รัฐบาลกัมพูชากล่าวอ้างประสบความสำเร็จครั้งสำคัญในการต่อสู้กับอุตสาหกรรมสแกม ที่ขโมยเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์ไปจากเหยื่อทั่วโลก โดยเจ้าหน้าที่คุยโวว่าพวกเขาได้กวาดล้างแหล่งที่ตั้งของขบวนการหลอกลวงทั้งหมดในประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คำกล่าวอ้างที่เรียกความคลางแคลงใจจากสื่อมวลชนระดับโลกและกลุ่มสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
Chhay Sinarith รัฐมนตรีอาวุโสซึ่งกำกับดูแลคณะกรรมการปราบปรามอาชญากรรมสแกมออนไลน์ของกัมพูชา บอกกับบรรดาคณะผู้แทนทูตต่างชาติที่มารวมตัวกันในวันพฤหัสบดี(27ส.ค.) ว่า "กิจกรรมการฉ้อโกงหลอกลวงขนาดใหญ่อยู่ภายใต้การควบคุมโดยสมบูรณ์แล้ว และปัจจุบันไม่มีเขตล้อมรั้วสแกมเหลืออยู่ในประเทศอีกต่อไป" อ้างอิงถ้อยแถลงที่เผยแพร่ออกมาในวันศุกร์(28ส.ค.)
ถ้อยแถลงอ้างว่ากลุ่มอาชญากรรมทั้งหลายได้เบี่ยงสู่กิจกรรมการฉ้อโกงขนาดเล็กที่ไม่มีศูนย์กลาง มีการกระจายศูนย์ ซุกซ่อนอยู่ตามเกสต์เฮาส์ต่างๆ คอนโดมีเนียม บ้านเช่า ยานพาหนะและร้านคาเฟ่ แต่ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่กัมพูชาจะเดินหน้าจัดการกับปฏิบัติการเหล่านี้
อย่างไรก็ตาม มอนต์โซ เฟอร์เรร์ ผู้อำนวยการร่วมประจำภูมิภาคขององค์การนิรโทษพรรมสากล บอกว่ากลุ่มสิทธิมนุษยชนแห่งนี้ "มีความเคลือบแคลงใจเป็นอย่างสูงต่อคำกล่างอ้างที่ว่าอุตสาหกรรมเขตล้อมร้วสแกมถูกกำจัดโดยสิ้นเชิงแล้ว เนื่องจากสายสัมพันธ์ที่หยั่งรากลึกของอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์กับประเทศแห่งนี้
"บททดสอบที่แท้จริงของความสำเร็จในระยะยาว ไม่ใช่การปิดเขตล้อมรั้วมากน้อยแค่ไหน แต่มันคือตัวละครที่เกี่ยวข้องถูกสืบสวน ดำเนินคดีและขัดขวางจากการกลับมาปฏิบัติการหรือไม่" เธอกล่าว
รายงานของรอยเตอร์สระบุว่าเขตล้อมรั้วเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วดำเนินงานโดยแก๊งอาชญากรรมชาวจีน และเป็นที่อยู่และที่กักขังคนงานหลายหมื่นชีวิต จำนวนมากเป็นเหยื่อค้ามนุษย์และใช้ชีวิตอยู่ในสภาพที่โหดร้ายป่าเถื่อน ทั้งนี้ศูนย์สแกมทั้งหลายได้แพร่กระจายราวกับโรคระบาดไปทั่วกัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ และพื้นที่ไร้ขื่อแปตามแนวชายแดนเมียนมา-ไทย
รอยเตอร์สบอกด้วยว่าพวกเขาไม่สามารถยืนยันต่อคำกล่าวอ้างของรัฐบาลกัมพูชา เกี่ยวกับความสำเร็จในการต่อสู้กับอุตสาหกรรมสแกม และระบุด้วยว่าพวกผู้สื่อข่าวของรอยเตอร์ส ได้เดินทางไปเยือนศูนย์สแกมที่ถูกทิ้งร้างหรือถูกยึดในกัมพูชา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคมและเมษยน ที่ผ่านมา รวมถึงได้ทำการสัมภาษณ์ผู้คนที่เกี่ยวข้องกับการพบหลักฐานการล่วงละเมิดและการฉ้อโกงในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งทำให้เหยื่อทั่วโลกสูญเสียเงินไปเป็นมูลค่าหลายพันหลายหมื่นล้านดอลลาร์
Chhay Sinarith กล่าวอ้างอีกว่านับตั้งแต่เดือนกรกฏาคม 2025 ทางเจ้าหน้าที่กัมพูชาได้ทำการตรวจสอบที่ตั้งต้องสงสัย 793 แห่ง จนนำไปสู่การปราบปรามที่ตั้งต่างๆ 624 แห่งและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเกือบ 30,000 คน ที่มีสัญชาติต่างๆกว่า 39 ประเทศ
จาค็อบ ซิมส์ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและนักวิเคราะห์ด้านอาชญากรรมข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า "แรงกดดันจากนานาชาติได้ก่อให้เกิดการหยุดชะงักอย่างแท้จริงในปีนี้ ต่อเขตล้อมรั้วขนาดใหญ่ที่เป็นเสมือนฉากหน้าอันเด่นชัดของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยสแกมของภาครัฐกัมพูชา มาอย่างยาวนาน"
อย่างไรก็ตามเขากล่าวต่อว่า "การปราบปรามภาคประชาสังคมและสื่อมวลชนในประเทศ นั่นหมายความว่าคำกล่าวอ้างเกี่ยวกับการขุดรากถอนโคน ไม่ผ่านการตรวจสอบอย่างอิสระ ดังนั้นมันจึงควรถูกมองด้วยความสงสัย" ซิมส์ระบุ "ความเสี่ยงใหญ่หลวงที่สุดของประชาคมนานาชาติคือ สับสนระหว่างความปั่นป่วนที่เห็นได้ชัดและการทำลายเครือข่ายที่เป็นรากฐาน กับการคุ้มครองทางการเมืองที่ทำให้อุตหกรรมนี้ยังคงดำรงอยู่"
(ที่มา:รอยเตอร์ส)


