xs
xsm
sm
md
lg

หายไปไหน? เงินค่าน้ำมันมหาศาลที่ทรัมป์ปล้นไปจากประชาชนชาวเวเนซุเอลา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ธอม ฮาร์ทแมนน์


(ภาพจากแฟ้ม) ผู้คนเดินผ่านภาพเขียนรูปปั๊มขุดเจาะน้ำมัน ประดับอยู่บนธงชาติเวเนซุเอลา ณ กำแพงในกรุงการากัส เมืองหลวงเวเนซุเอลา เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2026
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/09/where-is-the-oil-money-trump-stole-from-venezuelas-people/)
Where is the oil money Trump stole from Venezuela’s people?
by Thom Hartmann
19/09/2026

ไม่มีใครสักคนในระบอบปกครองโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาพูดให้ชัดๆ ว่าเงินอย่างน้อยๆ เป็นหลักพันล้านหมื่นล้านดอลลาร์จากการที่สหรัฐฯเอาน้ำมันเวเนซุเอลาไปขายแล้ว ตอนนี้อยู่ที่ไหน ใครเป็นคนควบคุม หรือแม้กระทั่งว่าใครคนไหนกำลังเป็นผู้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยที่งอกเงยขึ้นมา

หากเป็นช่วงเวลาอื่นในประวัติศาสตร์อเมริกัน เรื่องนี้คงทำให้เส้นทางอาชีพของคนอย่าง สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังผู้มีสติปัญญาจำกัดจำเขี่ย [1] ของเราคนนี้ต้องจบสิ้นลงไปแล้ว

เรื่องนี้ถูกแฉกันออกมาเมื่อวันศุกร์ (18 ก.ย.) ตอนที่ ฌอน แคสเทน (Sean Casten) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯพรรคเดโมแครตจากรัฐอิลลินอยส์ซักถามเขาเกี่ยวกับ "เงินหลักพันล้านดอลลาร์" ที่ทรัมป์มักอ้างอยู่เสมอว่าอเมริกา "กำลังได้รับ" จากการขายน้ำมันของเวเนซุเอลา

เบสเซนต์ พยักพเยิดสนองรับรองคำพูดของทรัมป์ โดยกล่าว [2] ว่าทั้งน้ำมันและรายได้จากน้ำมันที่เรายึดมาจากประเทศนั้น ถือเป็น "หนึ่งในสินทรัพย์มูลค่าสูงที่สุดเท่าที่เคยปรากฏในงบดุลของสหรัฐฯทีเดียว" มีมูลค่ามหาศาลหลักหมื่นล้านแสนล้านดอลลาร์

ส.ส.แคสเทิน จึงถามเขาด้วยคำถามง่ายๆ ว่า: ช่วยบอกเราได้ไหมว่า ใครเป็นผู้ควบคุมเงินก้อนนั้นและมันอยู่ที่ไหน? คุณยืนยันได้หรือไม่ว่า "เงินเหล่านั้นกำลังไหลไปยังบุคคลต่างๆ ในสหรัฐฯหรือเปล่า?"

เบสเซนต์ ตอบกลับ [3] แค่คำเดียวและมันน่าตกใจมาก เขาบอกว่า: "ไม่ได้" เขาไม่ยอมพูดอะไรทั้งนั้น...

ทรัมป์ฮุบเอาน้ำมันและเงินจากน้ำมันไปหรือเปล่า? เบสเซนต์ ไม่ยอมบอก ทรัมป์ก็ไม่ยอมบอก อันที่จริง ไม่มีใครในระบอบปกครองทรัมป์ยอมบอกเราเลยว่าเงินก้อนนั้นอยู่ที่ไหน หรือใครเป็นคนควบคุมอยู่ หรือแม้กระทั่งว่าใครเป็นผู้รับผลประโยชน์จากดอกเบี้ยที่งอกเงยขึ้นมา

สิ่งที่เราพอจะรู้อยู่บ้างมีดังนี้:

สามวันหลังจากที่ทรัมป์สั่งลักพาตัวประธานาธิบดี มาดูโร พร้อมด้วยภรรยาของเขา จากเวเนซุเอลามายังสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2026 แล้ว ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความ [4] ลงในโซเชียลมีเดียที่ท่วมท้นไปด้วยอิทธิพลพวกนาซีของเขา โดยระบุว่ารายได้จากน้ำมันของเวเนซุเอลาจะถูกควบคุมโดยตัวเขาเอง “ในฐานะที่เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา"

สามวันถัดมา เขาลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร ประกาศ "ภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ" [5] ที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันดังกล่าว เพื่อไม่ให้ศาลหรือเจ้าหนี้รายใดสามารถแตะต้องเงินก้อนนี้ได้ ซึ่งเป็นการหักหลังผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลเวเนซุเอลา ตลอดจนบริษัทน้ำมันต่างๆ ที่เวเนซุเอลาติดหนี้อยู่ราว 150,000 ล้านดอลลาร์

จากนั้น ทรัมป์ก็เริ่มขายน้ำมันที่เรายึดมาจากเวเนซุเอลา ข้อมูลจากสำนักข่าวรอยเตอร์และ สำนักข่าวเซมาฟอร์ (Semafor) ต่างระบุว่าน้ำมันล็อตแรกถูกขายให้กับบริษัทซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์อย่าง วีทอล (Vitol) และ ทราฟิกูรา (Trafigura) ในราคาประมาณ 500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสื่อวอชิงตันโพสต์ รายงานว่าทั้งสองบริษัทมีประวัติฉาวพัวพันกับขบวนการติดสินบน [6] ที่เกี่ยวข้องกับการขายน้ำมัน

และเงินก้อนนั้นไม่ได้ถูกโอนเข้าบัญชีของกระทรวงการคลังตามที่ระบุไว้ในคำสั่งฝ่ายบริหารของทรัมป์เอง แต่กลับถูกโอนไปยังบัญชีธนาคารบัญชีหนึ่งในกาตาร์ [7] ไล่ๆ กับที่ทางคณะผู้นำของประเทศในตะวันออกกลางแห่งนั้นก็เพิ่งมอบเครื่องบินเจ็ตมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์ให้แก่เขา เจ้าหน้าที่ระดับสูงรายหนึ่งชี้แจงกับเซมาฟอร์ว่า ที่เลือกใช้กาตาร์ เนื่องจากเป็น "สถานที่ที่เป็นกลาง" ซึ่งเงินสามารถ "หมุนเวียนได้อย่างอิสระ" โดยปราศจากความเสี่ยงที่จะถูกยึดถูกอายัด

ทางด้านวุฒิสมาชิก เอลิซาเบธ วอร์เรน (Elizabeth Warren) ก็แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง และบอกต่อสาธารณชนถึงสิ่งที่พวกเราส่วนใหญ่ต่างคิดอยู่ในขณะนั้นว่า:

"ไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายใดๆ เลย รองรับให้ประธานาธิบดีสามารถเปิดบัญชีในต่างประเทศที่ตนเองมีอำนาจควบคุม เพื่อนำไปใช้ขายสินทรัพย์ที่กองทัพสหรัฐฯ ยึดมาได้ นี่เป็นความเคลื่อนไหวแบบที่นักการเมืองทุจริตมักจะจ้องหาโอกาสทำเป๊ะเลย"

ในเดือนมกราคมนั้นเอง มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศได้ให้ถ้อยคำต่อวุฒิสภาว่า มีการส่งเงินจำนวน 300 ล้านดอลลาร์ไปยังเวเนซุเอลาเพื่อใช้จ่ายเป็นเงินเดือนข้าราชการ และอีก 200 ล้านดอลลาร์ "ยังคงค้างอยู่" ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ โดยเขาระบุว่าปฏิบัติการทั้งหมดที่ดำเนินอยู่ในเวเนซุเอลานี้ เป็น "สิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน" และเป็น "กลไกชั่วคราว"

ทว่าหนึ่งเดือนต่อมา รัฐมนตรีพลังงาน คริส ไรต์ (Chris Wright) กล่าว [8] ผ่านรายการของช่องโทรทัศน์ธุรกิจการเงิน CNBC ว่า บัญชีดังกล่าวถูกปิดไปแล้ว และจะไม่มีการโอนเงินเข้าหรือผ่านกาตาร์อีกต่อไป... อย่างไรก็ดี จวบจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีใครระบุได้ว่าเงินก้อนนั้นถูกโอนไปที่ใดหรืออยู่ที่ไหน

เงินก้อนนั้นหายไปไหน?

ส.ส. เกรกอรี มีคส์ (Gregory Meeks) สมาชิกอาวุโส (ranking member คำนี้ใช้กับสมาชิกอาวุโสของพรรคการเมืองฝ่ายค้านในขณะนั้น ดังนั้นจึงเป็นการระบุอยู่ในตัวว่า มีคส์ สังกัดพรรคเดโมแครต -ผู้แปล) ของคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎร เรียกสิ่งนี้ว่าเป็น "กองทุนลับนอกระบบ" (offshore slush fund) [9] ส่วน เบสเซนต์ นั้น ย้อนหลังไปในเดือนกุมภาพันธ์ [10] เมื่อเขาถูก ส.ส. แคสเทิน ซักถาม ได้ปฏิเสธที่จะเปิดเผยว่ากระทรวงการคลังใช้บัญชีใดในการดำเนินการ ทั้งที่คำสั่งฝ่ายบริหารของ ทรัมป์ ระบุให้เขาหรือกระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแลกองทุนดังกล่าว ต่อมาในเดือนมีนาคม ทั้ง แคสเทิน และวุฒิสมาชิก คริส แวน ฮอลเลน (Chris Van Hollen) ต่างเรียกร้องให้มีการเปิดเผยตำแหน่งแห่งที่ของเงินก้อนนี้อีกครั้ง [11] แต่ก็ถูกบ่ายเบี่ยงไม่ให้ข้อมูลเช่นเดิม และเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ก็เกิดขึ้นอีกครั้งในสัปดาห์นี้

ขณะเดียวกัน ยอดเงินดังกล่าวก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากวิกฤตการณ์น้ำมันที่ปะทุขึ้นเพราะสงครามอันไร้สติที่ ทรัมป์ ก่อขึ้นกับอิหร่าน สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on Foreign Relations หรือ CFR องค์การคลังสมองชื่อดังที่ตั้งฐานอยู่ในนิวยอร์กและวอชิงตัน) ซึ่งอาศัยข้อมูลการติดตามเรือบรรทุกน้ำมัน จากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) มาจัดทำการประมาณการและนำออกเผยแพร่การประเมินเมื่อเดือนเมษายน ระบุ [12] เอาไว้ดังนี้:

"ในช่วง 4 เดือนแรกที่สหรัฐฯ เข้าควบคุมการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลา มีน้ำมันเกือบ 100 ล้านบาร์เรล คิดเป็นมูลค่าประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์ ถูกส่งผ่านกระบวนการที่ขาดความโปร่งใสและมีการกำกับดูแลน้อยมาก"

เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศรายหนึ่งซึ่งไปให้ถ้อยคำต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนเมษายน ระบุว่า มีเงินราว 3,000 ล้านดอลลาร์ถูกส่งกลับไปยังเวเนซุเอลา แต่ ทรัมป์ ได้ออกมาคุยโว [13] ในเดือนกรกฎาคมว่า สหรัฐฯ ขายน้ำมันเวเนซุเอลาที่ยึดมาได้เป็นมูลค่ากว่า 13,000 ล้านดอลลาร์ และเปรยว่าเขาสามารถโยกย้ายเงินทุนเหล่านั้นไปใช้กับกองทัพสหรัฐฯ หรือที่ใดก็ได้ตามใจชอบ

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มาร์โค รูบิโอ พยายามคลายความกังวลของสภาผู้แทนราษฎรโดยระบุว่า บริษัทสอบบัญชี KPMG "ดำเนินการตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินทุกรายการ" แต่เมื่อนิตยสารรีซั่น (Reason) ซึ่งมีแนวคิดอิสรเสรีนิยม (libertarian) ได้ตรวจสอบเรื่องนี้ในเดือนสิงหาคม กลับพบว่าไม่มีการเปิดเผยข้อมูลทั้งในส่วนของข้อตกลงที่ทำกันในเรื่องนี้ และในส่วนของรายงานการสอบบัญชีแต่อย่างใด [14]

นอกจากนี้ เว็บไซต์ที่ใช้ชื่อว่า "Transparent Sovereignty" (อธิปไตยที่โปร่งใส) ซึ่งรัฐบาลเวเนซุเอลาจัดทำขึ้นเพื่อแสดงข้อมูลการทำธุรกรรมน้ำมันให้ทั่วโลกได้รับรู้นั้น กลับระบุรายการซื้อขายไว้เพียงรายการเดียวเท่านั้น ดูเหมือนว่าทรัมป์ไม่ได้แจ้งให้พวกเขาทราบด้วยซ้ำว่าได้ดำเนินการอย่างไรกับน้ำมันของพวกเขา หรือเงินเหล่านั้นถูกนำไปใช้ในส่วนใด

มันไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันเท่านั้น เมื่อเดือนมีนาคม ดั๊ก เบอร์กัม (Doug Burgum) รัฐมนตรีมหาดไทยได้พาคณะผู้บริหารบริษัทเหมืองแร่ของสหรัฐฯ บินไปที่กรุงการากัส และกลับมาพร้อมกับคุยโวว่าได้ขนทองคำมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ [15] มาด้วย เขาได้ทำข้อตกลงขายทองคำดังกล่าวให้กับบริษัททราฟิกูรา (Trafigura) ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการติดสินบน โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าเงินรายได้จากการขายนั้นถูกนำไปไว้ที่ไหน

นี่เป็นหนึ่งในรูปแบบพฤติกรรมเดิมๆ ซึ่งรัฐผู้ผลิตน้ำมันที่เต็มไปด้วยการทุจริตหลายแห่งเคยทำกันมานานแล้ว และดูเหมือนว่าทรัมป์กำลังเจริญรอยตาม

ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2014 ลามิโด ซานุซี (Lamido Sanusi) ผู้ว่าการธนาคารกลางของไนจีเรีย เผลอเปิดเผยต่อวุฒิสภาของประเทศตัวเองว่า รายได้จากการขายน้ำมันมูลค่าราว 20,000 ล้านดอลลาร์ไม่เคยถูกนำส่งเข้าคลังของชาติเลย

ปฏิกิริยาของประธานาธิบดี กู๊ดลัค โจนาธาน คือการสั่งปลดเขาออกจากตำแหน่ง [16] และตราหน้าว่าเงินก้อนดังกล่าวเป็นเพียง "ปีศาจ" ที่ไม่มีอยู่จริง แต่เมื่อบริษัทไพรซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส (PriceWaterhouseCoopers) เข้ามาสอบบัญชีในภายหลัง ก็พบว่ามีเงินอย่างน้อย 1,480 ล้านดอลลาร์ [17] หายไปอย่างไร้ร่องรอย

ผมเคยทำงานด้านบรรเทาทุกข์ระหว่างประเทศ ในบางประเทศที่มีการทุจริตสูงที่สุดในโลก, เคยถูกเสนอสินบนและถูกข่มขู่เพราะปฏิเสธสินบนเหล่านั้น, และรูปแบบเหตุการณ์ที่ผมเห็นในกรณีนี้ก็ช่างดูคุ้นตาอย่างน่าขนลุก

พวกเขาไม่เคยประกาศว่ามีการยักยอกทรัพย์สินไป เพียงแค่หยุดให้ข้อมูลว่าทรัพย์สินเหล่านั้นถูกส่งไปที่ไหนหรือตกไปอยู่ในมือใคร ผู้คนส่วนใหญ่ก็มักคิดกันต่อเอาเองว่าทุกอย่างคงเรียบร้อยดีเพราะไม่มีข่าวหรือการพูดถึงเรื่องนี้ แล้วประเด็นดังกล่าวก็ค่อยๆ เลือนหายไป

สถานการณ์ปัจจุบันก็เป็นเช่นนั้น กล่าวคือ ทรัมป์ได้กระทำสิ่งต่อไปนี้:

— ประกาศว่าเขาได้ยึดน้ำมันเอาไว้แล้ว
— จากนั้นก็ประกาศว่าได้นำเงินที่ขายน้ำมันได้ไปฝากไว้กับธนาคารในประเทศที่เพิ่งมอบเครื่องบินเจ็ต 747 จำนวน 1 ลำให้เขาฟรีๆ
— ว่าจ้างพวกเทรดเดอร์ที่มีประวัติพัวพันกับการติดสินบนมาเป็นผู้ซื้อขายน้ำมัน
— ปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายละเอียดของสัญญาข้อตกลงต่างๆ
— แต่งตั้งสมาชิกคณะรัฐมนตรีที่เขาเลือกเองกับมือให้รับผิดชอบทั้งเรื่องการเบิกจ่ายและการกำกับดูแล
— จากนั้นก็ส่ง เบสเซนต์ ไปยังสภาเพื่อบอกว่า “ไม่ได้” เมื่อถูกถามว่า ได้โปรดเถอะ เราจะสามารถขอรับรู้ได้หรือไม่ว่าเงินทั้งหมดนั้นหายไปไหน

เวลาเดียวกัน พวก ส.ส.ที่สังกัดพรรครีพับลิกัน ต่างดูเหมือนเกิดอาการขากรรไกรแข็ง อ้าปากพูดไม่ได้ขึ้นมาอย่างกะทันหัน

แต่เมื่อ ส.ส.แคสเทิน และ ส.ส. โจอาควิน แคสโตร (Joaquin Castro) ได้เสนอร่างกฎหมาย "Venezuela Oil Proceeds Transparency Act" (กฎหมายว่าด้วยความโปร่งใสของรายได้จากการขายน้ำมันเวเนซุเอลา) เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อบังคับให้สำนักงานตรวจสอบบัญชีกลาง (GAO) เข้ามาตรวจสอบบัญชีในกาตาร์และธุรกรรมอื่นๆ ที่ตามมาชาวพรรครีพับลิกันก็ปฏิเสธที่จะปล่อยร่างกฎหมายนี้ผ่านออกจากชั้นกรรมาธิการ และไมค์ จอห์นสัน ส.ส.รีพับลิกันซึ่งนั่งเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรอยู่ จะไม่มีทางยินยอมเปิดโอกาสให้นำร่างกฎหมายนี้เข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสภาทั้งสภา

ธอม ฮาร์ทแมนน์ เป็นผู้ดำเนินรายการทอล์กโชว์และเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง “The Hidden History of Monopolies: How Big Business Destroyed the American Dream” (ปี 2020), “The Hidden History of the Supreme Court and the Betrayal of America” (ปี 2019) รวมถึงเล่มอื่นๆ อีกกว่า 25 เล่มที่ได้รับการตีพิมพ์แล้ว

(ข้อเขียนชิ้นนี้ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ข่าว คอมมอน ดรีมส์ https://www.commondreams.org/opinion/trump-venezuela-oil-money?utm_source=Common+Dreams&utm_campaign=cdabd80d74-Top+News+%7C+Thu.+8%2F13%2F26_COPY_01&utm_medium=email&utm_term=0_-998917937b-601609905&mc_cid=cdabd80d74&mc_eid=9d208b9fec)

เชิงอรรถ
[1] https://davidstockman.substack.com/p/scott-bessent-the-very-dumbest-treasury
[2] https://www.rawstory.com/scott-bessent-2677862674/
[3] https://www.rawstory.com/scott-bessent-2677862674/
[4] https://casten.house.gov/imo/media/doc/casten-van_hollen_letter_on_venezuelan_oil_account.pdf
[5] https://www.whitehouse.gov/presidential-actions/2026/01/safeguarding-venezuelan-oil-revenue-for-the-good-of-the-american-and-venezuelan-people/
[6]https://www.washingtonpost.com/business/2026/01/29/trump-venezuela-oil-vitol-trafigura-bribes/
[7] https://www.semafor.com/article/01/14/2026/us-gets-first-500-million-venezuelan-oil-deal-holding-some-proceeds-in-qatar
[8] https://www.cnbc.com/2026/02/13/venezuela-oil-sales-qatar-chris-wright-trump.html
[9] https://democrats-foreignaffairs.house.gov/2026/2/meeks-presses-state-department-for-documents-on-qatar-account-holding-venezuela-s-oil-revenue
[10] https://casten.house.gov/media/press-releases/casten-castro-propose-measure-to-investigate-trumps-questionable-handling-of-venezuelan-oil-money
[11] https://casten.house.gov/media/press-releases/casten-van-hollen-push-for-answers-on-venezuelan-oil-proceeds-in-us-treasury-run-accounts
[12] https://www.cfr.org/articles/the-u-s-took-over-venezuelas-oil-industry-where-has-all-the-money-gone
[13] https://www.cnbc.com/2026/07/27/trump-says-us-has-sold-more-than-13-billion-of-venezuela-oil-.html
[14] https://reason.com/2026/08/07/trump-says-he-took-venezuelas-oil-heres-what-actually-happened/
[15] https://www.cnbc.com/2026/03/25/venezuela-gold-burgum-trump-rodriguez-maduro.html
[16] https://www.foxnews.com/world/international-auditors-at-least-1-48-billion-missing-from-nigerian-oil-account
[17] https://www.foxnews.com/world/international-auditors-at-least-1-48-billion-missing-from-nigerian-oil-account