สี จิ้นผิง ผู้นำจีน จะเดินทางเยือนสหรัฐฯในสัปดาห์นี้ เพื่อพูดคุยเจรจากับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ จากคำยืนยันของปักกิ่งในวันจันทร์(21ก.ย.) พร้อมแสดงความหวังว่าการประชุมดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้าง "เสถียรภาพทางยุทธศาสตร์" ระหว่างสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก ความเคลื่อนไหวที่ดับกระแสข่าวลือเกี่ยวกับอาการป่วยขั้นรุนแรงของผู้นำจีนระหว่างการประชุมซัมมิตกลุ่ม BRICS ที่อินเดีย เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ขณะเดียวกันวอชิงตันก็ยืนยันอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการพบปะกันระหว่างผู้นำทั้ง 2 ในความพยายามหาจุดร่วมในข้อพิพาททางการค้า, ปัญญาประดิษฐ์และประเด็นทางยุทธศาสตร์อย่างกว้างๆอื่นๆ ในนั้นรวมถึงสงครามในตะวันออกกลางของทรัมป์
ถ้อยแถลงของรัฐบาลจีน ระบุว่า สี จะเดินทางเยือนสหรัฐฯแบบรัฐพิธีตั้งแต่วันพุธ(23ก.ย.) จนถึงวันศุกร์(25ก.ย.) ขณะที่ กัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ บอกว่าผู้นำทั้ง 2 "จะมีการแลกเปลี่ยนมุมมองในเชิงลึกเกี่ยวกับประเด็นหลักๆที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ รวมไปถึงสันติภาพโลกและการพัฒนา"
"ปักกิ่งจะทำงานร่วมกับสหรัฐฯ เพื่อเสริมสร้างเนื้อหาสาระของความสัมพันธ์ด้านเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์เชิงสร้างสรรค์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ และจัดการความเห็นต่างทั้งหลายอย่างเหมาะสม" เขากล่าว
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯรายหนึ่งยืนยันว่า ทรัมป์ จะให้การต้อนรับ สี ด้วยตนเอง ณ ฐานทัพอากาศร่วมแอนดรูวส์ในวันพุธ(23ก.ย.) ก่อนทั้ง 2 จะประชุมกันในวันต่อมา ทั้งนี้ครั้งที่ผู้นำสหรัฐฯเดินทางเยือนปักกิ่งแบบรัฐพิธีเมื่อเดือนพฤษภาคม ผู้ให้การต้อนรับทรัมป์ ได้แก่รองประธานาธิบดีจีน "ผมจะพูดคุยหารือกับเขาในเกือบทุกเรื่อง" ทรัมป์บอกกับพวกผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันเมื่อวันอาทิตย์(20ก.ย.)
สงครามการค้าที่กำลังคุกรุ่นระหว่าง 2 ชาติเป็นหนึ่งในความกังวลหลัก แม้ทั้งสองฝ่ายยังคงไว้ซึ่งการพักมาตรการรีดภาษีตอบโต้กันไปมาเป็นเวลาเกือบ 1 ปีแล้ว แต่ก็ยังคงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่ยั่งยืนหนึ่งใด
เวลานี้ เหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน หัวหน้าคณะเจรจาทางการค้าของจีน อยู่ในสหรัฐฯ สำหรับประชุมเจรจากับ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังของอเมริกา มีรายงานว่าทั้ง 2 คนหารือเกี่ยวกับการจัดตั้งช่องทางการสื่อสาร สำหรับความกังวลด้านปัญญาประดิษฐ์(เอไอ) ตอนที่พบปะกันในวันอาทิตย์(20ก.ย.)
กระแสเตือนภัยเกี่ยวกับหายนะจากเอไอ ได้กลายเป็นประเด็นหนักใจที่ปกคลุมการประชุมซึ่งกำลังจะมาถึง ในขณะที่ทั้งสองประเทศต่างเร่งแข่งขันเพื่อชิงความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีในด้านนี้ "สหรัฐฯ ได้เสนอให้มีกลไกการแจ้งเตือนระหว่างทั้งสองประเทศ" เบสเซนต์กล่าว "การแจ้งเตือนดังกล่าวมีไว้สำหรับ เหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น หรือสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งยกระดับความรุนแรงขึ้นจนถึงขั้นกระทบต่อความมั่นคงของชาติ" เขาระบุ
สงครามอิหร่านของทรัมป์ก็ครอบงำการประชุมเช่นกัน ในขณะที่จีนหาทางหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ซึ่งกำหนดเล่นงานประเทศต่างๆที่คบค้ากับอิหร่าน
จีนเป็นหนึ่งในคู่หูทางเศรษฐกิจลำดับต้นๆของอิหร่านและผู้สนับสนุนทางการทูตรายสำคัญ จีนเป็นผู้ซื้อเกือบทั้งหมดในกำลังผลิตน้ำมันของอิหร่าน และหาทางเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยนยุติสงครามที่ลากยาวเข้าสู่เดือนที่ 7 อย่างไรก็ตามพวกนักวิเคราะห์ เตือนว่าความคาดหวังต่อการประชุมระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง นั้นอยู่ในระดับต่ำ
คำแถลงยืนยันเกี่ยวกับการเดินทางเยือนสหรัฐฯของสี จิ้นผิง ในครั้งนี้ มีขึ้นตามหลังมีกระแสข่าวลือว่าเขาล้มป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองขณะร่วมประชุมซัมมิตกลุ่มบริกส์ ในกรุงนิวเดลี ระหว่างที่ 12-13 กันยายนที่ผ่านมา คำกล่าวอ้างที่ไม่มีการยืนยันดังกล่าว ถูกเผยแพร่บนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ โดย เซี่ย ว่านจวิน นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวจีนที่ลี้ภัยอยู่ในสหรัฐฯ แต่เขาไม่ได้ให้หลักฐานทางการแพทย์ยืนยันคำกล่าวอ้างแต่อย่างใด
เซี่ย ว่านจวิน อ้างว่า สี ล้มฟุบระหว่างการประชุมซัมมิตในนิวเดลี และได้รับความช่วยเหลือฉุกเฉินจากทีมงานทางการแพทย์ของเขาที่เดินทางมาด้วย เซี่ย ว่านจวิน บอกต่อว่าหลังจากเดินทางกลับถึงจีนแล้ว สี ถูกนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพ บินจากสนามบินปักกิ่งไปยังโรงพยาบาลและโรงเรียนแพทย์กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน หรือที่เรียกกันว่า โรงพยาบาล 301
ทาง เซี่ย ว่านจวิน กล่าวว่า "สี จิ้นผิง" ยุติการเยือนอินเดียและเดินทางกลับกรุงปักกิ่งก่อนกำหนด ก่อนที่การประชุมสุดยอด BRICS จะเสร็จสิ้นลงด้วยซ้ำ ขณะขึ้นเครื่องบิน สี จิ้นผิง เดินด้วยความยากลำบาก ก้าวเดินดูไม่มั่นคง ร่างกายเอียงไปทางซ้ายซ้ำๆ เขายังให้ดูคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นผู้นำจีนวัย 71 ปี กำลังเดินขึ้นบันไดเครื่องบินด้วยท่าทางที่ไม่มั่นคง"
อย่างไรก็ตามกำหนดการที่ทางการจีนเผยแพร่ระบุว่า ประธานาธิบดีสีจะเดินทางกลับในวันสุดท้ายของการประชุมซัมมิต และตารางเวลาดังกล่าวไม่ได้สนับสนุนข้อสันนิษฐานที่ว่าเขาเดินทางกลับก่อนกำหนดอย่างกะทันหันแต่อย่างใด แม้ไม่สามารถยืนยันถึงสถานะทางสุขภาพของเขา หลังจากเดินทางกลับถึงกรุงปักกิ่งได้ก็ตาม
เซี่ย ว่านจวิน ระบุต่อว่าคณะผู้เชี่ยวชาญวินิจฉัยว่า สี ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน พร้อมอ้างว่าการที่ สี เลือกเดินทางกลับมายังปักกิ่ง โดยไม่ยอมเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลอินเดีย ทำให้เขาพลาดโอกาสการรักษาที่สำคัญ กระนั้นก็ตามทั้งการวินิจฉัยและข้อกล่าวหาเรื่องความล่าช้าในการรักษานั้น ยังไม่มีการยืนยันโดยอิสระใดๆ
ทั้งนี้ เซี่ย ว่านจวิน ยังบ่งชี้ด้วยว่าอาการป่วยในครั้งนี้ อาจกระทบต่อกำหนดการเดินทางเยือนสหรัฐฯของ สี จิ้นผิง ในช่วงปลายเดือนกันยายน อย่างไรก็ตามจากคำยืนยันล่าสุดของรัฐบาลจีน ดูเหมือนว่ามันจะไม่เป็นเช่นนั้น
(ที่มา:เอเอฟพี/เอเจนซี)


