MGR Online - เวียดนามก้าวขึ้นมาเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดอันดับ 5 ของสหรัฐฯ โดยขยับขึ้น 5 ขั้นจากปีก่อนหน้า ท่ามกลางการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการค้าระหว่างสองประเทศ โดยข้อมูลจากกรมศุลกากรเวียดนามระบุว่ามูลค่าการค้าระหว่างเวียดนามและสหรัฐฯ พุ่งแตะ 1.37 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม ซึ่งยังคงรักษาการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
สหรัฐฯ ยังคงเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกที่สำคัญที่สุดของเวียดนาม โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 32.1% ของมูลค่าการส่งออกรวมของประเทศ
สถิติจากสหรัฐฯ ระบุว่า ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม เวียดนามได้กลายเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดอันดับ 5 ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการเลื่อนอันดับขึ้นมา 5 ขั้น เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
ความสัมพันธ์ด้านการลงทุนระหว่างสองประเทศก็มีความแข็งแกร่งขึ้นเช่นเดียวกัน โดย ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม สหรัฐฯ มีโครงการลงทุนที่ดำเนินการอยู่ในเวียดนาม 1,587 โครงการ โดยมีมูลค่าทุนจดทะเบียนรวมประมาณ 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในช่วง 7 เดือนของปี 2569 นักลงทุนสหรัฐฯ ได้จดทะเบียนเงินลงทุนใหม่รวมมูลค่า 437.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมโครงการที่ได้รับใบอนุญาตใหม่ 86 โครงการ เพิ่มขึ้น 67.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
การลงทุนของเวียดนามในสหรัฐฯ ก็ขยายตัวเช่นเดียกัน โดย ณ สิ้นเดือนเมษายน เวียดนามมีโครงการลงทุนในสหรัฐฯ 279 โครงการ โดยมีมูลค่าทุนจดทะเบียนรวมประมาณ 1.45 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในนักลงทุนต่างชาติรายหลักของเวียดนาม โดยบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ เช่น HP, NVIDIA, FedEx, UPS และ Excelerate Energy ต่างแสดงความสนใจที่จะขยายการดำเนินงานและการลงทุนในเวียดนาม
ในช่วงเวลาเดียวกัน บริษัทของเวียดนาม เช่น FPT และ VinFast ก็กำลังเดินหน้าเพิ่มการลงทุนในสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง
ในด้านการค้าสินค้า เวียดนามได้พัฒนาขึ้นเป็นฐานการผลิตที่สำคัญและเป็นหนึ่งในคู่ค้าหลักของสหรัฐฯ โดยเวียดนามเป็นผู้จัดหาสินค้าสำคัญให้กับตลาดสหรัฐฯ เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค เฟอร์นิเจอร์ เซมิคอนดักเตอร์ เสื้อผ้า และรองเท้า
ส่วนสินค้าส่งออกหลักที่สหรัฐฯ ส่งมายังเวียดนาม ประกอบด้วย ฝ้าย เครื่องบินพลเรือนและชิ้นส่วนอากาศยาน เซมิคอนดักเตอร์ และสินค้าเกษตรหลายประเภท
ท่ามกลางความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุนที่ขยายตัว คาดว่าสองประเทศจะเดินหน้าสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและการค้าที่มีเสถียรภาพ สมดุล และสามารถคาดการณ์ได้ ที่จะช่วยเสริมความเชื่อมมั่นในระยะยาวให้แก่ภาคธุรกิจของทั้งสองฝ่าย.


