มาเลเซียต้องการให้องค์การความร่วมมืออิสลาม(Organisation of Islamic Cooperation) องค์กรระหว่างรัฐบาลของกลุ่มประเทศมุสลิม ดำเนินการอย่างแข็งขันกว่านี้ในการจัดการกับอิสราเอล ในนั้นรวมถึงปิดล้อม บอยคอตต์และคว่ำบาตร ต่อกรณีที่รัฐยิวกระทำโหดร้ายทารุณกับชาวปาเลสไตน์ จากคำกล่าวของดาโต๊ะ สรี โมฮัมหมัด ฮาซาน
เขาบอกว่าองค์การความร่วมมืออิสลาม ต้องยกระดับบทบาทในฐานะเสียงสะท้อนร่วมของกลุ่มประเทศมุสลิม และทำให้แน่ใจว่ามติที่ออกมานั้น จะนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม แทนที่จะเป็นเพียงแค่ถ้อยแถลงเท่านั้น
"เราต้องการให้ออกแรงกดดันอิสราเอลผ่านการปิดล้อม การบอยคอตต์และมาตรการคว่ำบาตรไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม กับระบอบไซออนิสต์" เขากล่าว "ความโหดร้ายป่าเถื่อนที่เขาก่อและความดื้อรั้นของพวกเขาในการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไม่ลดละ เป็นสิ่งที่ไม่อาจเพิกเฉยได้"
รัฐมนตรีโมฮัมหมัด เป็นแกนนำคณะผู้แทนของมาเลเซีย เดินทางไปร่วมประชุมวาระพิเศษสภารัฐมนตรีต่างประเทศขององค์การความร่วมมืออิสลาม ในเมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุดในปาเลสไตน์
เขาบอกว่ามาเลเซียอยากเห็นองค์การความร่วมมืออิสลามและสันนิบาตอาหรับ ร่วมมือกันก่อนการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในเดือนหน้า ดำเนินการกดดันอิสราเอล ตามรายงานของเบอร์นามา สื่อมวลชนแดนเสือเหลือง
นอกจากนี้แล้วรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย บอกว่ามาตรการต่างๆนานาเหล่านั้น อาจรวมไปถึงการจำกัดอาวุธที่ป้อนแก่อิสราเอล "กลุ่มประเทศในองค์การความร่วมมืออิสลามและสันนิบาตอาหรับ จำเป็นต้องใช้มาตรการกดดันอย่างเป็นระบบและประสานสอดคล้องกัน ถ้าเป็นไปได้ เราต้องการให้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรกับอิสราเอล เพื่อที่จะไม่มีประเทศไหนส่งมอบอาวุธหรือจัดหาอุปทานที่ใช้เข่นฆ่าและกระทำการโหดร้ายป่าเถื่อนกับประชาชนชาวปาเลสไตน์"
ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีโมฮัมหมัด เรียกร้องให้ยกระดับกดดันทางการทูต บีบให้อิสราเอลยอมรับแผนหยุดยิงของสหรัฐฯ เปิดทางสำหรับป้อนความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่กาซา โดยเฉพาะจุดผ่านแดนราฟาห์ สำหรับลำเลียงอาหารและเสบียงยาเข้าไปยังฉนวนแห่งนี้
เขาเน้นว่าบรรดาชาติยุโรปหลายประเทศได้ขัดขวางเรือต่างๆที่บรรทุกยุทโธปกรณ์ทางทหารจากการเข้าเทียบท่าตามท่าเรือต่างๆของพวกเขา ซึ่งทางมาเลเซียคงไว้ซึ่งจุดยืนดังกล่าวมาช้านาน
โมฮัมหมัด บอกว่ามาตรการปิดล้อมจะได้ผลก็ต่อเมื่อได้รับแรงสนับสนุนจากนานาชาติ และเป็นการตัดสินใจผ่านที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ตามด้วยการอนุมัติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
(ที่มา:เดอะสตาร์)


