เอเจนซีส์ - ทำเนียบขาวและกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯวันศุกร์(18 ก.ย)ออกมาโต้รายงานสหประชาชาติที่ค้นพบว่า อเมริกาอาจมือเปื้อนเลือดก่ออาชญากรรมสงครามหลังพบมิสไซล์โทมาฮอว์กโจมตีไปที่โรงเรียนประถมมินาบ สังหารไปกว่า 150 คนรวมเด็กนักเรียนหญิงจำนวนมาก กลายเป็นใบเสร็จสร้างความชอบธรรมให้อิหร่านไปในทันที
CNBC ของสหรัฐฯรายงานวานนี้(17 ก.ย)ว่า ทำเนียบขาวตามการรายงานของเอพีออกมาโต้รายงานการตรวจสอบขององค์การสหประชาชาติที่ชี้ว่า สหรัฐฯอาจเข้าข่ายก่ออาชญากรรมสงคราม
โฆษกทำเนียบขาวแอนนา เคลลี (Anna Kelly) แถลงว่า “ฝ่ายในความขัดแย้งที่ก่ออาชญากรรมสงครามคือรัฐบาลอิหร่าน”
ทั้งนี้วอชิงตันได้ถอนตัวจาก คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights Council) หลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งบริหารให้ถอนสหรัฐฯออกมาเมื่อกุมภาพันธ์ปี 2025 โดยกล่าวว่า มีหน่วยงานและสำนักงานสหประชาชาติบางส่วนรวม คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ นั้นทำงานไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ
เอบีซีนิวส์ของสหรัฐฯรายงานว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯกล่าวยืนยันว่า สหรัฐฯไม่ให้เครดิตความน่าเชื่อถือต่อการค้นพบตามรายงานของ UN ฉบับนี้
พร้อมเสริมว่า “คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติผลักดันคำพูดต่อต้านสหรัฐฯและต่อต้านชาวยิวและประนีประนอมกับบรรดารัฐบาลที่กดขี่”
เอบีซีของสหรัฐฯรายงานว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯกล่าวต่อว่า “เป็นเช่นนั้นแล้ว พวกเราจะไม่ให้เครดิตความน่าเชื่อถือต่อผลการค้นพบของรายงาน”
เขาชี้ว่า “การปกป้องพลเรือนถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดต่อสหรัฐฯ พวกเราได้ขอให้ถามไปที่กระทรวงการสงครามสหรัฐฯต่อปฎิบัติการทางการทหารสหรัฐฯ”
ซึ่งเกี่ยวกับการโจมตีโรงเรียนมินาบ รายงานสหประชาชาติที่ใช้โอเพ่นซอร์สได้รายงานสรุปว่า การโจมตีโรงเรียนประถมอิหร่านไปไกลกว่าเพียงแค่ความประมาท
“แท้จริงแล้วสหรัฐฯสั่งการโจมตีไปที่อาคารของโรงเรียนระหว่างที่ตระหนักถึงความเสี่ยงมหาศาลในการโจมตีเป้าหมายพลเรือนและกระทำอย่างเลินเล่อส่งผลให้สิ่งนี้เกิดขึ้น” รายงานสหประชาชาติชี้
UN ยังกล่าวผ่านรายงานโดยชี้ไปว่า ทีมผู้ตรวจสอบได้ส่งคำขอข้อมูลไปยังรัฐบาลสหรัฐฯ รวมไปถึงร้องขอการพบหารือแต่ทว่าคำขอเหล่านั้นไม่ได้รับการตอบสนองแต่อย่างใด
ภารกิจการค้นหาข้อเท็จจริงยังสรุปว่า เจ้าหน้าที่อิหร่านได้ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ โดยกล่าวไปถึงจำนวนการเสียชีวิตจากการกวาดล้างของเตหะรานเมื่อต้นปีนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันแต่คาดว่าน่าจะเป็นตัวเลขที่สูงกว่าที่ออกมาจากตัวเลขทางการ (เสียชีวิต 3,038 คน บาดเจ็บ 25,000 คน)
ทั้งนี้ฟ็อกซ์นิวส์รายงานว่า กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯได้เสนอเงินถึง 15 ล้านดอลลาร์สำหรับข้อมูลที่จะสามารถสร้างความติดขัดต่อเครือข่ายการเงินของกองกําลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม IRGC และหน่วยกองกำลังคัดส์(Quds)


