกล้ คือในการประชุมสุดยอดของกลุ่ม G20 และของกลุ่ม APEC

การได้พบปะกันถึง 4 ครั้งในระยะเวลาเพียงครึ่งปีเศษ ต้องถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปฏิเสธที่จะพบปะกัน ย่อมเป็นเรื่องที่น่ากังวลยิ่งกว่านี้มาก

ทว่า ความยากลำบากที่ซ่อนอยู่ลึกลงไปของประเด็น "3 Ts" ซึ่งทำให้ผู้นำแต่ละฝ่ายดูเหมือนจะมีวาระที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงในระดับรากฐานนั้น ยังคงเป็นกระแสคลื่นใต้น้ำที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้บทสนทนาที่ฉากหน้าดูสุภาพและเป็นมิตรในบางครั้ง

รานา มิตเทอร์ เป็นศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์สหรัฐฯ-เอเชีย ของวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเคนเนดี (Harvard Kennedy School), มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด, สหรัฐฯ

ข้อเขียนนี้มาจากเว็บไซต์ เดอะ คอนเวอร์เซชั่น https://theconversation.com/ โดยสามารถติดตามอ่านข้อเขียนดั้งเดิมชิ้นนี้ได้ที่ https://theconversation.com/three-ts-will-dominate-trump-xi-summit-but-expect-little-movement-on-trade-less-on-taiwan-and-who-knows-on-tech-291819)

เชิงอรรถ
[1] https://theconversation.com/xi-trump-summit-trade-taiwan-and-russia-still-top-agenda-for-china-and-us-presidents-6-years-after-last-meeting-268471
[2] https://www.reuters.com/world/china/trump-plans-greet-xi-arrival-washington-area-officials-say-2026-09-18/
[3]https://www.forbes.com/sites/chuckbrooks/2026/03/14/the-rapid-trajectory-of-artificial-intelligence/
[4] https://www.brookings.edu/articles/what-happened-when-trump-met-xi/
[5] https://www.newsweek.com/what-is-the-us-china-board-of-trade-12025405
[6] https://www.scmp.com/news/us/economy-trade-business/article/3363829/us-china-board-investment-stalls-expected-trump-xi-meeting
[7] https://www.bbc.com/news/articles/c5yx757w048o
[8] https://theconversation.com/biden-on-taiwan-did-he-really-commit-us-forces-to-stopping-any-invasion-by-china-an-expert-explains-why-on-balance-probably-not-176765
[9] https://atlasinstitute.org/how-the-2028-taiwanese-elections-could-determine-beijings-calculus-in-the-taiwan-strait/
[10] https://www.dw.com/en/us-asia-western-pacific-allies-withdrawal-china-defense-graphics/a-79275554
[11] https://www.bbc.com/news/articles/clyl8965j5go
[12] https://www.nbcnews.com/world/asia/china-ai-risks-agree-slowdown-us-tech-rcna597859
[13] https://www.nytimes.com/2026/09/20/business/us-china-ai-warning-system-national-security.html
[14] https://www.nytimes.com/2026/09/13/us/politics/ai-catastrophe-fears-washington.html
[15] https://www.nytimes.com/2026/09/17/opinion/ai-china-america-risk.html
[16] https://qz.com/china-workers-ai-job-displacement-youth-unemployment-091826
[17] https://www.wpri.com/news/us-and-world/ap-americans-are-increasingly-concerned-about-the-environmental-impact-of-ai-new-poll-finds/
[18] https://www.nytimes.com/2015/09/25/world/asia/xi-jinping-china-cultural-revolution.html
[19] https://fortune.com/2026/09/15/ai-safety-pact-without-us-china-trust/