เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ร้องขอประเทศต่างๆทั่วตะวันออกกลาง และวิงวอนทางอ้อมไปยังอิสราเอล สำหรับความช่วยเหลือในการสู้รบกับพวกฮูตี หลังจากกองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากริยาด ดูเหมือนกำลังประสบความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญ
อิสราเอลฮายอม สื่อมวลชนอิสราเอลภาษาฮิบรู รายงานอ้างพวกเจ้าหน้าที่ด้านการทูตในภูมิภาค ระบุว่าเสียงวิงวอนดังกล่าวเป็นการร้องขอโดยตรงไปยังบรรดาชาติในอ่าวเปอร์เซียอื่นๆและอียิปต์ ส่วนทางอิสราเอลได้รับการติดต่อทางอ้อมผ่านกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ(CENTCOM) ที่มาพร้อมกับคำร้องขอความช่วยเหลือด้านข่าวกรองและอื่นๆ ที่อาจสามารถช่วยขัดขวางพวกฮูตี จากการปิดกั้นช่องแคบบับ อัล-มันเดบ
ในคำร้องขอดังกล่าว ทางมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน เตือนว่าอาจเกิดความเสียหายรุนแรงกับเศรษฐกิจภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก ถ้าช่องแคบบับ อัล-มันเดบ ถูกปิดกั้่น ในขณะที่ช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางเดินเรือที่เชื่อมอ่าวเอเดนกับทะเลแดง และเชื่อมต่อไปยังคลองสุเอซรวมถึงอ่าวไอลัต(หรือที่รู้จักในระดับสากลว่าอ่าวอากาบา) โดยมีทั้งเรือขนส่งสินค้าและเรือบรรทุกน้ำมันรวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลวแล่นผ่านช่องแคบแห่งนี้ทั้งในขาไปและขากลับ
การปิดช่องแคบดังกล่าวทำให้เรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียไม่สามารถใช้เส้นทางเดินเรือที่ค่อนข้างสั้นได้ ผลก็คือเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทางซาอุดีอาระเบียต้องขนส่งน้ำมันอ่อมผ่านแอฟริกา เพื่อเดินทางไปยังทิศตะวันออก นอกจากนี้แล้วเมื่อไม่กี่วันก่อน ซาอุดีอาระเบียเปิดเผยว่ากำลังต้องระงับการขนส่งน้ำมันผ่านท่อลำเลียงตามหลังมีเหตุโจมตีต่างๆนานา
ผู้ปกครองซาอุดีอาระเบียส่งสารเน้นย้ำว่านี่ไม่ใช่แค่สงครามของซาอุดีอาระเบีย แต่ความขัดแย้งนี้กำลังส่งผลกระทบกับทั้งโลก และบอกว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการปิดช่องแคบบับ อัล-มันเดบ อาจหนักหนาสาหัสกว่ามาก เมื่อเทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
อียิปต์ ก็พูดแบบเดียวกัน บอกว่าพวกเขาเท่ากับถูกพวกฮูตีจับเป็นตัวประกันเช่นกัน เนื่องจากการปิดล้อมดังกล่าวส่งผลกระทบกับการเดินเรือผ่านคลองสุเอซ หนึ่งในแหล่งรายได้หลักของประเทศ
เจ้าหน้าที่ทางการทูตในอ่าวเปอร์เซีย กล่าวว่าไคโรสนับสนุนจุดยืนของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน สืบเนื่องจากความกังวลเหล่านั้น และยังได้ติดต่อไปยังอเมริกา แสดงจุดยืนสนับสนุนเสียงเรียกร้องขอความช่วยเหลือของซาอุดีอาระเบีย
อียิปต์กำลังพิจารณาที่จะเข้าร่วมพันธมิตรด้านการป้องกันประเทศเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างซาอุดีอาระเบีย ปากีสถาน และตุรกี อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ล่าสุด อาจกระตุ้นให้พวกเขาต้องประเมินใหม่ ว่าจะลงนามเข้าเป็นส่วนหนึ่งในแนวร่วมดังกล่าวหรือไม่
ปากีสถานและตุรกี ซึ่งลงนามในข้อตกลงป้องกันตนเองร่วมทางยุทธศาสตร์กับเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน เมื่อราว 1 เดือนก่อน ก็ยังคงวางตัวอยู่ห่างจากการสู้รบเช่นกัน และจำกัดบทบาทของตนไว้เพียงแค่ "เป็นคนกลางในความพยายามไกล่เกลี่ย" กับกลุ่มฮูตี ทั้งนี้ในทางปฏิบัติ ท่าทีดังกล่าวบ่งชี้ว่าไม่มีประเทศไหนต้องการเผชิญหน้ากับอิหร่าน และแม้จะมีความเป็นพันธมิตรต่อกัน แต่พวกเขากลับปล่อยให้เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ต้องดำเนินยุทธการนี้เพียงลำพังเป็นส่วนใหญ่
สหรัฐฯเองก็แทบไม่แสดงความกระตือรือร้นในการเข้าแทรกแซงโดยตรง โดยพวกเขาเพียงแค่ส่งพลเรือเอกแบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางอเมริกา เข้าประเมินสถานการณ์ด้วยตนเอง และยกระดับความช่วยเหลือที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน ซึ่งก็คือบุคลากรทางทหารของสหรัฐฯจำนวนหลายสิบนายกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในราชอาณาจักรแห่งนี้ โดยทำหน้าที่ประสานงานด้านข่าวกรองและกิจกรรมทางยุทธการในภูมิภาค
แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ทูตในอ่าวเปอร์เซียและอเมริกา บอกว่าในขั้นนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สหรัฐฯ ลังเลที่จะมอบความช่วยเหลือทางทหารโดยตรงแก่ซาอุดีอาระเบีย อย่างไรก็ตามขณะเดียวกันวอชิงตันกำลังพิจารณาโจมตีทางอากาศเล่นงานกองกำลังฮูตีที่รุกคืบไปถึงจุดยุทธศาสตร์ ที่มองเห็นช่องแคบบับอัล-มันเดบ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
(ที่มา:อิสราเอลฮายอม)


