ภูเขาไฟอานักกรากะตัว (Anak Krakatoa) ในประเทศอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ยังมีพลังและเคลื่อนไหวมากที่สุดในโลก จากเหตุการณ์ปะทุรุนแรงครั้งล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ 4 ก.ย. ที่ผ่านมา ทำให้อันตรายของภูเขาไฟใกล้ไทยลูกนี้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง
**ลักษณะทางภูมิศาสตร์**
อานักกรากะตัว หรือ อานักกรากะเตา (Anak Krakatau) ซึ่งแปลว่า "ลูกของกรากะเตา" ในภาษาอินโดนีเซีย ตั้งอยู่ในช่องแคบซุนดาระหว่างเกาะชวาและเกาะสุมาตรา เป็นภูเขาไฟแบบสลับชั้น (Stratovolcano) ที่ตั้งอยู่บนแนววงแหวนไฟแห่งมหาสมุทรแปซิฟิก (Pacific Ring of Fire) ซึ่งเป็นเขตที่แผ่นเปลือกโลกอินโด-ออสเตรเลีย (Indo-Australian Plate) มุดลงใต้แผ่นยูเรเชีย (Eurasian Plate) ทำให้เกิดแมกมาและกิจกรรมทางภูเขาไฟอย่างต่อเนื่อง
**การปะทุครั้งใหญ่ปี ค.ศ. 1883**
การปะทุของภูเขาไฟกรากะตัว (ลูกเดิม) เริ่มส่งสัญญาณเตือนในเดือน พ.ค. ปี 1883 และปะทุรุนแรงที่สุดในวันที่ 26-27 ส.ค. ปี 1883 การระเบิดในวันที่ 27 ส.ค. เวลา 10:02 น. ทำให้เกิดเสียงดังกึกก้องที่ได้ยินไปไกลถึง 4,800 กิโลเมตร (ไกลถึงเกาะมอริเชียสและออสเตรเลีย) นับเป็น "เสียงที่ดังที่สุดในประวัติศาสตร์โลก" ที่เคยบันทึกไว้
แรงระเบิดได้ทำลายพื้นที่เกาะเดิมไปมากกว่า 70% และทำให้เกาะภูเขาไฟเดิมพังทลายลงสู่ทะเลเกิดเป็นแอ่งภูเขาไฟรูปกระจาด (Caldera) นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดคลื่นสึนามิสูงกว่า 30-40 เมตร พัดถล่มชายฝั่งเกาะชวาและสุมาตรา คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 36,000 คน
เถ้าถ่านและก๊าซซัลเฟอร์ที่ปลดปล่อยขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ยังบดบังแสงอาทิตย์ จนทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกลดลงประมาณ 0.5–1.2 °C เป็นเวลาหลายปี
**กำเนิด 'อานักกรากะตัว'**
หลังจากภูเขาไฟเดิมพังทลายไปในปี ค.ศ. 1883 แอ่งใต้น้ำยังคงมีแมกมาดันตัวอยู่ตลอดเวลา
• ค.ศ. 1927: เริ่มเกิดการปะทุใต้ทะเล และมีเกาะเถ้าถ่านเล็กๆ โผล่ขึ้นมาจากใต้ผืนน้ำ
• ค.ศ. 1930: วันที่ 11 ส.ค. ปี 1930 เกาะภูเขาไฟแห่งใหม่สามารถก่อตัวสูงพ้นผืนน้ำได้อย่างถาวร และได้รับชื่อว่า อานักกรากะตัว หรือลูกของกรากะตัว โดยภูเขาไฟลูกนี้เติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ เฉลี่ยปีละ 7-9 เมตร จากการที่ลาวาและเถ้าถ่านที่พ่นออกมาเกิดการสะสมตัว
**ลำดับเหตุการณ์การปะทุครั้งสำคัญ**
• ค.ศ. 1927–1930: กำเนิดเกาะภูเขาไฟลูกใหม่ขึ้นเหนือน้ำอย่างถาวร
• ค.ศ. 1952: มีการปะทุรุนแรง พ่นเถ้าถ่านสูงจนสร้างยอดเขาให้เติบโตอย่างรวดเร็ว
• ค.ศ. 1993–1994: เริ่มเข้าสู่ช่วงการปะทุแบบสตรอมโบเลียน (Strombolian) อย่างต่อเนื่อง มีลาวาไหลและระเบิดพ่นหินร้อน
• ค.ศ. 2008: เกิดการปล่อยก๊าซร้อน ลาวา และหินภูเขาไฟระเบิดออกมาอย่างรุนแรงในเดือนเมษายน
• ค.ศ. 2018 (ครั้งใหญ่ที่สุดยุคใหม่): วันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 2018 เกิดการปะทุครั้งใหญ่ที่ทำให้ตัวภูเขาไฟถล่มลงทะเลไปกว่า 2 ใน 3 ส่วน ส่งผลให้ความสูงลดลงจาก 338 เมตร เหลือเพียงประมาณ 110-157 เมตร และเหตุการณ์พังถล่มนี้ยังก่อให้เกิดสึนามิในช่องแคบซุนดา คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 430 คน
• ค.ศ. 2020: ปะทุพ่นเถ้าถ่านสูงถึง 15 กิโลเมตร ส่งเสียงระเบิดดังไปถึงกรุงจาการ์ตา ซึ่งอยู่ห่างออกไป 150 กิโลเมตร
• ค.ศ. 2022: เกิดการปะทุหลายสิบครั้งตลอดทั้งปี โดยครั้งใหญ่ที่สุดในเดือน เม.ย. พ่นควันเถ้าถ่านสูงหลายพันเมตร
• ค.ศ. 2023–ปัจจุบัน: ยังคงมีการปะทุสั้นๆ และส่งควันเถ้าถ่านเป็นระยะ แสดงถึงพลังงานใต้มหาสมุทรที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นตั้งแต่เวลา 23.07 น. ของวันที่ 4 ก.ย. ที่ผ่านมา เถ้าถ่านภูเขาไฟและก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่พวยพุ่งขึ้นสู่อากาศลอยไปไกลกว่า 150 กิโลเมตรส่งผลให้กระทรวงคมนาคมอินโดนีเซียสั่งปิดท่าอากาศยานรวม 8 แห่ง รวมถึงท่าอากาศยานนานาชาติซูการ์โน-ฮัตตา ในกรุงจาการ์ตา มีเที่ยวบินล่าช้า เปลี่ยนเส้นทาง หรือถูกยกเลิกมากกว่า 2,000 เที่ยวบิน และทำให้มีผู้เดินทางได้รับผลกระทบกว่า 270,000 คน
สิ่งที่ทำให้อานักกรากะตัว (Anak Krakatoa) มีความอันตรายเป็นพิเศษ เกิดจากปัจจัยทางธรณีวิทยาและตำแหน่งที่ตั้งซึ่งอาจก่อให้เกิดภัยพิบัติหลายรูปแบบพร้อมกัน
- การเกิดสึนามิแบบไม่ทันตั้งตัว (Volcanogenic Tsunami): สึนามิส่วนใหญ่เกิดจากแผ่นดินไหวใต้ทะเลซึ่งมีระบบเตือนภัยชัดเจน แต่อานักกรากะตัวเกิดสึนามิจากการที่ลาดเขาทรุดตัวถล่มลงทะเล (Volcanic Flank Collapse) เช่น เหตุการณ์ใหญ่ในปี 2018 ที่ดินถล่มลงทะเล ก่อคลื่นสึนามิเข้าชายฝั่งโดยไร้สัญญาณเตือนภัยก่อนหน้า
- ตั้งอยู่บนฐานที่ไม่มั่นคง: ตัวเกาะสร้างขึ้นจากเถ้าถ่านและลาวาภูเขาไฟยุคใหม่ที่พูนตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ บนขอบปล่องภูเขาไฟเดิม ทำให้โครงสร้างตัวเกาะไม่แข็งแรงและมีโอกาสพังทลายลงน้ำได้ง่าย
- การระเบิดแบบไอน้ำรุนแรง (Phreatomagmatic Eruption): เมื่อลาวาร้อนจัดสัมผัสกับน้ำทะเลโดยตรง จะเกิดปฏิกิริยาไอน้ำแรงดันสูง ส่งผลให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง พ่นเถ้าถ่านและเศษหินกระจายไปกว้างไกล
- ที่ตั้งใกล้ชุมชนและเส้นทางเดินเรือสำคัญ: ภูเขาไฟแห่งนี้ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างเกาะชวาและเกาะสุมาตรา ซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นตามแนวชายฝั่ง และเป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่มีเรือผ่านตลอดเวลา การปะทุของภูเขาไฟจึงเสี่ยงที่จะก่อความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างมาก


