ไทยก้าวสู่ระเบียบโลกใหม่ เข้าร่วม BRICS Plus ชูยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยง เปิดช่องทางการค้าใหม่ ลดการพึ่งพาดอลลาร์ ใช้เงินสกุลท้องถิ่นและพร้อมเพย์กระตุ้นเศรษฐกิจท่ามกลางโลกผันผวน
การประชุมผู้นำ BRICS ครบรอบ 20 ปี ณ ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 12-13 กันยายน ที่ผ่านมา ได้กระชับบริบทและจุดยืนของกลุ่ม BRICS ซึ่งปัจจุบันกลุ่มได้ยกระดับเป็น BRICS Plus ประกอบด้วยสมาชิกหลัก 10 ประเทศ และประเทศพันธมิตร 10 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยก็ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรตั้งแต่ปี 2568
กล่าวได้แล้วว่ากลุ่ม BRICS คือกระบอกเสียงซีกโลกใต้ (Global South) โดยจุดประสงค์หลักของกลุ่มไม่ได้มีเพื่อต่อต้านชาติตะวันตก ล้มล้างเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หรือยกเลิกระบบ S.W.I.F.T. แต่เพื่อสร้างความเท่าเทียมและเป็นตัวแทนให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (ซีกโลกใต้) ที่มักเสียเปรียบกติกาขององค์กรโลกบาลที่ควบคุมโดยกลุ่มประเทศร่ำรวย (G7)
การประชุมครั้งล่าสุดนี้ เน้นแนวคิด Resilience หรือความยืดหยุ่น ซึ่งหมายถึงความสามารถในการปรับตัวและฟื้นฟูจากภาวะวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความผันผวนของโลก
ความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบ
ขณะที่สงครามในตะวันออกกลางทำให้เกิดข้อพิพาทโดยตรงระหว่าง อิหร่าน และ UAE (สมาชิก BRICS ทั้งคู่) จนที่ประชุมต้องใช้เวลาไกล่เกลี่ยอย่างหนักก่อนจะออกแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจและประณามการโจมตีพลเรือนได้
แม้ความขัดแย้งนี้จะอยู่ห่างไกล แต่ไทยได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาพลังงานและค่าขนส่งที่พุ่งสูง รวมถึงกรณีลูกเรือชาวไทย 3 รายเสียชีวิตจากการโจมตีเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
การมีส่วนร่วมในระเบียบโลก (ซีกโลกใต้) นี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ชี้ว่าการเข้าร่วม BRICS เป็นยุทธศาสตร์ "Beyond Thailand" ที่ไทยต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางของโลก ไม่ใช่เพียงแค่มองผลประโยชน์เฉพาะหน้า
การเข้าร่วมฯ ยังช่วยกระจายความเสี่ยงทางการค้า เพื่อรับมือกับมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ไทยได้เจรจาขยายโอกาสใหม่ๆ ได้แก่ นโยบาย Thailand-Africa Initiative ร่วมมือด้านการเกษตรและประมงกับเอธิโอเปียและไนจีเรีย,
ยังมีการเจรจา FTA กับกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) ผ่านคาซัคสถาน เพื่อเข้าถึงตลาดเอเชียกลางและหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย
การใช้ระบบ BRICS Pay อาทิบล็อกเชนและเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (เช่น ดิจิทัลหยวน/รูปี) เชื่อมโยงระบบชำระเงินระหว่างประเทศ ยังจะเป็นกลไกทางเลือกเศรษฐกิจและการเงิน
เพราะเมื่อผู้ส่งออกไทยสามารถซื้อขายผ่านสกุลเงินท้องถิ่นได้โดยตรง ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแปลงค่าเงินผ่านดอลลาร์สหรัฐฯ ย่อมเป็นประโยชน์ในการลดต้นทุน
นักท่องเที่ยวจากจีน รัสเซีย และอินเดีย ยังสามารถใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลสแกนจ่ายค่าบริการผ่านระบบ "พร้อมเพย์" ของไทยได้ทันที อันเป็นการกระตุ้นการจับจ่ายในการท่องเที่ยว
ทั้งเป็นช่องทางรับชำระเงินที่ปลอดภัยสำหรับธุรกิจไทยที่ต้องการค้าขายทรัพยากรกับประเทศที่ถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตร เช่น รัสเซีย หรือ อิหร่าน
ขณะที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่ที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกแทน IMF และธนาคารโลก คือการเปิดโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนาเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคงทางอาหาร และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยปราศจากเงื่อนไขที่เข้มงวดเกินไป จนทำให้ประเทศทางกลุ่มซีกโลกใต้เส้นศูนย์สูตร ไม่เคยได้รับมาก่อน


