คริส ไรท์ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ปฏิเสธคำกล่าวหาที่ว่าวอชิงตัน "กำลังขโมยน้ำมันของเวเนซุเอลา" ตามหลังได้ข้อตกลงหนึ่งๆ ซึ่งเปิดทางให้บรรดาบริษัทอเมริกาเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติอันมหาศาลของเวเนซุเอลาได้ในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ
ไรท์ ชี้แจงในเรื่องดังกล่าวเมื่อวันพุธ(2ก.ย.) ระหว่างให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพีและสื่อมวลชนอื่นๆ ณ สนามบินในกรุงการากัส หลังเดินทางเยือนเวเนซุเอลา เพื่อเข้าร่วมพิธีลงนามในข้อตกลงทางพลังงานต่างๆนานา มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์
ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว คาดว่าสหรัฐอเมริกาจะเข้าควบคุมน้ำมันของเวเนซุเอลาเป็นส่วนใหญ่มากกว่า 65,000 ล้านบาร์เรล คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 20% ของแหล่งสำรองน้ำมันดิบอันมหาศาลของประเทศแห่งนี้ ขณะที่เวเนซุเอลเป็นชาติที่มีแหล่งน้ำมันดิบสำรองที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก
คาดหมายว่าการารัสจะมีรายได้ราว 209,000 ล้านดอลลาร์ จากข้อตกลงที่ครอบคลุมระยะเวลา 25 ปี "ผมเห็นพาดหัวข่าวแล้ว เรากำลังขโมยน้ำมันเวเนซุเอลา แน่นอนว่า มันไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง" ไรท์กล่าว
เขาเน้นย้ำว่าน้ำมันของเวเนซุเอลายังคงอยู่ภายใต้ความเป็นเจ้าของของเวเนซุเอลา "บรรดาบริษัทเอกชนกำลังนำเงินทุนเข้ามาเพื่อผลิตน้ำมัน แต่ผลประโยชน์ ค่าสิทธิ และภาษี ทั้งหมดทั้งมวลจะตกเป็นของรัฐบาลเวเนซุเอลาและประชาชนชาวเวเนซุเอลา" ไรท์ระบุ "มีสินทรัพย์ใต้ดินที่ไม่ได้สร้างประโยชน์ใดๆให้แก่ประชาชนชาวเวเนซุเอลา สิ่งที่เราทำก็คือนำเงินทุนและเทคโนโลยีเข้ามา เพื่อพัฒนามัน"
ไรท์ ยังเน้นถึงความจำเป็นที่ต้องฟื้นฟูภาคไฟฟ้าที่กำลังประสบปัญหาของเวเนซุเอลา โดยพื้นที่ขนาดใหญ่ของประเทศแห่งนี้ ต้องเผขิญกับปัญหาไฟฟ้าดับยาวนานหลายชั่วโมงในแทบทุกวัน พร้อมระบุระบบไฟฟ้าที่น่าเชื่อถือยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับอุตสาหกรรมน้ำมัน เปิดทางให้สามารถปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
"เราต้องการมันทั้งคู่" ไรท์กล่าว และแสดงมุมมองในแง่บวกเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานทางไฟฟ้าของเวเนซุเอลาภายใต้แผน 5 ปี
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ให้คำจำกัดความข้อตกลงทางพลังงานที่แถลงเมื่อวันศุกร์(28ส.ค.) ว่าเป็นข้อตกลงน้ำมันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก
จากนั้นในวันพุธ(2ก.ย.) ทรัมป์ ยังปฏิเสธเสียงเรียกร้องสำหรับจัดเลือกตั้งในเวเนซุเอลาในทันที แม้คาดหมายว่าการพูดคุยหารือที่สหรัฐฯให้การสนับสนุน ระหว่างรัฐบาลรักษาการกับกลุ่มก๊กฝ่ายค้าน ท้ายที่สุดแล้วจะนำไปสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย "ผมคิดว่าพวกเขายังไม่พร้อม มันเป็นเรื่องใหม่มากๆ เราเพิ่งพาพวกเขาออกจากเผด็จการ และเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลปัจจุบัน"
สหรัฐฯส่งกองกำลังบุกจู่โจมโค่นล้มประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังจากนั้น เดลซีย์ โรดิเกซ อดีตรองประธานาธิบดีของมาดูโร ก็ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งแทนในฐานะผู้นำรักษาการ
โรดริเกซ ซึ่งบริหารประเทศโดยอยู่ภายใต้อิทธิพลของทรัมป์ กล่าวเช่นกันว่าจะมีการจัดการเลือกตั้งขึ้นเมื่อ "เวเนซุเอลาพร้อม" ส่วน ไรท์ บอกว่าระบบการเมืองและเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา จำเป็นต้องมีเสถียรภาพก่อนเป็นลำดับแรก แล้วการเลือกตั้งถึงจะมีขึ้นได้
(ที่มา:เอเจนซี/บิสเนสเรคอร์เดอร์/เอเอฟพี)


