(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/09/land-of-smiles-takes-anti-semitic-turn-as-thai-israel-ties-fray/)
Land of Smiles takes anti-Semitic turn as Thai-Israel ties fray
by Richard S Ehrlich
18/09/2026
การขุดศพขึ้นมาจาก ‘สุสานเถื่อน’, การชุมนุมประท้วงที่กลายเป็นไวรัล, และเพลงต่อต้านชาวยิวของร็อกสตาร์, เหล่านี้เผยให้เห็นความเดือดดาลที่กำลังบานปลายขยายตัวของชาวไทย ต่อผู้มาเยือนและนักลงทุนชาวอิสราเอล
กรุงเทพฯ - ทางการไทยได้ขุดศพมนุษย์ 4 ศพซึ่งถูกฝังอยู่ใน 'สุสานยิว' ที่ผิดกฎหมายแห่งหนึ่ง เมื่อวันพุธ (16 ก.ย.) ที่ผ่านมา ท่ามกลางการสืบสวนและตรวจสอบที่ขยายตัวออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ ในเรื่องซึ่งชาวอิสราเอลถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายของไทย จากการทำข้อตกลงอสังหาริมทรัพย์ที่หลอกลวงและการดำเนินธุรกิจที่ทำกำไรมหาศาล โดยที่เรื่องเช่นนี้กำลังกลายเป็นสิ่งสร้างความตึงเครียดระหว่างกรุงเทพฯ กับเทลอาวีฟ
การขุดศพขึ้นมาอย่างสยดสยองนี้ เกิดขึ้นในขณะที่กองกำลังความมั่นคงและเจ้าหน้าที่กระทรวงทบวงกรมต่างๆ ของไทย กำลังมุ่งให้ความสนใจไปที่พื้นที่เชิงพาณิชย์ซึ่งมีนักท่องเที่ยวหนาแน่น อย่างในกรุงเทพฯ, ภูเก็ต, พัทยา, เกาะสมุย, เกาะพะงัน, และ ปาย
การสืบสวน, การจับกุม, การยึดทรัพย์สิน, การเนรเทศ, รวมทั้งการดำเนินคดีความที่เวลานี้ยังไม่สิ้นสุดกระบวนการ ซึ่งมีชาวต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวอิสราเอล กำลังเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกอ่อนไหวทางชาตินิยมในไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ
เพื่อเป็นการแสดงความรู้สึกต่อต้านอิสราเอล แอ๊ด คาราบาว ร็อกสตาร์ชื่อดังชาวไทยซึ่งมีชื่อจริงว่า ยืนยง โอภากุล ได้ปล่อยเพลงใหม่ของเขาในเดือนกันยายนนี้ โดยใช้ชื่อเพลงว่า “คนยิวมาจากไหน”
ชื่อของเพลงนี้ “คนยิวมาจากไหน” --แปลตามตัวอักษรเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า “Person Jew From Where?” ขณะที่เนื้อเพลงเตือนว่า
“ไซออนนิสต์, ไซออนนิสต์, ไซออนนิสต์
อิสราเอลไม่ใช่คนไทย
ผืนแผ่นดินไทยไม่ใช่คานาอัน
ผืนแผนดินไทยไม่ใช่อิสราเอล”
รายงานข่าวระบุว่า แอ๊ด คาราบาว ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กว่า เขาสนับสนุนการรวมตัวชุมนุมกันเพื่อปกป้องไม่ให้ชาวอิสราเอลที่ยังไม่ทราบจำนวนซึ่งกำลังเข้ายึดครองจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศไทย เป็นต้นว่า เกาะพะงัน เกาะเขตทรอปิคอลทางภาคใต้ และอำเภอปาย เมืองรีสอร์ตภูเขาทางภาคเหนือ
ป้ายเขียนข้อความภาษาอังกฤษว่า “Jews Out” (คนยิวออกไป) แผ่นหนึ่ง ซึ่งปรากฏขึ้นในกรุงเทพฯ ระหว่างการชุมนุมประท้วงของชาวไทยอนุรักษนิยมและรอยัลลิสต์จำนวนราว 300 คนที่บริเวณด้านหน้าสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลเมื่อวันที่ 10 กันยายน ถูกมองกันอย่างกว้างขวางว่า เป็นการขานรับอย่างน่ากลัวอันตรายของข้อความต่อต้านชาวเซมิติก (antisemitic การต่อต้านชาวยิว) ของพวกนาซีในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งนี้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของสื่อและชาวอนุรักษนิยมผู้มีวาทศิลป์ดุเดือดเผ็ดร้อนชาวไทย คือ หัวหอกของการประท้วงครั้งนี้
“ผู้เข้าร่วมที่เป็นชาวไทยผู้หนึ่ง ซึ่งบางทีอาจไม่ได้ตระหนักถึงความเกี่ยวข้องผูกพันของวลีนี้กับพวกนาซี ได้ชูแผ่นป้ายแผ่นหนึ่งที่เขียนข้อความว่า ‘Jews Out’” บางกอกโพสต์ (Bangkok Post) สื่อหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษในไทยระบุ โดยที่ในการชุมนุมประท้วงที่ใช้ชื่อว่า “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” คราวนี้ ยังมี สิรณัฐ “ทราย” สก็อต แอคติวิสต์เซเลบฯชาวไทย ถือแผ่นป้ายที่เขียนข้อความว่า “Keep Zionist Expansion Out of Thailand” (อย่าปล่อยให้พวกไซออนนิสต์มาขยายอิทธิพลในประเทศไทย)
ในอีกช่วงจังหวะหนึ่ง ขณะที่มือของเขาถือธงชาติไทย สก็อต ซึ่งเป็นลูกหลานคนหนึ่งในตระกูลเจ้าของเบียร์สิงห์ของไทย บอกกับผู้สื่อข่าวว่า ข้อความที่เขาต้องการส่งถึงเอกอัครราชทูตอิสราเอลก็คือ “ไสหัวออกไป! เราไม่ต้องการคุณที่นี่ เราไม่ต้องคุณและทหาร IDF ของคุณในประเทศไทย”
(หมายเหตุผู้แปล IDF ย่อมาจาก Israel Defense Forces ซึ่งก็คือกองทัพอิสราเอลนั่นเอง ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Israel_Defense_Forces)
“เราเป็นชาติแห่งสันติภาพ แต่เราก็ไม่หวาดกลัวที่จะซัดคุณให้เละ” สก็อต กล่าว
สำหรับทางด้าน อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ (Alona Fisher-Kamm) เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประไทศไทย กล่าวภายหลังการชุมนุมประท้วงคราวนี้ว่า “ถ้าการชุมนุมเป็นเพียงเรื่องเกี่ยวกับการให้ชาวอิสราเอลประพฤติตนให้ดีขึ้น หรือการประท้วงการปรากฏตัวของชาวอิสราเอลในประเทศไทยแล้ว การตะโกนคำขวัญว่า “ปลดปล่อยปาเลสไตน์” (Free Palestine) และการดูหมิ่นชาวยิวต่างๆ ก็ไม่ควรเกิดขึ้นมาตรงนั้น”
“มีหลายๆ พื้นที่ (ในประเทศไทย) ที่ข้อมูลบ่งชี้ว่าชาวอิสราเอลเข้ามีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญ อย่างเช่น กรณีการซื้อที่ดินอย่างผิดกฎหมาย และยังมีกรณีปัญหาที่ร้ายแรงเกิดขึ้น” เธอกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Ynet ของอิสราเอลเมื่อวันที่ 15 กันยายน “ทั้งการดูหมิ่นผู้คน, การตะโกนด่าทอ, การทะเลาะวิวาท, รวมถึงการเปิดเพลงและส่งเสียงดังรบกวนในยามวิกาล ทำให้เกิดความรู้สึกว่าชาวอิสราเอลคิดว่าตนเองสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ” เธอกล่าว
ขณะที่ Khao Sod English news (ข่าวภาษาอังกฤษของเว็บไซต์ข่าวสด) รายงานว่า คนไทยมีความกังวลเกี่ยวกับ "ชาวอิสราเอลที่เข้ามาอาศัยในประเทศไทยบางคน ซึ่งพวกเขาเกรงว่ากำลังวางแผนจะปักหลักในประเทศไทย และเข้าควบคุมอสังหาริมทรัพย์, ธุรกิจต่างๆ, และแม้กระทั่งบ่อนทำลายอธิปไตยของไทย"
"โดยพื้นฐานแล้วมันเป็นเรื่องของการผสมผเสกันระหว่างความกลัวชาวต่างชาติ, การที่ประเทศหนึ่ง (ซึ่งก็คือประเทศไทย) กำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจซบเซา, แล้วยังมีความคับข้องไม่พอใจกันจริงๆ, บวกกับการที่บางคนคัดค้านเรื่องที่อิสราเอลประพฤติตัวอย่างไร้ความปรานีในฉนวนกาซา, ในเขตเวสต์แบงก์ที่พวกเขายึดครองอยู่ และล่าสุดคือในอิหร่าน" Khao Sod English news ระบุเช่นนี้ในรายงานที่พาดหัวข่าวว่า “กระแสความรู้สึกต่อต้านอิสราเอลที่กำลังเติบโตในประเทศไทย
ในปัจจุบัน มีชาวอิสราเอลในประเทศไทย รวมทั้งผู้ที่เปลี่ยนมาถือสัญชาติไทยแล้ว ได้ดำเนินธุรกิจต่างๆ เช่น โรงแรม, ร้านอาหาร, และบริษัทนำเที่ยว โดยที่มีการติดป้ายภาษาฮีบรู และมักจะรวมกลุ่มกันอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวที่พลุกพล่าน
ณ สุสานชาวยิวที่ผิดกฎหมายในประเทศไทยที่กล่าวถึงในตอนต้น ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงเทพฯไปทางทิศตะวันออกประมาณ 60 กิโลเมตร (40 ไมล์) ในจังหวัดฉะเชิงเทรา พบร่างผู้เสียชีวิต 4 ราย ซึ่งดูเหมือนจะเป็นชายชาวอิสราเอล 3 ราย และหญิงชาวอังกฤษ 1 ราย โดยเจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า การระบุตัวตนในเบื้องต้นเป็นเพียงการตรวจหลักฐานที่เป็นเอกสารเท่านั้น และยังต้องรอผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานจากทางนิติเวชเพื่อยืนยันความถูกต้องอีกครั้ง
เอกสารที่พบระบุว่า ชาวอิสราเอลคนหนึ่งเสียชีวิตในปี 2023 เมื่อตอนที่สุสานแห่งนี้ยังคงได้รับใบอนุญาต ส่วนชายชาวอิสราเอลอีกสองคนเสียชีวิตในปี 2025 และหญิงชาวอังกฤษเสียชีวิตในปี 2026 ทั้งนี้ร่างของพวกเขาจะถูกนำไปฝังใหม่, เผา, หรือเก็บรักษาไว้ --ซึ่งสันนิษฐานกันว่าอาจเป็นการแช่เย็นหรือการฉีดฟอร์มาลีน –ที่สุสานแห่งอื่น
สุสานผิดกฎหมายที่ร่างของพวกเขาถูกฝังไว้นั้น ก่อนหน้านี้ได้ถูกพวกเจ้าหน้าที่ระงับไม่ให้ต่ออายุใบอนุญาต โดยมีรายงานกล่าวหาว่า สุสานแห่งนี้อยู่ใกล้กับลำคลองสาธารณะมากจนอยู่ในขั้นอันตราย และอาจส่งผลให้น้ำปนเปื้อนสารพิษได้ อย่างไรก็ตาม เอกสารอสังหาริมทรัพย์ของที่ดินผืนนี้กลับระบุว่า สุสานนี้ตั้งอยู่ห่างจากลำคลองจนอยู่ในระยะที่ปลอดภัย
ทางด้าน นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเมื่อวันที่ 7 กันยายน ว่า “สุสานแห่งนี้ไม่มีใบอนุญาต” เนื่องจากใบอนุญาตระยะเวลา 3 ปี ซึ่งออกให้ในปี 2021 ได้หมดอายุลงแล้วในปี 2023 ตามข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย สุสานดังกล่าวนี้ดำเนินงานโดยบริษัท กาน ชาบัด จำกัด (Kan Chabad Co. Ltd)
เวลานี้เจ้าหน้าที่ไทยต้องการตรวจสอบให้ชัดเจนว่าว่า บริษัท กาน ชาบัด และสุสานดังกล่าว มีความเชื่อมโยงทางการเงินใดๆ กับศูนย์ชาบัด (Chabad Houses) จำนวนไม่กี่แห่งที่ตั้งกระจายออกไปทั่วประเทศไทยหรือไม่ และระบบการเงินของพวกเขาถูกต้องเป็นระเบียบเรียบร้อยดีหรือไม่
ในระดับทั่วโลกนั้น มีศูนย์ชาบัด มากกว่า 3,000 แห่ง ตั้งอยู่ในกว่า 100 ประเทศ ซึ่งบริหารงานโดยสาขาชาบัด-ลูบาวิตช์ (Chabad-Lubavitch) ที่เป็นแขนงหนึ่งของศาสนายูดาห์ฮาซิดิกนิกายออร์ทอดอกซ์ (Orthodox Hasidic Judaism) โดยนิกายนี้มีต้นกำเนิดในยุโรปตะวันออก และได้รับความนิยมอย่างมากในย่านคราวน์ไฮตส์ (Crown Heights) ของเขตบรูกลิน (Brooklyn) ในนครนิวยอร์ก, สหรัฐฯ
การก่อตั้งศูนย์ชาบัด เริ่มขึ้นในทศวรรษ 1950 โดย เมนาเฮม ชเนอร์ซอน (Menachem Schneerson) แรบไบ (rabbi หรือ รับบี แปลว่าผู้สอนศาสนา) นิกายลูบาวิตช์ ผู้ล่วงลับ สถานที่เหล่านี้ให้บริการต่าง ๆ แก่ชาวยิว ทั้งที่เป็นผู้อยู่อาศัยในพื้นที่และผู้มาเยือน บริการเหล่านี้มีดังเช่น อาหารโคเชอร์ (kosher - อาหารที่ถูกต้องตามหลักศาสนายิว), พิธีกรรมทางศาสนาในโบสถ์ยิวโดยแรบไบ, ชั้นเรียนศึกษาคัมภีร์โตราห์ (Torah), อ่างหรือสระน้ำชำระล้างทางศาสนาของชาวยิว และสถานพยาบาล, การกู้ยืมทางการเงิน, ชมรมต่างๆ เพื่อการเข้าสังคม, การเยี่ยมผู้ต้องขังในเรือนจำ, การต้อนรับและบริการอื่น ๆ
เยฮูดา คาปลูน (Yehuda Kaploun) ผู้แทนพิเศษกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ด้านการเฝ้าระวังและต่อต้านการกีดกันชาวยิว (Antisemitism) ก็เป็นชาวอิสราเอล-อเมริกัน ที่เป็นแรบไบ นิกายชาบัด-ลูบาวิตช์
“เขาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาหลักของสหรัฐฯว่าด้วยประเด็นปัญหาต่อต้านการกีดกันชาวยิว” คำแถลงของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯระบุ ภายหลังเขาได้รับแต่งตั้งจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในเดือนธันวาคม 2025
แรบไบฮาซิดิกที่มีเคราสีเทาผู้นี้ โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมาว่า เขามี “ความกังวลเป็นอย่างมากจากการที่มีการใช้ถ้อยคำแบบต่อต้านกีดกันชาวยิวเพิ่มสูงขึ้นในประเทศไทย ... กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯยังคงติดต่ออย่างใกล้ชิดกับทางการไทยเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าประชาคมชาวยิวจะได้รับการปกป้องคุ้มครอง”
ที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นเกาะที่มีชื่อเสียงได้รับความนิยมจากพวกนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศและชาวต่างชาติที่มีฐานะร่ำรวย เจ้าหน้าที่ได้เริ่มเข้าตรวจสอบศูนย์ชาบัด ของภูเก็ต เมื่อวันที่ 15 กันยายน โดยครอบคลุมถึงกิจกรรมการระดมทุนทั้งหมด, การครอบครองที่ดินบนเกาะ, ใบอนุญาตต่าง ๆ, การอนุมัติการก่อสร้าง, ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ, และโครงสร้างทางธุรกิจ, เพื่อพิจารณาว่าศูนย์ชุมชนชาวยิวแห่งนี้มีการละเมิดกฎหมายใด ๆ หรือไม่
ในบรรดาหน่วยงานของไทยที่ดำเนินการสอบสวนกรณีศูนย์ชาบัด ในจังหวัดภูเก็ต คราวนี้ มีกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) รวมอยู่ด้วย หน่วยงานซึ่งมีอำนาจมากของไทยแห่งนี้ปกติแล้วมุ่งเน้นที่เรื่องการก่อความไม่สงบจากกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูในพื้นที่ภาคใต้ของไทย ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมายาวนานหลายสิบปีแล้ว
กอ.รมน. เริ่มต้นจากการเป็นกองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯในช่วงทศวรรษ 1950 เพื่อต่อต้านผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามเย็น แต่ในปัจจุบัน กอ.รมน. ทำงานรับมือทั้งกับปัญหาการลักลอบค้ายาเสพติด, มิจฉาชีพออนไลน์, การค้ามนุษย์, การเข้าเมืองผิดกฎหมาย, และปัญหาความมั่นคงที่มีความซับซ้อนอื่นๆ
รัฐมนตรีต่างประเทศ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ของไทยได้พบกับเอกอัครราชทูต อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ ของอิสราเอลประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 กันยายน เพื่อหารือปัญหาสำคัญ 2 ประการที่เกี่ยวข้องกับชาวอิสราเอล
"นี่เป็นการสนทนาที่ตรงไปตรงมาและเข้าถึงประเด็นสำคัญ" สีหศักดิ์ กล่าว "ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่กำลังสร้างความกังวลอย่างแท้จริงให้กับประชาชนชาวไทย โดยเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกี่ยวข้องกับชาวอิสราเอลที่อยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นในฐานะนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่ทำธุรกิจที่นี่ก็ตาม" เขากล่าว
“ชาวต่างชาติทุกคน ไม่ว่าจะสัญชาติใด ที่กระทำความผิดกฎหมายในประเทศไทย จะต้องถูกบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเช่นเดียวกัน”
ปัญหาประการที่สองที่พวกเขาหารือกันนั้น เกี่ยวข้องกับการที่ชาวอิสราเอลถูกมองมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเป็นพวกชอบเสียงดัง, หยาบคาย, เจ้าเล่ห์, และหยิ่งยโส เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนไทยในที่สาธารณะ –ซึ่งส่งผลให้มีการอัปโหลดวิดีโอพฤติกรรมที่น่าตกใจและคำดูถูกเหยียดหยามของพวกเขา—จนกลายเป็นเชื้อเพลิงที่โหมกระพือความโกรธแค้นของคนไทย
“การกระทำบางอย่างได้ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของคนไทย, ส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมและประเพณีไทย, และส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนไทยในพื้นที่, โดยเฉพาะในจังหวัดพังงาและภูเก็ต ซึ่งมีชาวอิสราเอลมารวมตัวกันเป็นชุมชน” รัฐมนตรีต่างประเทศไทยกล่าวกับเอกอัครราชทูตอิสราเอล
"สิ่งที่เราไม่ต้องการคือสถานการณ์ที่หากไม่มีการดำเนินการใดๆ เพิ่มเติม เรื่องนี้จะลงเอยด้วยการสร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศของเรา"
ด้าน นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล นั้น แสดงความต้องการให้ความสัมพันธ์อันดีระหว่างกรุงเทพมหานครและเทลอาวีฟดำเนินต่อไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีคนไทยประมาณ 60,000 คนทำงานอย่างตรากตรำในประเทศอิสราเอลในโครงการก่อสร้างและเกษตรกรรม ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถส่งเงินกลับมาให้ครอบครัวของพวกเขา
ครอบครัวที่ยากจนและมักมีหนี้สินล้นพ้นตัวเหล่านี้จำนวนมาก อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน ของไทย ซึ่งเป็นฐานเสียงทางการเมืองของนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ชาวไทยเริ่มเข้ามาทำงานแทนที่แรงงานชาวปาเลสไตน์ในประเทศอิสราเอล หลังจากเหตุการณ์ลุกฮือของชาวปาเลสไตน์เพื่อต่อต้านอิสราเอลในช่วงปี 1987-1993 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "อินติฟาดาครั้งที่หนึ่ง" (The First Intifada)
เทลอาวีฟยังให้ความช่วยเหลือกรุงเทพฯ ในด้านความมั่นคง, การพัฒนาระบบไซเบอร์, โครงการชลประทาน, และประเด็นอื่นๆ อีกด้วย
ในขณะเดียวกัน งานเลี้ยงและการเฉลิมฉลองปีใหม่ของชาวยิว (Rosh Hashanah รอชฮาชานาห์) สำหรับชาวยิวหลายร้อยคนที่ศูนย์ชาบัด ในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งที่ผ่านมาไม่ค่อยเป็นที่สะดุดตาอะไร ได้ถูกยกเลิกในนาทีสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 กันยายน โดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของอิสราเอล เนื่องจากเกรงว่างานดังกล่าวจะเกิดความรุนแรงจากกลุ่มผู้ประท้วง
สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลซึ่งเผชิญแรงกดดันจากกระแสร้องเรียนที่ต่อต้านอิสราเอลของสาธารณชนชาวไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงความคิดเห็นอันรุนแรงและมุ่งร้ายซึ่งแพร่หลายกันอยู่บนโซเชียลมีเดีย จึงได้ส่งนักการทูตไปยังเมืองต่าง ๆ หลายแห่งเพื่อพยายามลดความขุ่นเคืองและทำให้ความเดือดาลของคนไทยบรรเทาลง
ทางสถานเอกอัครราชทูตยังได้จัดทำแผ่นพับและวิดีโอเผยแพร่บนเฟซบุ๊ก เพื่อแนะนำให้ชาวอิสราเอลปฏิบัติตามกฎหมายไทย และไม่ละเมิดขนบธรรมเนียมประเพณีที่ค่อนข้างอนุรักษนิยมของไทย
ทั้งเจ้าหน้าที่ไทยและอิสราเอลต่างเน้นย้ำว่า ชาวอิสราเอลไม่ได้ตกเป็นเป้าหมายเพียงกลุ่มเดียวของการสอบสวนในครั้งนี้ โดยพวกเขาชี้ให้เห็นว่า ทั่วประเทศไทยเวลานี้กำลังมีการดำเนินการสอบสวนคดีเกือบๆ 200 คดี ซึ่งผู้เกี่ยวข้องมีทั้งชาวรัสเซีย, จีน, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, ออสเตรเลีย, และคนสัญชาติอื่น ๆ ที่ต้องสงสัยว่าละเมิดกฎหมายอันสลับซับซ้อนของไทย ในเรื่องการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และการถือหุ้นของคนต่างด้าว
ริชาร์ด เอส เออร์ลิช เป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศชาวอเมริกันที่ปัจจุบันใช้กรุงเทพฯเป็นฐาน เขารายงานข่าวจากเอเชียมาตั้งแต่ปี 1978 และเคยเป็นผู้ชนะรางวัลผู้สื่อข่าวต่างประเทศของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ตัวอย่างบางตอนจากหนังสือสารคดี 2 เล่มของเขา คือ เรื่อง “Rituals. Killers. Wars. & Sex. — Tibet, India, Nepal, Laos, Vietnam, Afghanistan, Sri Lanka & New York” และเล่มใหม่ล่าสุดของเขา คือ “Mindfucking DeepSeek: Pushing China’s AI to the Extreme” สามารถติดตามอ่านได้ที่ https://asia-correspondent.tumblr.com/


