xs
xsm
sm
md
lg

‘หลายชาติตะวันตก’เคลื่อนไหวห้ามนำเข้าสินค้าจาก‘เขตตั้งถิ่นฐานของอิสราเอล’

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เจค จอห์นสัน


ภาพนี้ซึ่งถ่ายเมื่อวันอังคาร (8 ก.ย.) ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นมัสยิดแห่งหนึ่งและอาคารต่างๆ (ด้านหน้าของภาพ) ในเมืองเดอีร์ จารีร์ ของชาวปาเลสไตน์ ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองรามัลเลาะห์ เมืองสำคัญในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกอิสราเอลยึดครองเอาไว้มานานปี  โดยที่สามารถมองเห็นที่มั่นของเขตตั้งถิ่นฐานใหม่ของชาวอิสราเอล (ด้านไกลออกไปของภาพ) บุกรุกเข้ามาประชิด
(จากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/09/uk-france-canada-move-to-ban-imports-from-israeli-settlements/)

UK, France, Canada move to ban imports from Israeli settlements
by Jake Johnson
09/09/2026

“รัฐบาลสหราชอาณาจักรเห็นด้วยว่า มีการล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ของเขตเวสต์แบงก์ –โดยผู้กระทำผิดคือพวกผู้ก่อการร้ายที่เป็นผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอล และทั้งหมดเหล่านี้เกิดขึ้นโดยบ่อยครั้งเกินไปแล้วที่รัฐบาลอิสราเอลหลับหูหลับตาทำเป็นมองไม่เห็น หรือกระทั่งเลวร้ายไปกว่านี้อีก นั่นคือสมาชิกหลายรายในรัฐบาลอิสราเอลเองยังได้ออกคำแถลงและลงมือกระทำการเพื่อสนับสนุนการใช้กำลังขับไล่ผลักไสชาวปาเลสไตน์ให้ออกจากถิ่นที่อยู่อาศัย” รัฐมนตรีต่างประเทศ เอด มิลิแบนด์ กล่าวคำปราศรัยสำคัญในสภาสามัญชนสหราชอาณาจักรเมื่อวันอังคาร (8 ก.ย.) ที่ผ่านมา

สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, และ แคนาดา จับมือรวมพลังกันเมื่อวันอังคาร (8 ก.ย.) ในการห้ามนำเข้าสินค้าตลอดจนบริการบางอย่าง จากกลุ่มชาวอิสราเอลผู้เข้าไปตั้งถิ่นฐานอย่างผิดกฎหมายในเขตเวสต์แบงก์ซึ่งถูกอิสราเอลยึดครองอยู่ โดยที่ทั้งผู้ตั้งถิ่นฐานเหล่านี้ตลอดจนทหารอิสราเอล กำลังโจมตีประทุษร้ายชาวปาเลสไตน์, กำลังผลักไสขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากถิ่นที่อยู่, รวมทั้งกำลังเข่นฆ่าชาวปาเลสไตน์ในระดับเลวร้ายอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน [1] โดยได้รับการหนุนหลังจากรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู

“วันนี้ เราปฏิเสธไม่ยอมยืนอยู่เฉยๆ ทนดูความทุกข์ยากเดือดร้อนที่กำลังขยายตัวแผ่ลามออกไปเรื่อยๆ และทนดูความพินาศย่อยยับของหนทางในการแก้ปัญหา (ความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์) แบบให้จัดตั้งสองรัฐ (คือรัฐอิสราเอลและรัฐปาเลสไตน์) ขึ้นมาเคียงคู่กัน (the two-state solution)” เอด มิลิแบนด์ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหราชอาณาจักร กล่าวในการแถลง [2] ต่อสภาสามัญชน (House of Commons) หรือสภาผู้แทนราษฎรของสหราชอาณาจักร โดยที่ มิลิแบนด์ ยังชี้ให้เห็นการที่เมื่อเร็วๆ นี้รัฐบาลอิสราเอลได้อนุมัติโครงการก่อสร้างหลายโครงการ ซึ่งเป็นการกำจัดลบล้างชุมชนต่างๆ ที่มีอยู่เดิมของชาวปาเลสไตน์ และ “จัดตั้งเขตตั้งถิ่นฐานใหม่ๆ ของชาวอิสราเอลขึ้นมาโดยตรงในบริเวณพื้นที่ระหว่างเยรูซาเลมตะวันออก กับเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งคือการตัดตรงผ่ากลางหัวใจของดินแดนปาเลสไตน์”

“ขอให้พวกเรามองเห็นกันให้กระจ่างชัดเจนว่า เรื่องนี้หมายความถึง การก่อตั้งชุดของข้อเท็จจริงจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บนภาคพื้นดิน เพื่อทำให้หนทางแก้ไขแบบ 2 รัฐคู่ขนานกัน กลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้” มิลิแบนด์ ระบุในคำแถลงเมื่อวันอังคาร (8 ก.ย.) ซึ่งได้รับการบรรยายว่าเป็นการประณามอย่างทรงพลังที่สุดของรัฐบาลสหราชอาณาจักรเท่าที่เคยปรากฏขึ้นมาจนถึงบัดนี้ ต่อความประพฤติของอิสราเอลในเวสต์แบงก์ “รัฐบาลสหราชอาณาจักรเห็นด้วยว่า มีการล้างเผ่าพันธุ์ (ethnic cleansing) ชาวปาเลสไตน์เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ของเขตเวสต์แบงก์ –โดยผู้กระทำผิดคือพวกผู้ก่อการร้ายที่เป็นผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอล และทั้งหมดเหล่านี้เกิดขึ้นโดยบ่อยครั้งเกินไปแล้วที่รัฐบาลอิสราเอลหลับหูหลับตาทำเป็นมองไม่เห็น หรือกระทั่งเลวร้ายไปกว่านี้อีก นั่นคือสมาชิกหลายรายในรัฐบาลอิสราเอลเองยังได้ออกคำแถลงและลงมือกระทำการเพื่อสนับสนุนการใช้กำลังขับไล่ผลักไสชาวปาเลสไตน์ให้ออกจากถิ่นที่อยู่อาศัย”

มิลิแบนด์ กล่าวว่า รัฐบาลสหราชอาณาจักรจะ “ลงมือจัดการลงโทษพวกบริษัทและพวกปัจเจกบุคคลที่มีพฤติการณ์ในการให้บริการต่างๆ อย่างเช่น การก่อสร้าง, ความสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน, ความสนับสนุนทางการเงิน, และความสนับสนุนด้านอสังหาริมทรัพย์ เพื่อการขยายการตั้งถิ่นฐาน (อย่างผิดกฎหมายของชาวอิสราเอล)” และดำเนินการเอาผิดกับ “พวกที่ให้ความสนับสนุนทางการเงินหรืออำนวยความสะดวกให้แก่การตั้งถิ่นฐานอย่างผิดกฎหมาย” เขาระบุว่า มาตรการแซงก์ชั่นลงโทษเหล่านี้จะบังคับใช้ไปเป็นระยะเวลา 6-9 เดือน

มิลลิแบนด์ย้ำว่า ในการห้ามนำเข้าสินค้าต่างๆ จากเขตตั้งถิ่นฐานของชาวอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์เช่นนี้ สหราชอาณาจักรไม่ได้กำลังลงมือกระทำเพียงลำพังชาติเดียว ทั้งนี้รัฐมนตรีต่างประเทศสหราชอาณาจักรชี้ว่า ฝรั่งเศสและแคนาดาก็จะ “ห้ามนำเข้าสินค้าต่างๆ จากเขตตั้งถิ่นฐานอย่างผิดกฎหมายด้วยเช่นกัน” เป็นการจับมือร่วมกันกับ “เนเธอร์แลนด์, ไอร์แลนด์, เบลเยียม, สเปน, และ นอร์เวย์ – ซึ่งถ้าหากไม่ได้มีการออกคำสั่งห้ามนำเข้าเรียบร้อยแล้ว ก็กำลังอยู่ในกระบวนการของการดำเนินการ”

ทางด้าน ฌอง-โนแอล บาโรต์ รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส โพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดียว่า ฝรั่งเศสก็กำลังตัดการนำเข้าสินค้าจากพวกเขตตั้งถิ่นฐานอย่างผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลเช่นเดียวกัน “เนื่องจากเขตเวสต์แบงก์กำลังอยู่ตรงขอบเหวของการระเบิดตูมตามครั้งใหญ่ จากการขยายตัวแบบไม่มีการทัดทานของกระบวนการก่อตั้งอาณานิคมซึ่งละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งเกิดการพุ่งพรวดของเหตุรุนแรงซึ่งก่อเหตุขึ้นโดยพวกผู้ก่อตั้งถิ่นฐานหัวรุนแรงสุดโต่งที่มุ่งต่อต้านเล่นงานชาวปาเลสไตน์ ตลอดจนพฤติการณ์ก่อการร้ายที่สมควรต้องประณามโดยฝีมือของพวกเจ้าหน้าที่รับผิดชอบชาวอิสราเอลเอง”

“ฝรั่งเศสไม่สามารถที่จะปล่อยให้การค้าของตน กลายเป็นเครื่องสนับสนุนสถานการณ์ที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทั้งของชาวอิสราเอลและของชาวปาเลสไตน์ ตลอดจนต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคนี้” บาโรต์ ระบุในโพสต์ พร้อมกับย้ำว่า “ (ทั่วทั้ง) ยุโรป ก็ต้องยึดมั่นหลักการที่สำคัญยิ่งอันเดียวกันนี้”

ภาพนี้ซึ่งถ่ายในวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา ทางด้านหลังของภาพคือ อาคารต่างๆ ในเขตตั้งถิ่นฐานใหม่ของชาวอิสราเอลที่มีชื่อว่า ฮาร์ บราชา ขณะที่ด้านหน้าของภาพจะเห็นรถขุดคันหนึ่งของกองทหารอิสราเอลกำลังรื้อทำลายอาคารของชาวปาเลสไตน์  บริเวณนี้คือพื้นที่ชานเมืองนาบลุส เมืองสำคัญอีกแห่งหนึ่งในเขตเวสต์แบงก์ของชาวปาเลสไตน์ซึ่งถูกอิสราเอลยึดครอง
ทั้งนี้ เมื่อวันอังคาร (8 ก.ย.) บรรดารัฐมนตรีต่างประเทศของ 12 ชาติ -ประกอบด้วย สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, แคนาดา, เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, ไอซ์แลนด์, ไอร์แลนด์, นอร์เวย์, โปแลนด์, โปรตุเกส, สเปน, และสวีเดน—ได้ออกคำแถลงร่วม [3] ฉบับหนึ่ง ระบุว่า สถานการณ์ในเขตเวสต์แบงก์ “กำลังเลวร้ายลงอย่างรวดเร็วท่ามกลางการก่อความรุนแรงของพวกผู้ก่อตั้งถิ่นฐานและการขยายตัวของการตั้งถิ่นฐานในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยรวมไปถึงการตัดสินใจอย่างชนิดไม่อาจยอมรับได้ ในการประกาศเผยแพร่การจัดประกวดราคาประมูลก่อสร้างโครงการตั้งถิ่นฐาน E1”

บรรดารัฐมนตรีต่างประเทศเหล่านี้ยืนยัน “เจตนารมณ์ของพวกเขาที่จะเสนอข้อจำกัดในระดับชาติ และ/หรือ สนับสนุนข้อจำกัดของยุโรป ต่อสินค้าต่างๆ ที่มาจากพวกเขตตั้งถิ่นฐานซึ่งถือว่าผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ หรือไม่พวกเขาก็กำลังพิจารณาสิ่งเหลานี้ตลอดจนมาตรการอื่นๆ อย่างกระตือรือร้น ในทางที่สอดคล้องกับกระบวนวิธีระดับชาติของพวกเขา”

“ในเรื่องนี้ สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, และ แคนาดา มีความยินดีต้อนรับการปฏิบัติอย่างสำคัญซึ่ง ไอร์แลนด์, สเปน, เนเธอร์แลนด์, นอร์เวย์, และ เบลเยียม ได้ลงมือไปแล้ว และจะเดินหน้ามาตรการระดับชาติเพื่อห้ามทำการค้ากับสินค้าจากเขตตั้งถิ่นฐานเหล่านี้” คำแถลงยังกล่าวต่อไปว่า “รัฐบาลอิสราเอลต้องยุติการขยายการตั้งถิ่นฐานต่างๆ เหล่านี้ รวมทั้งยุติการขยายอำนาจบริหารฝ่ายพลเรือนที่เกี่ยวข้อง, รับประกันที่จะไล่เรียงเอาผิดกับการก่อความรุนแรงของพวกผู้ตั้งถิ่นฐาน, และสอบสวนข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำความผิดต่างๆ ของกองทหารอิสราเอล”

บรรดาผู้สนับสนุนเรียกร้องสิทธิมนุษยชนส่วนใหญ่ต่างพากันต้อนรับประกาศของรัฐบาลเหล่านี้ ขณะเดียวกันก็ย้ำว่าประกาศเหล่านี้สมควรใช้เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการปฏิบัติการอันมีขอบเขตกว้างขวางยิ่งขึ้นในการเผชิญหน้ากับความพยายามผนวกดินแดนอย่างผิดกฎหมายในเขตเวสต์แบงก์ของรัฐบาลอิสราเอล รวมทั้งการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติรูปแบบต่างๆ ตลอดทั่วทั้งดินแดนทั้งหลายของชาวปาเลสไตน์ ซึ่งก็ครอบคลุมถึงการก่อการทำลายล้างผลาญดินแดนฉนวนกาซาด้วย

ชาวปาเลสไตน์มองดูไฟไหม้ซึ่งเกิดขึ้นใกล้ๆ กับหมู่บ้านเทลล์ ที่อยู่ติดกับเขตตั้งถิ่นฐานของชาวอิสราเอลที่มีชื่อว่า ฮาวัต จิลัด ทางด้านตะวันตกของเมืองนาบลุส ในเขตเวสต์แบงก์ของปาเลสไตน์ซึ่งตกอยู่ใต้การยึดครองของอิสราเอล เหตุไฟไหม้นี้เกิดขึ้นในวันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา หลังจากมีรายงานว่าพวกผู้ตั้งถิ่นฐานอิสราเอลได้ก่อเหตุวางเพลิงหมู่บ้านเทลล์ ทั้งนี้ตามปากคำของผู้เห็นเหตุการณ์หลายราย  ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่าเกิดอัคคีภัยขึ้นหลายจุดในบริเวณตอนเหนือของเวสต์แบงก์ในวันเดียวกันนั้น บังคับให้ชาวอิสราเอลต้องอพยพออกมาจากพื้นที่บางส่วนของเขตตั้งถิ่นฐาน ฮาวัต จิลัด
นิค เดียร์เดน (Nick Dearden) ผู้อำนวยการกลุ่มเรียกร้องสิทธิมนุษยชนซึ่งตั้งฐานอยู่ในสหราชอาณาจักรที่ใช้ชื่อว่า “ความยุติธรรมทั่วโลกเดี๋ยวนี้” (Global Justice Now) กล่าวให้ความเห็นว่า “ประกาศที่ออกมาในวันนี้คือผลของการทำงานมายาวนานหลายปีของบรรดาผู้รณรงค์และตัวชาวปาเลสไตน์เอง ในการต่อสู้เพื่อให้หยุดความไม่ยุติธรรมที่กำลังเกิดขึ้นอย่างสาหัสร้ายแรงยิ่ง” เขาบอกว่า “เราทราบว่าความเคลื่อนไหวคราวนี้จะได้รับความนิยมจากประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมากในสหราชอาณาจักร แต่มันจะต้องเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น (เรายังต้องตั้งคำถามต่อไปว่า) เรายังจะสามารถร่วมมือประสานงานกับกองทัพ (อิสราเอล) ที่กระทำความผิดด้วยการล่วงละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายกาจที่สุดได้อย่างไร? เรายังจะสามารถค้าขายกับประเทศ (อิสราเอล) ที่ถูกกล่าวหาถูกฟ้องร้องในศาลสูงสุดของโลกว่ามีพฤติการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้อย่างไร?”

ขณะที่ โอมาร์ บาร์กูตี (Omar Barghouti) ผู้ร่วมก่อตั้งขบวนการคว่ำบาตร, ถอนการลงทุน, ลงโทษแซงก์ชั่น (Boycott, Divestment, Sanctions (หรือ BDS ) movement) ก็ไม่ค่อยให้ราคาการประกาศแซงก์ชั่นของรัฐบาลสหราชอาณาจักรคราวนี้ โดยมองว่า “ส่วนใหญ่เป็นแค่เพียงการสร้างภาพ” กระนั้นเขากล่าวว่า เรื่องนี้ยังคง “สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากการออกแรงกดดันต่อรัฐบาล (สหราชอาณาจักร) ชุดปัจจุบันอย่างไม่ยอมเลิกราของสาธารณชน”

“สหราชอาณาจักรมีพันธะผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องดำเนินมาตรการอันเข้มงวดจริงจังเพื่อยุติการสมรู้ร่วมคิดของตนกับรัฐอิสราเอล ไม่ใช่เพียงแค่กับเขตตั้งถิ่นฐานพวกนั้นเท่านั้น” เมื่อยึดตามข้อกำหนดของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice ภาษาปากนิยมเรียกกันว่า ศาลโลก) บาร์กูตี บอก “ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศมิลิแบนด์กล่าวว่า ‘เราจะไม่ยินยอมปล่อยให้หนทางแก้ไขแบบสองรัฐคู่ขนานกันต้องถูกทำลายไป’ แต่เขากลับไม่ได้เอ่ยเลยว่าสหราชอาณาจักรจะยุติการเข้ามีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นกับความเคลื่อนไหวที่นำโดยอิสราเอล-สหรัฐฯ ในการทำลายระบบกฎหมายระหว่างประเทศ และในการขับดันมุ่งสู่ระเบียบกฎเกณฑ์ชนิดที่ยอมรับว่าอำนาจคือความถูกต้อง”

สำหรับปฏิกิริยาของสหรัฐฯกับอิสราเอลต่อการประกาศแซงก์ชั่นของสหราชอาณาจักรครั้งนี้ ปรากฏว่าพวกเจ้าหน้าที่ของทั้ง 2 ประเทศได้แสดงการตอบโต้อย่างโกรธเกรี้ยว อิตามาร์ เบ็น-กวีร์ (Itamar Ben-Gvir) นักการเมืองขวาจัดสุดขั้วที่ปัจจุบันเป็นรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งชาติของอิสราเอล เรียกร้อง [4] ให้ปิดสถานกงสุลในเยรูซาเลมตะวันออกของสหราชอาณาจักร ขณะที่รัฐมนตรีคลังอิสราเอลก็เรียกร้อง [5] ให้ขับเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรออกนอกประเทศ

ด้าน ไมค์ ฮัคคาบี (Mike Huckabee) เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำอิสราเอล เรียกการห้ามทำการค้าของสหราชอาณาจักรคราวนี้ว่า เป็น “การแบ่งแยกกีดกันที่มุ่งกระทำต่อประชาชนชาวยิว” พร้อมกับเสนอแนะว่ารัฐแต่ละรัฐของอเมริกา เป็นต้นว่า ฟลอริดา ควรตอบโต้แก้เผ็ดเอากับรัฐบาลสหราชอาณาจักร

ด้าน ส.ส. แรนดี ไฟน์ (Randy Fine) ของสหรัฐฯ (สังกัดพรรครีพับลิกัน จากรัฐฟลอริดา) ซึ่งเป็นสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติที่มีแนวความคิดโปรอิสราเอลและแอนตี้มุสลิม เขียนบนสื่อสังคมว่า “ฟลอริดาคือหนึ่งในคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร” และส่งสัญญาณว่า รัฐแห่งนี้อาจต้องดำเนินการเคลื่อนไหวบอยคอตต์คว่ำบาตรสินค้าสหราชอาณาจักร

(ข้อเขียนชิ้นนี้ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ข่าว คอมมอน ดรีมส์ https://www.commondreams.org/news/uk-bans-trade-israeli-settlements)

เชิงอรรถ
[1] https://www.middleeasteye.net/news/settler-attacks-west-bank-take-dangerous-turn
[2] https://www.gov.uk/government/speeches/foreign-secretary-oral-statement-on-israel-palestine
[3] https://www.canada.ca/en/global-affairs/news/2026/09/joint-statement-of-the-foreign-ministers-of-canada-denmark-finland-france-iceland-ireland-norway-poland-portugal-spain-sweden-and-the-uk-on-the-two.html
[4]https://x.com/itamarbengvir/status/2097282075187368110
[5] https://www.commondreams.org/news/uk-trade-ban-israeli-settlements