ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ในวันอังคาร(22ก.ย.) ออกมาสนับสนุนมาตรการแบนส่งออกดีเซล หลังบรรดาผู้สมัครจากรีพับลิกันบางส่วนในเขตเลือกตั้งที่มีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ในศึกเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน เรียกร้องให้ใช้มาตรการดังกล่าว เป็นหนทางในการควบคุมราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางและยูเครน
ราคาดีเซลพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในสหรัฐฯและยุโรป หลังสงครามทั้งในอิหร่านและยูเครน ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของบรรดาผู้ผลิตรายใหญ่บางส่วน ในนั้นรวมถึงรัสเซีย, ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
"ผมบอกไปว่า งั้นก็ไม่ต้องส่งออกดีเซล เราผลิตน้ำมันดีเซลมากมาย ผมเรียกร้องในเรื่องนี้ ผมเรียกร้องสิ่งนี้จากคนของผม" ทรัมป์บอกกับพวกผู้สื่อข่าว ก่อนประชุมร่วมกับประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน
ปัญหาราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงกำลังกลายเป็นจุดอ่อนของทรัมป์ ในศึกเลือกตั้งกลางเทอมวันที่ 3 พฤศจิกายน ซึ่งพรรครีพับลิกันของเขาพยายามรักษาไว้ซึ่งเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฏรและวุฒิสภา
สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าว ณ ที่ประชุมเดียวกัน บอกว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาว่ามาตรการแบนดังกล่าวมีความเป็นไปได้หรือไม่ รวมถึงการห้ามส่งออกแบบเต็มรูปแบบหรือบางส่วนจะใช้ได้ผลหรือเปล่า
บรรดาผู้สมัครของพรรครีพับลิกันในสมรภูมิที่มีการแข่งขันกันคู่คี่สูสี อย่างเช่นวุฒิสมาชิกแดน ซุลลิแวน ในอแลสกา, สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร แอชลีย์ ฮินสัน ในไอโอวา และ ไมค์ โรเจอร์ส ในมิชิแกน ต่างเรียกร้องให้รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ บังคับใช้มาตรการแบนส่งออกดีเซล
"เชื้อเพลิงของอเมริกาควรเก็บไว้ใช้ในประเทศเพื่อชาวอเมริกัน" ซุลลิแวนกล่าวในถ้อยแถลงที่เผยแพร่ในวันอังคาร(22ก.ย.) "ราคาน้ำมันดีเซลแพงหูฉี่เลย ผมเรียกร้องให้ระงับส่งออกดีเซลของอเมริกาเป็นการชั่วคราว เพื่อที่เราจะสามารถเติมเต็มคลังสำรองก่อนถึงฤดูหนาว และเราควรให้ความสำคัญกับชาวอเมริกาและครอบครัวอแลสกาก่อนเป็นลำดับแรก"
ราคาอาหารและสินค้าอื่นเป็นหนึ่งในความกังวลลำดับต้นๆของบรรดาผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง ก่อนถึงศึกเลือกตั้งกลางเทอม ด้วยเหตุนี้ทั้ง ฮันสันและโรเจอร์ส จึงเรียกร้องเช่นกันให้ยุติสงครามในอิหร่าน และพยายามปลีกตัวเองออกห่างจากทรัมป์
รอยเตอร์สอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิด ระบุว่ากระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐฯเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เรียกร้องให้ทำเนียบขาวจัดการกับราคาดีเซล และในวันจันทร์(21ก.ย.) ทาง บรูค โรลลินส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร เปิดเผยว่าเธอได้พูดคุยกับ ทรัมป์ เกี่ยวกับประเด็นนี้ และบอกว่าราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูง เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างแท้จริง
ท่าทีของทรัมป์ในการสนับสนุนมาตรการแบนส่งออกดีเซล ทำให้เขายืนอยู่ตรงข้ามกับบรรดาเจ้าหน้าที่ด้านพลังงาของเขาเอง ซึ่งเอ่ยปากเตือนว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าว อาจทำให้ราคาเชื้อเพลิงตามแนวชายฝั่งจะยิ่งสูงกว่าเดิม และซ้ำเติมภาวะอุปทานตึงตัวแก่เหล่าพันธมิตรยุโรปของอเมริกา
คริส ไรท์ รัฐมนตรีพลังงาน ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ข่าว Daily Caller เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่ามาตรการแบนส่งออกจะทำให้เกิดภาวะน้ำมันดีเซลล้นตลาดบริเวณชายฝั่งอ่าวของสหรัฐฯ และกระตุ้นให้โรงกลั่นทั้งหลายปรับลดกำลังผลิต ซึ่งจะทำให้ปริมาณการผลิตน้ำมันเบนซินลดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน "หากคุณเริ่มสร้างอุปสรรคขัดขวางการไหลเวียนต่างๆ ไม่นานนักปริมาณการผลิตก็จะลดลงและส่งผลให้มีอุปทานน้อยลง ซึ่งสิ่งที่เราต้องการคืออุปทานที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่ลดลง"
ดัก เบอร์กัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสหรัฐฯ เชื่อว่ามาตรการแบนส่งออกไม่น่าจะทำให้ราคาปิโตรเลียมลดลง และยิ่งไปกว่านั้นมันอาจกระตุ้นให้บรรดาประเทศผู้ส่งออกพลังงานกำหนดมาตรการแก้แค้นตอบโต้ ซึ่งจะส่งผลกระทบกับรัฐต่างๆอย่างเช่นแคลิฟอร์เนีย ที่ต้องพึ่งพิงพลังงานจากชาติต่างๆเหล่านั้น
แม้ว่าการห้ามส่งออกอาจทำให้ราคาน้ำมันดีเซลในแถบชายฝั่งอ่าวของสหรัฐฯ ลดลงชั่วคราวในทางทฤษฎี แต่ก็จะยิ่งทำให้อุปทานน้ำมันดีเซลในยุโรปตึงตัวขึ้นไปอีก เนื่องจากยุโรปมีปริมาณดีเซลไม่เพียงพออยู่แล้วในเชิงโครงสร้างและต้องพึ่งพาการส่งออกของสหรัฐฯเป็นอย่างมาก "ดูเหมือนว่ามันจะก่อความเสียหายอย่างหนักแก่พันธมิตรหลักบางส่วนของอเมริกา" จากความเห็นของ จิม มิตเชลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การซื้อขายน้ำมันของบริษัทที่ปรึกษา "วู้ด แม็คเคนซี"
(ที่มา:รอยเตอร์ส)


