(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/09/america-learned-all-the-wrong-lessons-from-9-11/)
America learned all the wrong lessons from 9/11
by Leon Hadar
12/09/2026
การตอบโต้แบบบันยะบันยังมากกว่าที่เกิดขึ้นมา เป็นสิ่งซึ่งสามารถเป็นไปได้ในปี 2001 โดยที่จะเป็นการตอบโต้ซึ่งสามารถหลีกเลี่ยงสงครามอันล้มเหลวทั้งในอัฟนิสถานและในอิรัก, การสูญเสียเงินงบประมาณระดับหลักหลายล้านล้านดอลลาร์, และการที่สหรัฐฯยังคงกลายเป็นรัฐที่มีการสอดส่องตรวจตราอย่างเข้มงวดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้
เวลา 25 ปีผ่านพ้นไปแล้ว มันยังคงมีคุณค่าไม่ใช่ด้วยการที่จะตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 แต่อยู่ตรงการตั้งปุจฉาว่า สิ่งซึ่งวอชิงตันตัดสินใจกระทำลงไปหลังจากนั้นมันหมายความว่ายังไง –และข้อสรุปต่างๆ เหล่านั้นมันเป็นข้อสรุปที่ถูกต้องหรือเปล่า
ตัวการโจมตีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวันนั้น มันคือความสะเทือนขวัญที่สร้างผลกระทบบาดลึกทางจิตใจอันรุนแรงและยาวนานอย่างแท้จริง และคืออาชญากรรมอย่างแท้จริง ทว่าผลสรุปจากกระบวนการวิเคราะห์ตีความและการตัดสินใจเชิงนโยบายภายหลังเหตุการณ์นี้ ส่วนใหญ่แล้วได้กลายเป็นความวิบัติหายนะในตัวมันเอง โดยที่ความเสียหายซึ่งเกิดขึ้น ยังคงต้องจ่ายชดใช้กันทั้งในรูปของเลือดเนื้อชีวิต, ทรัพย์สินเงินทอง, และเครดิตความน่าเชื่อถือเชิงสถาบัน จวบกระทั่งจนถึงเวลานี้
บทเรียนบทที่ 1: คือข้อสรุปที่ว่าการโจมตีครั้งนั้นเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่าโลกอยู่ในภาวะอันตรายยิ่งกว่าที่ผ่านมา
สัญชาตญาณภายหลังจากเหตุการณ์ 9/11 ทำให้ (ชาวอเมริกัน) ต้องการปฏิบัติต่อการโจมตีครั้งนั้นว่า เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นถึงโลกที่มีความเป็นปรปักษ์อย่างโดดเด่นเป็นพิเศษ ซึ่งเรียกร้องต้องการให้อเมริกาต้องขยายการสำแดงอำนาจอิทธิพลของตนออกไปอย่างโดดเด่นเป็นพิเศษเช่นกัน ทว่านี่คือการอธิบายให้เหตุผลแบบกลับหัวกลับหางโดยแท้
ความสามารถของอัลกออิดะห์ (Al-Qaeda) ในการโจมตีนิวยอร์กเละวอชิงตัน ไม่ได้เป็นสัญญาณบ่งบอกให้เห็นถึงความอ่อนแอของอเมริกัน หรือของการที่อเมริกันยังปรากฏตัวสำแดงอำนาจอิทธิพลในทั่วโลกไม่เพียงพอแต่อย่างใด แท้ที่จริงแล้ว สาเหตุส่วนหนึ่ง--ซึ่งไม่ใช่เป็นส่วนเล็กๆ เลย ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นมา เนื่องจากมันเป็นผลพลอยได้ของการสำแดงอำนาจอิทธิพลในทั่วโลกอย่างมโหฬารของอเมริกาด้วยซ้ำ
อุซามะห์ บิน ลาดิน (Osama bin Laden) พูดออกมาอย่างเปิดเผยชัดเจนว่า การที่สหรัฐฯมีกองทหารเข้าไปตั้งประจำอยู่ในซาอุดีอาระเบีย, ดำเนินการแซงก์ชั่นลงโทษอิรัก, และให้การหนุนหลังอย่างชนิดไม่มีเงื่อนไขต่อนโยบายของอิสราเอลในดินแดนต่างๆ ที่อิสราเอลเข้าไปยึดครองไว้ เหล่านี้คือสิ่งที่เขาคับข้องไม่พอใจ แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เหตุผลสมควรนำเอามาอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การสังหารหมู่มวลชนจำนวนมาก
แต่พวกนักสัจนิยม (realists) ด้านนโยบายการต่างประเทศ ได้เฝ้าโต้แย้งมายาวนานแล้วว่า การเพิกเฉยต่อความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล ระหว่างการแทรกแซงกิจการในต่างประเทศ กับผลสะท้อนกลับที่หวนมาเกิดขึ้นในบ้านตัวเองนั้น ไม่ได้หมายถึงการมีความชัดเจนในทางศีลธรรมอะไรเลย แต่มันคือความผิดพลาดร้ายแรงในทางยุทธศาสตร์ ดังนั้น บทเรียนที่สรุปออกมาจากคราวนั้นจึงออกมาอย่างผิดเพี้ยน กลายเป็นว่า อเมริกาจำเป็นต้องเข้าแทรกแซงในทุกหนทุกแห่งให้มากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง
บทเรียนบทที่สอง: คือข้อสรุปที่ว่าจะต้องเข้าไปสร้างชาติประชาธิปไตยเสรีนิยมขึ้นมา
กรณีอัฟกานิสถาน เริ่มต้นด้วยการเป็นการปฏิบัติการอย่างแคบๆ มีขอบเขตจำกัดและดูมีความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จ กล่าวคือ ทำลายแหล่งพักพิงของพวกอัลกออิดะห์, และลงโทษพวกตอลิบาน (Taliban) สำหรับการยินยอมให้อัลกออิดะห์เข้าไปหลบภัย แต่แล้วมันก็ลุกลามบานปลายกลายเป็นการทดลองยาวนานถึง 20 ปี ในความพยายามสร้างรัฐประชาธิปไตยเสรีนิยม ขึ้นในประเทศหนึ่งซึ่งในอดีตเคยปฏิเสธความพยายามของทุกๆ จักรวรรดิที่คิดจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงประเทศแห่งนั้น
กรณีอิรักยิ่งเลวร้ายไปกว่านั้นอีก เพราะมันเป็นสงครามที่อเมริกาไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าร่วม แต่อเมริกาเลือกที่จะเข้าไปก่อขึ้น โดยเหตุผลความชอบธรรมที่หยิบยกขึ้นมาอ้างกัน ก็คือข่าวกรองซึ่งปรากฏว่าเมื่อถูกตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนก็พังทะลายเชื่อถืออะไรไม่ได้ แล้วยังเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โจมตี 9/11 เลย โดยทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้ตัดสินใจกระทำ ล้วนโยงใยกับความเชื่อมั่นอย่างเลื่อมใสศรัทธาว่าอำนาจอิทธิพลของอเมริกันสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงภูมิภาคตะวันออกกลางกันเสียใหม่โดยใช้กำลังเข้าบีบบังคับ
สงครามทั้ง 2 แห่งต่างสะท้อนให้เห็นถึงบทเรียนข้อสรุปอันผิดพลาดอย่างเดียวกัน –กล่าวคือ ข้อสรุปที่ว่าวิธีเยียวยาแก้ไขลัทธิการก่อการร้ายก็คือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองให้กลายเป็นประชาธิปไตยโดยบีบบังคับด้วยปากกระบอกปืน ผลลัพธ์ที่ออกมาไม่ใช่ประเทศประชาธิปไตยที่โปรอเมริกันและมีเสถียรภาพ มันกลายเป็น 2 ทศวรรษของการก่อความไม่สงบ, สงครามที่มุ่งแบ่งแยกทางลัทธิศาสนาและเชื้อชาติ, และยิ่งในกรณีอิรักด้วยแล้ว มันคือการสร้างเงื่อนไขต่างๆ สำหรับผลิตกลุ่ม ISIS ขึ้นมา
(ISIS ย่อมาจากชื่อเต็มว่า Islamic State of Iraq and Syria ภาษาไทยใช้ว่า ไอซิส รัฐอิสลามแห่งอิรักและซีเรีย นอกจากนั้นยังมีชื่ออื่นๆ ที่ถูกเรียกขานกัน คือ IS - Islamic State ไอเอส รัฐอิสลาม, ISIL - Islamic State of Iraq and the Levant ไอซิล รัฐอิสลามแห่งอิรักและเวแลนต์, ตลอดจนเรียกกันด้วยอักษรย่อในภาษาอาหรับว่า Daesh ดาเอช ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Islamic_State)
บทเรียนบทที่สาม: คือข้อสรุปที่ว่า ความมั่นคงกับเสรีภาพมีความขัดแย้งกันตามธรรมชาติ และเสรีภาพควรยอมเป็นฝ่ายล่าถอย
รัฐบัญญัติความรักชาติ (The Patriot Act) ที่ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่รัฐในการสอดส่องและปราบปรามการก่อการร้ายอย่างกว้างขวาง ซึ่งออกมาบังคับใช้ในปี 2001, แผนงานสอดส่องตรวจตราแบบไม่ต้องมีการขอหมายศาล, การกักกันผู้ต้องสงสัยเอาไว้ที่คุกกวนตานาโมแบบไม่มีกำหนด, โครงสร้างอำนาจฝ่ายบริหารทั้งโครงสร้างที่ถูกกำหนดจัดวางและค้ำจุนขึ้นมาโดยอาศัยอำนาจตามสถานการณ์ฉุกเฉิน –เหล่านี้ทั้งหมดต่างถูกเสนอขายในฐานะเป็นมาตรการชั่วคราวและพอสมควรแก่เหตุ ทว่าส่วนใหญ่ที่สุดได้กลายเป็นมาตรการที่ใช้กันอย่างถาวร
บทเรียนข้อสรุปที่แฝงฝังอยู่ในการตอบโต้เช่นนี้ก็คือว่า สังคมเสรีที่กำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้ายที่เด็ดเดี่ยวแน่วแน่ทว่ามีจำนวนอยู่ในระดับน้อยๆ ควรเริ่มต้นด้วยการขยายอำนาจให้แก่รัฐ แทนที่จะมองว่าการขยายอำนาจนั้นควรต้องถือเป็นข้อยกเว้นที่พึงกระทำเมื่อมีเหตุผลมารองรับอย่างหนักแน่นที่สุด
ประเพณีของการให้มีรัฐบาลซึ่งมีอำนาจเพียงจำกัดนั้น ย่อมต้องยืนกรานในสิ่งที่ตรงข้ามกันเลย กล่าวคือ อำนาจในภาวะฉุกเฉินต้องมีการกำหนดวันหมดอายุโดยอัตโนมัติ, การสอดส่องตรวจตราจะต้องถูกกำหนดจัดวางขึ้นมาอย่างให้มีขอบเขตเพียงแคบๆ, และภาระของการพิสูจน์ต้องตกเป็นของพวกที่กำลังหาทางขยายอำนาจหน้าที่ของรัฐเสมอไป ไม่ใช่เป็นของพวกที่กำลังพิทักษ์ปกป้องการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญเพื่อจำกัดการขยายอำนาจหน้าที่เหล่านั้น
บทเรียนบทที่สี่: คือข้อสรุปที่ว่าเครดิตความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งซึ่งเรียกร้องให้ต้องมีพันธะผูกพันอย่างไร้จุดสิ้นสุด
บางที บทเรียนข้อสรุปอันผิดพลาดที่คงทนถาวรที่สุดจากเหตุ 9/11 ก็คือ ข้อสรุปที่ว่าการถอนตัว –ไม่ว่าจะออกจากอิรัก, ออกจากอัฟกานิสถาน, หรือออกจากที่ไหนๆ ก็ตามที— จะถูกพวกปรปักษ์อ่านว่าคือความอ่อนแอ และเครดิตความน่าเชื่อถือนั้นเรียกร้องให้ต้องยืนหยัดอยู่กันเรื่อยๆ ไป ไม่ว่าค่าใช้จ่ายจะบานปลายไปสักแค่ไหน หรือผลตอบแทนที่ได้กำลังหดลดลงตามระยะเวลาที่ยืดเยื้อออกไป
นี่คือหลักตรรกะที่ทำให้สงครามทั้ง 2 ครั้งซึ่งตั้งใจเอาไว้ให้ใช้เวลากันสักไม่กี่เดือน กลับกลายเป็นสงครามที่กินเวลาเป็นหลายทศวรรษ มันเป็นการปฏิบัติต่อการปรากฏตัวทางทหารแบบปลายเปิด ให้กลายเป็นจุดมุ่งหมายในตัวมันเอง, หย่าขาดจากทฤษฎีที่สอดคล้องกับความเป็นจริงๆ ทุกๆ ทฤษฎีในเรื่องที่ว่าการใช้เวลาทำสงครามมากขึ้นและใช้กำลังทหารเพิ่มขึ้นนั้น แท้ที่จริงแล้วเพื่อต้องการบรรลุจุดมุ่งหมายอะไรแน่ๆ
ในท้ายที่สุดแล้ว การถอนตัวอย่างโกลาหลอลหม่านออกจาก 2 ประเทศนั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะได้เรียนรู้บทเรียนข้อสรุปที่สมควรเรียนรู้แล้ว หากแต่มันเกิดขึ้นมาสืบเนื่องจากในที่สุดก็ถึงเวลาที่จะต้องจ่ายบิลแจ้งหนี้แล้ว
บทเรียนข้อสรุปที่ถูกต้องสมควรจะเป็นอย่างไร
การตอบโต้ในระดับที่บันยะบันยังมากกว่านี้ เป็นสิ่งที่สามารถกระทำกันได้เมื่อปี 2001 ดังเช่น การรณรงค์ทำสงครามแบบมีจุดเน้นหนักชัดเจนว่ามุ่งปราบปรามกวาดล้างคณะผู้นำของอัลกออิดะห์และแหล่งหลบภัยของพวกเขา, การปฏิเสธไม่ยอมนำเอาเรื่องเครือข่ายผู้ก่อการร้าย มาผสมปนเปกับการออกใบอนุญาตแบบครอบคลุมเพื่อให้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงระบอบปกครอง, และการพิจารณาทำความเข้าใจอย่างเอาจริงเอาจังว่า การนำเอาอำนาจอิทธิพลของอเมริกันรุกคืบหน้าเข้าไปในตะวันออกกลางนั้น คือการสร้างความโกรธเกรี้ยวเคียดแค้นชนิดซึ่งอเมริกามุ่งหมายที่จะกำจัดกวาดล้าง
เส้นทางดังกล่าวนี้ไม่มีทางเป็นไปได้ในทางการเมืองในสภาพบรรยากาศของปี 2001 และ 2002 –ความโศกเศร้าและความเคียดแค้นน้อยนักที่จะสามารถผลิตยุทธศาสตร์ที่ต้องอาศัยความอดทนขึ้นมาได้
แต่หลังจากเวลาผ่านพ้นไป 25 ปี, โดยที่โครงการสร้างชาติประชาธิปไตยเสรีนิยมก็ล้มเหลวไม่เป็นท่าถึง 2 โครงการ, เงินทองงบประมาณระดับหลักหลายล้านล้านดอลลาร์ถูกใช้ไปอย่างเปล่าเปลือง, และรัฐที่มีการสอดส่องตรวจตรายังคงมีชีวิตอยู่อย่างยืนยาวกว่าทุกๆ หลักเหตุผลที่รองรับการดำรงอยู่ของมัน ข้อเสนอให้สรุปบทเรียนจาก 9/11 กันใหม่ชนิดที่เจียมเนื้อเจียมตัวยิ่งขึ้นกว่าเดิม ก็ดูเป็นข้อเสนอที่แข็งแรงสมควรแก่การพิจารณายิ่งกว่าทางเลือกที่วอชิงตันกำลังกระทำอยู่จริงๆ ในเวลานี้
ข้อเขียนชิ้นนี้เผยแพร่ครั้งแรกทางช่อง “โกลบอล ซีต์กีสต์” (Global Zeitgeist) บนแพลตฟอร์ม “ซับสแทค” (substack) ของ ลีออน ฮาดาร์


