xs
xsm
sm
md
lg

‘ทรัมป์’วางใจ ให้‘ขุนคลังสกอตต์ เบสเซนต์’ อดีตลูกน้อง‘จอร์จ โซรอส’ นำทัพทำศึกกับตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ฮันส์ แวน เลเวิน, เดอะ เทเลกราฟ


สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ขณะแถลงข่าวที่กระทรวงในกรุงวอชิงตัน เมื่อวันจันทร์ (24 ส.ค.) เวลานี้เขาได้รับมอบหมายจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้หาทางสยบความตื่นตระหนกของตลาดพันธบัตร ซึ่งก็คือต่อสู้กับกลุ่มผู้พิทักษ์ตลาดพันธบัตร (bond vigilantes) ที่พวกนักวิเคราะห์มองว่า เป็นสงครามที่ ทรัมป์ และ เบสเซนต์ ไม่มีทางชนะ
Trump is in another unwinnable war – this time with the bond market
Story by Hans van Leeuwen, THE TELEGRAPH
23/08/2026

ขณะที่หนี้สินของสหรัฐฯกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับติดจรวด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และบรรดาพันธมิตรของเขาก็กำลังแตกตื่นวิ่งลุ้หาทางไม่ให้เกิดแผ่นดินไหวทางการเงินขึ้นมา

สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เฉลิมฉลองวันเกิดครบรอบ 64 ปีของเขาเมื่อวันศุกร์ (21 ส.ค.) ที่ผ่านมา ทว่าบางทีมันอาจจะไม่ใช่วันคล้ายวันเกิดที่มีความสุขที่สุดของเขาแต่อย่างใด

สองวันก่อนหน้านั้น เขาเพิ่งตัดสินใจให้ของขวัญวันเกิดล่วงหน้าแก่ตัวเอง จากการเผชิญความปั่นป่วนผันผวนในตลาดการเงิน เขาสั่งให้พวกเจ้าหน้าที่ของเขาเพิ่มปริมาณการซื้อคืนตราสารหนี้ หรือ บอนด์ (bond) ที่ออกโดยรัฐบาลสหรัฐฯชนิดอายุไถ่ถอนระยะยาวจากตลาด เป็น 2 เท่าตัวของที่พวกเขาควรทำในตลอดช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ นั่นคือ เพิ่มการซื้อเป็น 4,000 ล้านดอลลาร์

การทำเช่นนี้ มันก็มีความมุ่งหมายที่จะเป็นของขวัญให้แก่พวกเราทั้งหลายด้วย

เบสเซนต์ไม่ได้กำลังคิดถึงการเป่าเทียนจำนวนมากบนเค้กวันเกิดของเขาให้ดับไปอย่างสวยงามหรอก แต่จากการเข้าไปพยุงตลาดสำหรับตราสารหนี้เหล่านี้ ซึ่งรู้จักเรียกขานกันว่า พันธบัตรคลังสหรัฐฯ (US Treasuries) เขาก็กำลังวาดหวังว่าจะสามารถหยุดยั้งพวก “กลุ่มผู้พิทักษ์ตลาดพันธบัตร” (bond vigilantes) ให้ยุติการเป่าแสงไฟให้ดับไปจากเศรษฐกิจโลกอย่างสิ้นเชิง
(กลุ่มผู้พิทักษ์ตลาดพันธบัตร bond vigilantes หมายถึงกลุ่มนักลงทุนในตลาดตราสารหนี้ที่ร่วมกันเทขายพันธบัตรรัฐบาล เพื่อประท้วงนโยบายการเงินการคลังที่พวกเขาเห็นว่าเสี่ยงทำให้เกิดเงินเฟ้อหรือทำให้ประเทศมีหนี้สินสาธารณะล้นพ้นตัว การเทขายนี้มุ่งทำให้ราคาพันธบัตรลดลง และดังนั้นจึงทำให้อัตราผลตอบแทน หรือ ยีลด์ yield เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นการสร้างแรงบีบรัฐบาลให้ต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยแพงขึ้น จนอาจต้องยอมเปลี่ยนนโยบาย ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Bond_vigilante)

โดนัลด์ ทรัมป์ นิยมนำเอาชื่อเสียงความน่าเชื่อถือของเขาในฐานะเป็นประธานาธิบดีมาวางเป็นประกันอยู่บ่อยๆ ในการผลักดันความสำเร็จของตลาดวอลล์สตรีท ตลอดจนความสำเร็จของเศรษฐกิจสหรัฐฯในวงกว้าง

จากการที่เขาวิพากษ์วิจารณ์กระหน่ำตีใส่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) อย่างไม่ยอมหยุดหย่อนว่ายังคงอัตราดอกเบี้ยสูงๆ เอาไว้ ไปจนถึงการกล่าวอ้างเครดิตสำหรับการที่ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทพุ่งทะลุทำสถิติสูงสุด เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯผู้นี้เลือกใช้วิธีการแบบเข้าไปยุ่งเกี่ยวผลักดันตลาดการเงินโดยตรง มากกว่าที่ประมุขอเมริกันคนก่อนๆ ที่ผ่านมาส่วนใหญ่เคยกระทำกัน

ดังนั้น หลังจากตลาดพันธบัตรคลังสหรัฐฯอยู่ในสภาพหล่นฮวบฮาบอย่างน่ากลัวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทรัมป์จึงมอบหมายให้ เบสเซนต์ รับผิดชอบภารกิจสกัดขวางการไหลรูด และปลอบโยนพวกนักลงทุนบอนด์ไม่ให้แตกตื่นตระหนก

ยุทธวิธีที่ เบสเซนต์ นำเอามาใช้ก็ง่ายๆ นั่นคือ ถ้าไม่มีใครอื่นต้องการซื้อพันธบัตรคลังอายุ 10 ปี และอายุ 30 ปี ราวกับว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีคนรักคนชอบเอาเสียเลย โอเค เขาก็จะซื้อมันเสียเอง

การกระตุ้นให้เกิดดีมานด์เทียมเช่นนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อผลักดันราคาของพันธบัตรเหล่านี้ให้สูงขึ้น ซึ่งก็จะเป็นการลดอัตราผลตอบแทน (ยีลด์) ของมันลงมา –โดยที่ ยีลด์ ก็คืออัตราดอกเบี้ยที่สหรัฐฯต้องจ่ายสำหรับการขอยืมเงินจากพวกผู้ถือครองบอนด์นั่นเอง ยีลด์นี้แม้กระทั่งลดต่ำลงเพียงเล็กน้อย ก็สามารถลดค่าดอกเบี้ยเป็นจำนวนหลายแสนล้านดอลลาร์ให้แก่รัฐบาลทรัมป์ สืบเนื่องจากเวลานี้อเมริกาเป็นหนี้เป็นสินอยู่อย่างมหาศาล

เบนเซนต์ วาดหวังว่าด้วยการซื้อคืนบอนด์ จะสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้พิทักษ์ตลาดพันธบัตรขึ้นมาอีกครั้งว่า ถึงแม้เขายังไม่สามารถสยบการกู้ยืมเงินที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับไม่มีเบรคของสหรัฐฯ ได้ อย่างน้อยที่สุดเขาก็ทำให้ราคาของการกู้ยืมอยู่ในระดับที่มีการควบคุมกัน

ปรากฏว่าแผนการไม่คอยออกมาตามเป้าที่คิดเอาไว้ อย่างน้อยที่สุดก็ในความพยายามครั้งแรก อัตราผลตอบแทนได้ลดลงมาก็จริง แต่แล้วกลับกระเด้งขึ้นไปใหม่อย่างรวดเร็ว หลังจากนั้น เบสเซนต์ จึงลั่นปากว่าจะซื้อคืนให้มากขึ้นอีก รวมทั้งบอกด้วยว่าเขาจะพิจารณาตัวร่างงบประมาณ และหาวิธีการที่จะทำให้ต้องกู้ยืมน้อยลงอีกด้วย

ป่วยเป็นหวัด

ทรัมป์นั้นรบเร้าให้สาธารณชนชาวอเมริกันอย่าได้กังวลใจเกี่ยวกับอาการกระสับกระส่ายของตลาดพันธบัตร เมื่อถูกถามว่าชาวอเมริกันควรรู้สึกวิตกห่วงใยหรือไม่ ประธานาธิบดีผู้นี้ก็ตอบว่า “ไม่หรอก ผมไม่คิดว่าต้องกลุ้มใจอะไรนะ ประเทศของเรากำลังทำผลงานได้ดีมากทีเดียวถึงแม้เจอเรื่องอัตราดอกเบี้ยนี่”

ต่อมาเขาก็กล่าวยกย่องเชิดชูการทำงานของเบสเซนต์ โดยอ้างว่าเบสเซนต์มี “สัมผัสอย่างเป็นธรรมชาติมากๆ เรื่องเกี่ยวกับบอนด์”

แต่ถ้าการวางเดิมพันของเบสเซนต์ประสบความล้มเหลว ตลาดก็อาจเกิดอาการตื่นกลัวอย่างร้ายแรง นั่นจะส่งให้ต้นทุนของการกู้ยืมพุ่งพรวด –และก็ไม่ใช่เฉพาะในสหรัฐฯด้วย

“หากสหรัฐฯป่วยเป็นหวัด พวกคุณทั้งหมดก็ต้องกำลังจะเป็นโรคปอดบวม” เป็นคำอธิบายสั้นๆ ของ โจเซฟ บรูซุเอลัส (Joseph Brusuelas) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ อาร์เอสเอ็ม (RSM) เครือข่ายกิจการด้านการบัญชีและที่ปรึกษารายใหญ่รายหนึ่งของโลก

รัฐบาลชาติต่างๆ จำนวนมากรวมทั้งของสหราชอาณาจักร จะถูกบังคับให้ต้องใช้นโยบายรัดเข็มขัดเข้มงวดการใช้จ่าย หรือไม่เช่นนั้นก็ปล่อยให้อัตราเงินเฟ้ออาละวาดต่อไปจนคุมไม่อยู่

สินเชื่อการเคหะจะเจอดอกเบี้ยแพงขึ้นมาก การลงทุนในด้านถนน, โรงเรียน, และโรงพยาบาลจะหดตัวลง ภาษีจะเพิ่มสูงขึ้น ธุรกิจต่างๆ จะอยู่ในภาวะดิ้นรนกระเสือกกระสน, ตำแหน่งงานต่างๆ จำนวนมากจะหายสูญไป, เศรษฐกิจทั้งหลายจะโซซัดโซเซ

ในสหราชอาณาจักร แอนดี เบิร์นแนม (นายกรัฐมนตรีผู้เพิ่งเข้าดำรงตำแหน่งมาได้เพียงเดือนเศษ) ก็เหมือนกับ เบสเซนต์ ชายเจ้าของวันเกิดที่กล่าวไว้ข้างต้นนั่นแหละ ต้องการ “จับปลาสองมือ” นั่นคือ ประคับประคองตลาดพันธบัตรเอาไว้ไม่ให้บอบช้ำ โดยที่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะสร้างความเสียหายแก่ฐานผู้ออกเสียงของเขา

แต่การทำให้สำเร็จตามจุดมุ่งหมาย 2 ข้อที่ออกจะขัดแย้งกันเองเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย ถ้าเขาตัดสินใจใช้นโยบายกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น เพื่อให้ได้ใจผู้ออกเสียง ตลาดก็จะทำให้ยีลด์ของบอนด์รัฐบาลสหราชอาณาจักรสูงขึ้นอีก นั่นจะตัดลดความสามารถของเขาที่จะประคับประคองการใช้จ่ายงบประมาณ รวมทั้งยังจะกระทบกระเทือนตรงๆ ถึงเงินในกระเป๋าของผู้มีสิทธิออกเสียงอีกด้วย

เบิร์นแนม เป็นแค่ตัวอย่างรายล่าสุดในขบวนแถวนักการเมืองยาวเหยียดที่แสดงอาการฮึดฮัดไม่พอใจการที่ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของกลุ่มผู้พิทักษ์ตลาดพันธบัตรเช่นนี้

เจมส์ คาร์วิลล์ (James Carville) ที่ปรึกษาของ บิลล์ คลินตัน ซึ่งตอนนั้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวเอาไว้เมื่อปี 1993 และกลายเป็นคำพูดที่มีชื่อเสียงว่า เขาไม่ต้องการจะกลับชาติมาเกิดใหม่เป็นพระสันตะปาปาหรือประธานาธิบดีหรอก แต่ต้องการกลับชาติมาเกิดเป็นผู้ทรงอำนาจเหนือใครทั้งหมดในตลาดบอนด์ ซึ่งสามารถที่จะ “ข่มขู่คุกคามทุกๆ คนได้”

ที่ผ่านๆ มามันอาจจะเป็นเช่นนั้น แต่สำหรับตอนนี้สิ่งต่างๆ ดูจะมีความแตกต่างออกไป

ถึงแม้พวกนักลงทุนพันธบัตรมักมีบทบาทในการควบคุมพวกนักการเมืองให้เกิดความบันยะบันยังในการใช้สอยงบประมาณอยู่เสมอ แต่สำหรับปีนี้พวกเขาอาจจะกำลังคุมเข้มได้อย่างถูกต้องเหมาะสมเป็นครั้งแรกในรอบระยะเวลาหลายสิบปี

อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลทั้งในสหรัฐฯ, ญี่ปุ่น, สหราชอาณาจักร, และฝรั่งเศส เวลานี้ต่างอยู่ในระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงสุกดิบก่อนเหน้าวิกฤตการเงินโลกปี 2007-2008 (ในไทย มีผู้เรียกวิกฤตครั้งนั้นว่า วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์)

ภายหลังการพังครืนในคราวนั้น ส่วนใหญ่แล้วตลาดบอนด์พากันหันมาใช้นโยบายผ่อนคลาย มักยินยอมให้พวกรัฐบาลในประเทศที่เป็นเจ้าของเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดและร่ำรวยที่สุดของโลกบางราย ทำการหยิบยืมได้ด้วยอัตราดอกเบี้ยถูกๆ และทำการกู้ยืมได้อย่างง่ายๆ

แต่เมื่อได้รับใบอนุญาตเช่นนั้น มันก็ทำให้พวกนักการเมืองเดินหน้าสะสมหนี้สินให้แก่ประเทศชาติ มากกว่าทำการตัดสินใจที่ยากลำบากในเรื่องการขึ้นภาษีและลดงบประมาณรายจ่าย

แต่งานเลี้ยงเช่นนี้กำลังมาถึงจุดสิ้นสุดลงแล้ว เหมือนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบตรวจตราเรื่องการทำเสียงดังรบกวนชาวบ้าน กำลังเคาะประตูบ้านที่จัดงานปาร์ตี้สนุกกันไม่เลิกจนเวลาล่วงเข้าตีสอง ตลาดพันธบัตรก็กำลังพูดจาขอร้องอย่างสุขุมให้พวกนักดื่มเฮฮาลดเสียงต่างๆ ลงมา และอยู่กันสงบๆ หน่อย

การตอบสนองของเบสเซนต์ด้วยโปรแกรมซื้อคืนพันธบัตรของเขา ก็เปรียบเทียบได้กับการแค่ขอให้เบาเสียงลงมาสักหน่อยนั่นแหละ

แต่ยังไม่มีสัญญาณใดๆ เลยว่า ทรัมป์ หรือพวกผู้นำชาติตะวันตกอื่นๆ คนใด พรักพร้อมแล้วที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมของพวกเขา

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ปริมาณหนี้สินของรัฐบาลสหรัฐพอกพูนขึ้นจนทะลุหลัก 40 ล้านล้านดอลลาร์ นี่หมายความว่าในเวลา 5 นาทีที่คุณอาจจะใช้สำหรับอ่านข้อเขียนชิ้นนี้ มันจะเพิ่มสูงขึ้นไปอีก 27 ล้านดอลลาร์ทีเดียว

การขาดดุลงบประมาณ ซึ่งพันธบัตรคลังสหรัฐฯทั้งหมดเหล่านี้ควรจะทำหน้าที่เป็นตัวอุดส่วนที่ขาดอยู่ เวลานี้ยังคงมีอัตราส่วนเกือบเท่ากับ 6% ของจีดีพีสหรัฐฯ

อย่างที่ เบสเซนต์ ชี้เอาไว้เมื่อวันพฤหัสบดี (20 ส.ค.) นี่มันน้อยกว่าตัวเลขของปีที่แล้วนิดหน่อย กระนั้นก็ยังคงห่างไกลสุดขู่จากพื้นที่ปลอดภัยไม่ว่าจะวัดกันด้วยมาตรวัดใดๆ ก็ตามที รวมทั้งตัวเลข 3% ที่เขาเองพูดออกมาเอง ว่ากำลังเป็นเป้าหมายที่เขาตั้งเอาไว้จะไปให้ถึงภายในปี 2028

ขุนคลังสหรัฐฯบอกว่าในไม่กี่วันข้างหน้านี้เขาจะอธิบายให้ทราบว่า เขากำลังจะดำเนินการอย่างไรบ้างเพื่อให้เกิด “การรัดเข็มขัดทางการคลัง” เช่นนี้ขึ้นมา

อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ที่กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯรอบสอง ทรัมป์ก็ได้ดำเนินการใช้จ่ายไปแล้วถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์ โดยอยู่ในรูปแบบการลดภาษีและการตั้งงบประมาณรายจ่ายพิเศษต่างๆ ขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายในเรื่องระบบประกันสุขภาพและประกันสังคมยังคงกำลังไต่สูงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

ยิ่งไปกว่านั้น ค่าใช้จ่ายของสิ่งที่ทรัมป์เรียกว่า เป็นแค่ “การแวะออกนอกทาง” (excursion) เพื่อทำสงครามกับอิหร่าน ซึ่งถึงตอนนี้ลากยาวเป็นระยะเวลา 6 เดือนแล้ว ก็กำลังพุ่งพรวดขึ้นทุกที ทรัมป์เพิ่งเรียกร้องขอให้รัฐสภาจัดสรรงบประมาณด้านกลาโหมเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2 เท่าตัว นั่นคือขึ้นสู่ระดับ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

ยอดหนี้สินของรัฐบาลสหรัฐฯกำลังอยู่บนเส้นทางที่จะไปถึงระดับเท่ากับ 120% ของจีดีพีภายในช่วงทศวรรษหน้า ทิ้งไปไกลจากสถิติสูงสุดซึ่งได้ทำกันเอาไว้ในช่วงภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงหมาดๆ

ทรัมป์สร้างหนี้สินสะสมพอกพูนขนาดมหึมาที่สุดของโลกนี้ขึ้นมา ก็ด้วยการวางเดิมพันว่า เขาสามารถที่จะประคับประคองให้ความสนุกสนานดีงามต่างๆ ทางเศรษฐกิจยังคงเดินหน้ากันต่อไปได้ ทว่าในความพยายามที่จะท้าทายกลุ่มพันธมิตรพิทักษ์ตลาดพันธบัตรเช่นนี้ ทรัมป์กับเบสเซนต์อาจจะกำลังเปิดสงครามที่ไม่มีทางเอาชนะได้ขึ้นมาอีกสงครามหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ

ไว้ใจพึ่งพา‘เบสเซนต์’ -ลูกน้องเก่า‘จอร์จ โซรอส’

ประธานาธิบดีสหรัฐฯผู้นี้กำลังไว้วางใจหวังพึ่งพาอาศัย เบสเซนต์ อดีตนายใหญ่ของกองทุนเฮดจ์ฟันด์แห่งหนึ่ง ให้ทำหน้าที่คอยสกัดหน่วงเหนี่ยวพวกเรียกร้องต้องการนโยบายการคลังแบบเข้มงวด อย่าเข้ามาขวางการใช้จ่ายอย่างมันมือของเขาจนทำให้งานกร่อย

เบสเซนต์ คืออดีตพรานเถื่อนที่หันกลับมาเป็นเจ้าหน้าที่อนุรักษ์สัตว์ป่าโดยแท้ หลังสำเร็จการศึกษาด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยล เขาก็สร้างชื่อเสียงให้ตนเองในฐานะเป็นนักลงทุนทางการเงิน ขณะทำงานให้กับ จอร์จ โซรอส อภิมหาเศรษฐีนักเก็งกำไรค่าเงินตราชื่อฉาวโฉ่

ระหว่างอยู่ใต้การดูแลอบรมของ โซรอส เมื่อปี 1992 เบสเซนต์ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมงานที่วางแผนดำเนินการเก็งกำไรทุบค่าเงินปอนด์สหราชอาณาจักร จนกระทั่งสกุลเงินตรานี้อ่อนค่าลงอย่างรุนแรงในเหตุการณ์ “วันพุธทมิฬ” (Black Wednesday) ณ วันที่ 16 กันยายน 1992 และรัฐบาลสหราชอาณาจักรต้องประกาศถอนตัวนำเอาเงินปอนด์ออกมาจากกลไกอัตราแลกเปลี่ยนยุโรป (European Exchange Rate Mechanism หรือ ERM) (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Black_Wednesday)

หลังจากนั้น เบสเซนต์ ได้ก่อตั้งกองทุนเฮดจ์ฟันด์ระดับพันล้านดอลลาร์ที่ใช้ชื่อตามชื่อของตัวเขาเอง แล้วยังทำธุรกิจเสริมในด้านอสังหาริมทรัพย์ไปด้วย อย่างไรก็ดี ในที่สุดเขาได้กลับไปอยู่กับ โซรอส อีกรอบหนึ่ง ทำการเดิมพันเก็งกำไรครั้งมโหฬารในการโจมตีค่าเงินเยนญี่ปุ่น และปรากฏว่าสามารถฟันเงินกำไรได้สูงลิ่ว กระนั้น เขายังคงไม่อยู่นิ่งเฉยและคุกรุ่นด้วยความทะเยอทะยาน

ช่วงต้นทศวรรษ 2000 เขาเริ่มต้นบริจาคเงินสนับสนุนให้แก่พวกนักการเมืองของทั้งพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน และตัดสินใจในปี 2017 ที่จะทุ่มทุนสนับสนุนทรัมป์อย่างเต็มที่ รางวัลที่เขาได้รับคือการได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีคลังในเดือนมกราคม 2025

ขุนคลัง สกอตต์ เบสเซนต์ ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ถูกคนรู้จักบรรยายให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า เป็นคนที่ “มีลักษณะเป็นอันธพาลนิดหน่อย”
“ผมจะไม่วางเดิมพนันอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับ สกอตต์ เบนเซนต์ หรอก แต่เขายังมีอะไรที่จะต้องพิสูจน์ตัวเองให้มากขึ้นอีกนะ” เป็นคำกล่าวของผู้จัดการด้านการแลกเปลี่ยนเงินตรา ที่มีประสบการณ์มากมายซึ่งรู้จักเขา

เขา “ออกจะเป็นนักเลงอันธพาลนิดหน่อย” ผู้จัดการผู้นี้กล่าว แต่อยู่ในทางที่แทบจะเป็นคุณสมบัติเสริมส่งตัวเขา โดย เบสเซนต์ มีความพร้อมที่จะทำสิ่งที่จำเป็นจะต้องทำ –รวมทั้งพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงกับผู้อื่นเพื่อทำสิ่งที่ต้องการจะทำให้สำเร็จ

พวกมือเก่ามากประสบการณ์จากวอลล์สตรีทที่เคยพบกับเขาระหว่างที่เขายังทำงานให้โซรอส ทบทวนความหลังว่า เบสเซนต์มีกระดานไวต์บอร์ดแผ่นหนึ่งในห้องทำงานของเขา ซึ่งติดคำคมที่มาจาก สตีเฟน โควีย์ (Stephen Covey) ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Seven Habits of Highly Effective People อันโด่งดัง คำคมดังกล่าวคือ “สิ่งสำคัญที่สุดคือสิ่งสำคัญที่สุดของสิ่งสำคัญที่สุด” (The main thing is the main thing is the main thing)

ถังน้ำมันเบนซินถังใหญ่ที่กำลังพร้อมจะระเบิดตูมขึ้นมา

ภาวะเงินเฟ้อจะยังไม่ลดลงไปง่ายๆ ในเมื่อพิภพของเรายังคงซวนเซจากสงครามทั้งในยูเครนและในอิหร่าน, อุปทานน้ำมันและก๊าซเกิดการสะดุดติดขัดครั้งมโหฬาร, แล้วยังเรื่องการสู้รบทางการค้า, และวิกฤตด้านภูมิอากาศ อัตราเงินเฟ้อลงท้ายอาจจะยังคงขยับสูงขึ้นไป –และค้างคาอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานๆ

พวกธนาคารกลางทั้งหลายไม่มีการใช้มาตรการกระตุ้นจูงใจอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ ด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรกันอีกต่อไปแล้ว มาตรการที่เรียกขานกันว่า “การผ่อนคลายเชิงปริมาณ” (quantitative easing) เช่นนี้ ซึ่งนิยมทำกันในตอนเกิดวิกฤตทางการเงินและช่วงโรคโควิดเกิดการระบาดใหญ่ ตอนนี้เป็นอันปิดเวทีเก็บฉากกันไปหมด

ในความเป็นจริง พวกเขากำลังพยายามขายพันธบัตรเหล่านี้ทั้งหมด ความเคลื่อนไหวนี้กำลังขับดันให้อัตราผลตอบแทนของบอนด์เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมันก็คืออัตราดอกเบี้ยที่รัฐบาลทั้งหลายต้องจ่ายสำหรับการระดมหาเงินกู้มาอุดการขาดดุลงบประมาณที่พุ่งสูงอย่างน่าตกใจของพวกเขา

ในอีกด้านหนึ่ง การปฏิวัติด้านปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ของอเมริกา ก็กำลังดูดซับเงินทุนจำนวนเป็นแสนๆ ล้านดอลลาร์ ออกไปจากตลาดพันธบัตรรัฐบาลทั้งในสหรัฐฯและในยุโรป ขณะที่พวกนักลงทุนตราสารหนี้เลือกที่จะถอยห่างตลาดบอนด์ แล้วหันไปช่วยเหลือบรรดายักษ์ใหญ่เทคซึ่งต้องการระดมเงินทุนไปสร้างพวกดาต้าเซนเตอร์

กระทั่งพวกผู้ซื้อบอนด์รายใหญ่เก่าแก่ดั้งเดิมบางราย เป็นต้นว่า กองทุนความมั่งคั่งแห่งรัฐของพวกชาติแถบอ่าวเปอร์เซีย, ธนาคารของจีน, และบริษัทประกันชีวิตของญี่ปุ่น เวลานี้กำลังเลือกหันไปลงทุนกับสิ่งที่อยู่ใกล้ๆ บ้านกันมากกว่า

บางรายกำลังจับตาการใช้จ่ายอย่างปราศจากความยับยั้งชั่งใจของทรัมป์ รวมถึงวิกฤตต่างๆ ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังปะทุขึ้นมา และเรียกร้องต้องการได้อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นสำหรับการออกเงินทุนสนับสนุนงบประมาณรัฐบาลสหรัฐฯยุคทศวรรษ 2030 ซึ่งจะต้องมีการขาดดุลเป็นหนี้เป็นสินอย่างมโหฬาร

การผสมผสานกันของทั้งปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์, การเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่เกิดมาอย่างฉับพลันกะทันหัน, การใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย, เทคโนโลยีใหม่ๆ, และความไม่แน่นอนเหล่านี้ กำลังดูเหมือนพร้อมจะระเบิดขึ้นมาได้ตลอดเวลา นี่เป็นความเห็นของ บิลล์ แคมป์เบลล์ (Bill Campbell) ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนรายหนึ่งของ ดับเบิลไลน์ แคปิตอล (DoubleLine Capital)

“เราแน่ใจได้เลยว่า เรากำลังสร้างถังน้ำมันเบนซินขนาดใหญ่ขึ้นมาถังหนึ่งด้วยประเด็นปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ถังน้ำมันเบนซินที่ว่านี้เวลานี้เต็มแล้วแต่ยังคงมีการเติมเพิ่มเข้าไปอย่างต่อเนื่อง” ผู้จัดการพอร์ตมากประสบการณ์ที่ตั้งฐานอยู่ในแคลิฟอร์เนียผู้นี้บอก “มันเป็นไปไม่ได้ที่จะบอกว่าอะไรจะกลายเป็นสิ่งที่ผสมผสานเข้ากันได้อย่างเหมาะเจาะ ซึ่งจะเป็นตัวจุดประกายให้ไฟกองนี้ปะทุและไหม้ลุกลามขึ้นมา”

เทรดเดอร์กังวลใจ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรคลังสหรัฐฯ กำลังพุ่งแรงอย่างน่ากลัว ขณะที่รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่ได้แสดงความรับรู้ว่าจะต้องรีบเร่งแก้ไขปัญหาระดับพื้นฐานซึ่งเป็นสาเหตุของเรื่องนี้
พวกนักลงทุนพันธบัตรมีอารมณ์ความรู้สึกในระดับต่างๆ กันไป เกี่ยวกับสถานการณ์ที่ว่านี้ ตั้งแต่มองเห็นแง่ดีมีความหวังไปจนถึงรู้สึกสับสนหวาดกลัว และตั้งแต่มีความมั่นอกมั่นใจอย่างสูง ไปจนถึงถูกครอบงำด้วยความว้าวุ่นงงงวย แต่กระนั้นพวกเขาส่วนใหญ่ต่างเห็นพ้องกันในเรื่องหนึ่ง นั่นคือ ถ้าทรัมป์และเบสเซนต์ทำให้ตลาดบอนด์รู้สึกหมดศรัทธาไม่เชื่อมั่นอีกแล้ว พวกเขาก็จะดึงลากเอาทั้ง เบิร์นแนม, ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส, และนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ ให้ดิ่งลงเหวไปพร้อมกันด้วย

โอกาสที่จะเกิดเรื่องเช่นนี้กำลังเพิ่มสูงขึ้น นี่เป็นคำเตือนจาก โมฮาเหม็ด เอล-อีเรียน (Mohamed El-Erian) ศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์และเป็นนักการเงินประสบการณ์สูง “เรากำลังเข้าสู่ดินแดนที่ไฟเหลืองกำลังกะพริบถี่ยิบ ใช่ไหม? ใช่ครับ เราอยู่ตรงนั้นแล้ว เมื่อไหร่มันจะเปลี่ยนไปเป็นสีแดงล่ะ? ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”

มันไม่ได้มีแต่เฉพาะตัวเขาและแคมป์เบลล์เท่านั้น ที่ยังไม่แน่ใจว่าอะไรอาจกลายเป็นปัจจัยจุดประกายให้ตลาดเกิดไฟไหม้ใหญ่ขึ้นมา

มันอาจจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันกะทันหันอย่างที่เรียกกันว่า “ลิซ ทรัสส์ โมเมนต์” (Liz Truss moment) ครั้งใหม่ หรือไม่เช่นนั้นมันอาจจะเป็นการแตกเปรี้ยงปร้างของฟองสบู่กิจการด้านเอไอ
(ลิซ ทรัสส์ โมเมนต์ Liz Truss moment หมายถึง วิกฤตการณ์ที่ตลาดการเงินสูญเสียความเชื่อมั่นในวินัยทางการคลังของรัฐบาลอย่างกะทันหัน จนทำให้ต้นทุนการกู้ยืมพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ค่าเงินและตลาดพันธบัตรปั่นป่วน และบีบให้ผู้นำประเทศต้องยอมถอยหรือพ้นจากตำแหน่ง ลิซ ทรัสส์ คือนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ที่ประกาศแผนลดภาษีครั้งใหญ่โดยไม่มีมาตรการรองรับหนี้ที่ชัดเจนเมื่อเดือนกันยายนปี 2022 จึงทำให้เกิดวิกฤตการณ์เช่นนี้ขึ้น และเธอต้องพ้นตำแหน่งหลังเป็นนายกรัฐมนตรีได้เพียง 44 วัน ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.marketscreener.com/news/pedagogy-the-liz-truss-moment-or-when-the-market-whistles-the-end-of-political-recess-ce7e5bd8dc8bf425)

หรือมันอาจจะเป็นสิ่งที่เรียกกันว่า เหตุการณ์ “หงส์ดำ” (black swan) ซึ่งหมายถึงเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ และไม่ได้เคยคาดคิดกันมาก่อน แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะส่งผลกระทบต่อตลาดที่ยังไม่ทันระวังตั้งใจอย่างรุนแรงและมหาศาล และมักจะมีคำอธิบายหรือหาเหตุผลมารองรับได้ก็ต้องหลังจากที่เหตุการณ์นั้นผ่านพ้นไปแล้ว

แน่นอนทีเดียว การจุดชนวนระเบิดครั้งนี้ยังอาจเกิดขึ้นอย่างง่ายๆ ไม่ซับซ้อน โดยเป็นการค่อยๆ บีบรัดแน่นขึ้นๆ ของอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นๆ ไปเรื่อย ในสภาพที่รัฐบาลเหมือนกับพวกกบไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ซึ่งอยู่ในน้ำที่กำลังถูกต้มให้เดือด

ไม่ว่ามันจะระเบิดออกมาในรูปไหนก็ตามที แต่มันจะเกิดการคุมเข้มการใช้จ่ายของรัฐบาลที่สุรุ่ยสุร่าย ทำให้แทบเป็นไม่ได้ที่รัฐบาลนั้นๆ จะตั้งงบประมาณใช้จ่ายเพิ่มเติม หรือลดภาษีเพิ่มเติม

“พวกนักการเมืองมีชีวิตอยู่ด้วยการหลบเลี่ยงไม่ยอมเลือกไม่ยอมตัดสินใจเรื่องยากๆ ดังนั้นตลาดบอนด์จึงกำลังบีบบังคับให้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับเรื่องเหล่านี้” บรูซุเอลัส กล่าว

ไม่ว่าพวกนักการเมืองจะเลือกทำอะไร ผลลัพธ์ประการหนึ่งที่จะต้องเกิดขึ้นมาอย่างแน่นอน ก็คือ พวกเราผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั้งหลายจะรู้สึกได้ถึงการเลือกดังกล่าวในกระเป๋าเงินของพวกเราเอง ไม่ว่าจะผ่านมาทางราคาข้าวของต่างๆ ที่สูงขึ้น, อัตราดอกเบี้ย หรืออัตราภาษีก็ตามที

สำหรับพวกเราแล้ว การเลือกนั้นเป็นเรื่องที่สร้างความเจ็บปวด ขณะที่สำหรับพวกนักการเมืองแล้ว การเลือกคือความเป็นความตาย

ทรัมป์ต้องเผชิญการเลือกตั้งกลางเทอมในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งที่สำคัญคือการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา โดยที่มีความเป็นไปได้ว่าพรรครีพับลิกันของเขาจะพ่ายแพ้สูญเสียเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ดังนั้น เขาจึงเป็นผู้ที่อยากหลบเลี่ยงมากที่สุด เพื่อจะได้ไม่ต้องลงมือเลือกตัวเลือกเหล่านี้

เลือกเอาเองว่าจะกลืนยาพิษชนิดไหน

ไม่ว่า ทรัมป์, เบิร์นแนม, มาครง, ทากาอิจิ, ตลอดจนผู้นำคนอื่นๆ ต่างกำลังจับตามองดูคลื่นความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเทขายพันธบัตร เหมือนกับคลื่นทะเลที่ยกตัวขึ้นจนถึงจุดสูงสุด และยอดคลื่นกำลังม้วนตัวแล้วแตกลงมา ดังนั้น เวลานี้ พวกเขาทั้งหลายจึงต่างกำลังวิ่งหาเรือชูชีพที่จะทำให้รอดชีวิต ถึงแม้เรือชูชีพเช่นนี้มีอยู่หลายหลากประเภทแตกต่างกัน

แต่เฉพาะกรณีของทรัมป์นั้น ทางเลือกที่อาจเลือกได้ดูจะมีเพียงประการเดียวเท่านั้น นั่นคือ อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯจะต้องแข็งแกร่ง อย่างที่ ลิซ ทรัสส์ ได้เคยพยายามชี้เอาไว้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ถ้าหากเศรษฐกิจของคุณกำลังขยายตัวไปได้อย่างคึกคักมีชีวิตชีวาแล้ว คุณก็ไม่ต้องหวาดกลัว และสามารถจ่ายเงินตามใบเรียกเก็บเงินค่าดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ

ทว่านี่ย่อมไม่อาจเป็นทางเลือกสำหรับพวกเศรษฐกิจซึ่งอยู่ในอาการเฉื่อยเนือยมายาวนาน อย่างของสหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, และญี่ปุ่น

เรือชูชีพที่อาจช่วยชีวิตสหราชอาณาจักร จะต้องเป็นเรื่องวินัยการคลังของตัวเอง ซึ่งอันที่จริงก็เป็นเนื้อหาสาระสำคัญที่สุดที่พวกตลาดบอนด์กำลังบีบบังคับให้แดนยูเนียนแจ็กต้องนำมาปฏิบัติ โดยเฉพาะภายหลังจากที่ ทรัสส์ เสนอแผนงบประมาณเพิ่มเติมที่เรียกว่า mini-Budget ที่มีแต่เสนอเรื่องรายจ่าย ไม่พูดถึงการหารายได้

“สหราชอาณาจักรกำลังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเผชิญความเสี่ยง (risk premium) อัตราสูงที่สุดในบรรดาชาติสมาชิก จี7 ด้วยกันอยู่แล้ว ดังนั้นภาวะคุมเข้มการใช้จ่ายที่ประเทศนี้เผชิญอยู่จึงสาหัสยิ่งกว่าชาติอื่นๆ มากมายนัก” บรูซุเอลัส อธิบาย

เขาแจกแจงว่า สหราชอาณาจักรจะยังคงกู้ยืมต่อไปได้อีก แต่จะต้องใช้จ่ายให้น้อยลงหรือต้องเก็บภาษีให้มากขึ้น “เรื่องนั้นถูกเรียกด้วยชื่ออีกชื่อหนึ่ง มันถูกเรียกว่าเป็นนโยบายรัดเข็มขัดเข้มงวด มันเป็นนโยบายที่ไม่ได้รับความนิยมเอาเลยในสหราชอาณาจักร”

ยิ่งไปกว่านั้น เอล-เอเรียน กล่าวเพิ่มเติมว่า “เราค้นพบว่านโยบายรัดเข็มขัดเข้มงวดนั้นบังคับใช้นานๆ ไม่ได้ –มันเป็นเรื่องลำบากที่จะคงมาตรการเข้มงวดเอาไว้นานๆ ถ้าหากคุณไม่ได้มีการปฏิรูปเรื่องงบประมาณของคุณจนถึงขั้นรากฐาน”

สำหรับฝรั่งเศส เลือกใช้ยุทธวิธีแบบหนีปัญหาทำไม่รู้ไม่ชี้ เหมือนนำศีรษะมุดลงไปในกองทราย เวลานี้ฝรั่งเศสย้ำว่าเป้าหมายของตนคือการลดการขาดดุลงบประมาณลงจากระดับ 5.1% ของจีดีพีในปีนี้ ให้เหลือ3% ภายในปี 2029

ทว่ารัฐสภาฝรั่งเศสในปัจจุบันกลับตกอยู่ในสภาพแตกแยกและขยับตัวไปทางไหนก็มีแต่ติดขัดไปหมด จนไม่สามารถตกลงดำเนินการอะไรกันได้ในเรื่องการปฏิรูป ตอนนี้เศรษฐกิจของประเทศนี้ถูกรุมเร้าด้วยปัญหาไฟป่า, ภัยแล้ง, และราคาพลังงานที่เพิ่มสูง ขณะที่พวกนักการเมืองกำลังวิ่งเต้นหาทางเป็นผู้สมัครในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของประเทศในเดือนเมษายนปีหน้า

“ไม่มีผู้สมัครคนไหนเลยให้สัญญาจะตัดลดการใช้จ่าย พวกเขาต่างกำลังให้สัญญาจะเพิ่มการจับจ่ายทั้งนั้น แล้วในรัฐสภาของฝรั่งเศสเอง ความแตกร้าวทำให้มองหาฝ่ายที่ครองเสียงข้างมากได้จริงๆ ไม่เจอ จึงไม่สามารถผ่านมาตรการที่จะกระตุ้นส่งเสริมให้มีวินัยทางการคลัง ดังนั้นพลวัตจึงดูไม่ค่อยน่าพอใจนักสำหรับฝรั่งเศส” เป็นความเห็นของ กีโยม รีการ์ด (Guillaume Rigeade) ผู้จัดการกองทุน “การ์มินแยค” (Carmignac)

อย่างไรก็ดี ฝรั่งเศสมีธนาคากลางยุโรป (European Central Bank หรือ ECB) คอยหนุนหลังอยู่ ถ้าหากผลต่างระหว่างยีลด์พันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศส กับยีลด์ของพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนี ถ่างกว้างมากเกินไปแล้ว อีซีบีก็จะส่งหน่วยดับเพลิงทางการเงินเข้าช่วยเหลือ

ในญี่ปุ่น อัตราส่วนหนี้สินต่อจีดีพีอยู่ในระดับสูงลิ่ว เป็นกว่าสองเท่าตัวของฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร และยีลด์ของพันธบัตรอายุ 10 ปีก็เพิ่งขึ้นสูงปริ๊ดอย่างชนิดที่ไม่ได้เห็นกันมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990

แต่ ทากาอิจิ กลับกำลังตัดสินใจที่จะทุ่มสุดตัว ทางเลือกของเธอคือการลดภาษีและการเพิ่มงบประมาณรายจ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยปล่อยให้ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ทำหน้าที่ดูแลเรื่องอัตราเงินเฟ้อ

แคมป์เบลล์ บอกว่า เธอกำลังเสี่ยงมาก “คุณทุ่มเทการใช้จ่ายทางการคลังเยอะแยะมากมาย ด้วยความหวังว่าจะทำให้อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มสูง และนำคุณเข้าสู่วัฏจักรแห่งความดีงาม บางทีอาจเป็นยังงั้นได้นะ แต่ถ้าหากมันไม่เวิร์กขึ้นมา คุณก็จะประสบปัญหาใหญ่โตมโหฬาร”

ทรัมป์ VS กลุ่มผู้พิทักษ์ตลาดพันธบัตร

ตัวทรัมป์เองนั้น กำลังเลือกทำแนวทางเหล่านี้ทุกๆ ทางปะปนกันไป

ตอนแรกเขาพิจารณามาตรการเข้มงวดด้านการใช้จ่าย ภายหลังจาก เบสเซนต์ คุยว่าจะลดการขาดดุลงบประมาณลงให้เหลือครึ่งหนึ่งภายในปี 2028 อีลอน มัสก์ ถูกเรียกตัวเข้ามารับผิดชอบในการตัดลดหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ แต่แล้ว มัสก์ ก็ออกไป ขณะที่ทำอะไรไปได้เพียงแค่ตัดแต่งกิ่งรกรุงรังไปบางกิ่งเท่านั้น

ทั้งนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ ของญี่ปุ่น และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ต่างกำลังพยายามหาทางสยบความผันผวนพันธบัตรรัฐบาลถูกเทขาย
จากนั้นทรัมป์ก็เดินหน้าทำสิ่งที่ดูคล้ายๆ กันนิดหน่อยกับสิ่งที่ ทากาอิจิ ทำในญี่ปุ่น ด้วยการเสนอร่างกฎหมาย “รัฐบัญญัติที่สวยงาม” (One Beautiful Bill Act) ซึ่งประกอบด้วยการลดภาษีและคำมั่นสัญญาที่จะใช้จ่ายด้านต่างๆ รวมเป็นมูลค่า 4 ล้านล้านดอลลาร์

เขาบอกว่า เงินใช้จ่ายตามร่างกฎหมายนี้ส่วนหนึ่งจะมาจากสงครามการค้าของเขา นั่นคือรายได้จากภาษีศุลกากรที่ถูกคาดหมายว่าจะจัดเก็บได้สูงถึง 280,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี แต่ปรากฏว่าคำตัดสินของศาลสูงสุดในเดือนกุมภาพันธ์ที่ระบุว่ามาตรการนี้ของทรัมป์แทบทั้งหมดเป็นการกระทำผิดกฎหมาย เรื่องนี้ได้ทำให้เงินก้อนนี้แทบจะกลายเป็นศูนย์ และทำเนียบขาวเวลานี้ในแต่ละเดือนกำลังต้องจ่ายเงินเพื่อคืนภาษีศุลกากรที่ได้จัดเก็บมาแล้ว ในปริมาณสูงกว่าภาษีศุลกากรใหม่ๆ ที่สามารถจัดเก็บได้ มาถึงตอนนี้ เขาหันมาใช้ เบสเซนต์ ผู้ซึ่งจัดวางความสำคัญลำดับสูงสุดเอาไว้ที่การหาทางตัดลดค่าดอกเบี้ยที่ทรัมป์จะต้องจ่าย

อย่างไรก็ดี งานนี้กำลังกลายเป็นงานที่ไม่สามารถจะบริหารจัดการได้มากขึ้นเรื่อยๆ ปีนี้การจ่ายดอกเบี้ยรวมแล้วน่าจะเท่ากับ 3.3% ของจีดีพี สูงกว่าอัตราเฉลี่ยระยะยาวซึ่งอยู่ที่ 2.1% แล้วยังเป็นการคาดการณ์ซึ่งคำนวณจากสมมุติฐานที่ว่าอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรคลังชนิด 10 ปีจะอยู่ที่ 4.1% ไม่ใช่ขยับสูงไปจนถึง 4.7% อย่างในปัจจุบัน

ไม่น่าแปลกใจอะไรนักสำหรับการที่ เบสเซนต์ พูดถึงตัวเองเอาไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วว่า เขาเป็น “เซลส์แมนขายบอนด์ชั้นยอดที่สุดของประเทศชาติ” และปรากฏว่าถึงตอนนี้ เขายังได้ตำแหน่งเป็นผู้ซื้อบอนด์ชั้นยอดที่สุดของประเทศชาติ ไปอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย

หลังจากเขาประกาศในวันพุธ (19 ส.ค.) ว่ากระทรวงการคลังจะซื้อคืนตราสารหนี้รัฐบาลอายุ 10 ปีขึ้นไปเพิ่มเป็นสองเท่าตัวของที่วางแผนกันไว้ก่อนหน้านี้สำหรับช่วงเวลาตั้งแต่ปัจจุบันไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน ยีลด์ของพันธบัตรคลังอายุ 30 ปีก็ได้ลดลงมา 0.1% ทีเดียว ถือเป็นการตกลงมาในรอบ 1 วันครั้งใหญ่ที่สุดในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

มันอาจจะฟังดูเหมือนไม่ได้มากมายอะไร แต่จริงๆ แล้วมันจะทำให้สหรัฐฯประหยัดเงินในการจ่ายดอกเบี้ยได้ถึง 379,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาทศวรรษหน้า –เพียงแต่ว่าถ้าหากยีลด์นี้ไม่ได้ดีดตัวกลับขึ้นมาอย่างทันทีทันควันในวันพฤหัสบดี (20 ส.ค.)

กีเญอร์โม เฟลีเซส (Guillermo Felices) นักยุทธศาสตร์การลงทุนระดับโลกของ กิจการผู้จัดการกองทุน พีจีไอเอ็ม (PGIM) ให้ความเห็นต่อความเคลื่อนไหวของเบสเซนต์ว่า มีลักษณะเป็น “ดาบสองคม”

“มันทำให้เสียงกระดิ่งเตือนภัยดังขึ้นมาทันที เพราะเมื่อพวกเขากำลังทำอะไรบางอย่างแบบนี้กันอยู่ มันก็ต้องเนื่องจากพวกเขากำลังคิดว่ามีอะไรบางอย่างกำลังไม่ถูกต้องแล้วนั่นเอง” เขากล่าว

เขามองต่อไปว่า ความเคลื่อนไหวเช่นนี้จะสามารถป้องปรามพวกขายชอร์ต (short-sellers) ได้ แต่จะไม่สามารถหันเหความสนใจของพวกนักลงทุนระยะยาวออกจากการจับจ้องติดตามสถานะทางการเงินของสหรัฐฯอย่างระวังระไว

“มันจะเกิดเครื่องหมายคำถามขึ้นว่าว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไป โดยเฉพาะในเรื่องที่ว่าจะมีหรือไม่มีการคุมเข้มอย่างน้อยก็เป็นบางส่วนเกี่ยวกับการใช้จ่ายเกินตัวที่คุณเห็นๆ กันอยู่ในการใช้จ่ายภาคสาธารณะ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าเวลานี้เรายังไม่ได้เห็นอะไรอย่างนี้เลย”

เบสเซนต์ ซึ่งบางทีอาจจะตกใจกับปฏิกิริยาอันรวดเร็วของตลาดในการลิดรอนผลจากการประกาศซื้อคืนพันธบัตรของเขา กล่าวในวันพฤหัสบดี (20 ส.ค.) ว่าเขาตั้งใจจะใช้จ่ายเพิ่มขึ้นให้มากกว่า 400,000 ล้านดอลลาร์เพื่อดันราคาในตลาดบอนด์ให้สูงขึ้นให้ได้

แต่ตรงนี้มันดูจะเข้าทำนองการมุ่งแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง แล้วกลับไปทำให้อีกปัญหาหนึ่งโผล่ขึ้นมาแทน กล่าวคือ ในความพยายามที่จะกดให้ยีลด์ของพันธบัตรลดต่ำลง เขาก็กลับจุดชนวนให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนตัวไปด้วย เรื่องนี้ทำให้พวกนักลงทุนเกิดคำถามขึ้นมาอีกครั้งเกี่ยวกับอนาคตระยะยาวของเงินดอลลาร์ ในการเป็นสกุลเงินตราสำหรับการสำรอง ซึ่งได้รับความเชื่อถือมากที่สุดในโลก

ขณะเดียวกันราคาทองก็กระโจนขึ้นสูงเช่นกัน ท่ามกลางความกลัวที่ว่าทองคำอาจจะกลายเป็นสถานที่ปลอดภัยเพียงแห่งเดียวสำหรับการหลบซ่อนตัวให้พ้นจากภัยเงินเฟ้อ

นอกจากนั้นแล้ว เบสเซนต์ ย่อมไม่สามารถเอาแต่ซื้อพันธบัตรเพิ่มเข้ามาตลอดกาล เขาจำเป็นต้องหาเงินมาใช้เพื่อการซื้อพันธบัตรระยะยาวเหล่านี้ โดยวิธีการที่ทำกันก็คือการขายพวกพันธบัตรที่มีอายุสั้นกว่า อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ก็มีความเสี่ยงของมันเอง

การที่กระทรวงการคลังต้องออกพวกตราสารหนี้ระยะกลางและระยะสั้น ที่เรียกกันว่า treasury bills และ treasury notes (เฉพาะคำหลังนี้ ภาษาไทยเรียกว่า ตั๋วเงินคลัง) ซึ่งมีอายุไถ่ถอนไม่เกิน 10 ปี เพื่อหาเงินมาซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวนั้น เป็นสิ่งที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัย โจ ไบเดน ประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนหน้าทรัมป์สมัยสองแล้ว เวลานี้พวกตราสารหนี้ระยะสั้นเหล่านี้รวมๆ แล้วมีมูลค่าราวๆ เกือบ 1 ใน 4 ของยอดหนี้สินคงค้างทั้งหมดของสหรัฐฯทีเดียว

ตราสารหนี้ระยะสั้นของกระทรวงการคลังเหล่านี้ มีความอ่อนแอมากกว่าพันธบัตรระยะยาว ที่อาจจะพังครืนขึ้นมาในสไตล์เดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับ ลิซ ทรัสส์ ด้วยน้ำมือของพวกกองทุนเฮดจ์ฟันด์ ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าเวลานี้กองทุนเฮดจ์ฟันด์รวมกันแล้วเป็นผู้ถือครองพันธบัตรคลังเอาไว้ราว 8.5% ของทั้งหมด –มากกว่าที่ถือครองโดยญี่ปุ่น, จีน, และซาอุดีอาระเบียรวมกันเสียด้วยซ้ำ

นอกจากนั้น treasury bills และ treasury notes ยังมีความเปราะบางมากกว่าในการเผชิญความเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สืบเนื่องจากกว่า 1 ใน 5 ของภาระหนี้สินของสหรัฐนจะต้องถูกนำมาปรับโครงสร้างกันในทุกๆ 2-3 เดือน และก็จะถูกคิดคำนวณด้วยอัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน

ดังนั้นจึงแทบไม่ต้องประหลาดใจอะไรเลยสำหรับการที่ทรัมป์ใช้ระยะเวลา 18 เดือนที่ผ่านมาในการรบเร้าธนาคารกลางให้ตัดลดดอกเบี้ยมาตรฐานลงมา

ในทางตรงกันข้าม ตลาดมีความคิดเห็นกันอยู่ว่า ถึงอย่างไร เฟด ก็จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย เพื่อต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อที่เหนียวแน่นไม่ยอมลดลงเสียทีของอเมริกา

ทว่ามาถึงตอนนี้ พวกเขากำลังรู้สึกไม่แน่ใจว่า เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ และพวกผู้ว่าการเฟดของเขามีความคิดอะไรกันอยู่

วอร์ช สร้างจุดเด่นด้วยการพูดให้น้อยกว่า เจอโรม เพาเวลล์ ประธานเฟดคนก่อนหน้าเขา ซึ่งนี่ยิ่งทำให้ตลาดมีความกังวลโดยรวมเกี่ยวกับทิศทางของปีนี้มากยิ่งขึ้น

พวกเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ เฟด รวมทั้งตัว วอร์ช ด้วย จะไปชุมนุมกันในงานประชุมอย่างไม่เป็นทางการประจำปีที่ แจ็กสัน โฮล ซึ่งกำหนดจัดขึ้นตอนปลายสัปดาห์นี้ และจึงกลายเป็นจุดที่ผู้คนในแวดวงการเงินจะต้องคอยเฝ้าจับตามอง

ความหวั่นกลัวที่มีกันอยู่ก็คือ วอร์ชอาจต้องการที่อยู่นิ่งๆ ไม่ทำอะไรกับอัตราดอกเบี้ย และปล่อยให้ทรัมป์ได้สิ่งที่เขาต้องการ ซึ่งก็คือสิ่งที่เรียกกันว่า “การคลังอยู่ในฐานะครอบงำ” และ “การเงินถูกสยบ”

โดยพื้นฐานแล้วนี่หมายความถึงการปล่อยให้อัตราเงินเฟ้อ เป็นตัวกัดกร่อนมูลค่าตราสารหนี้ระยะยาวของรัฐบาล ซึ่งก็คือทำให้การชำระหนี้มีราคาถูกลง

มันยังสามารถหมายความด้วยว่า ทางธนาคารกลางรู้เห็นเป็นใจกับเรื่องการตั้งใจกดอัตราผลตอบแทนของบอนด์ให้อยู่ในระดับต่ำๆ เสียเลย ด้วยการรับซื้อคืนให้มากขึ้นแบบเดียวกับที่ เบสเซนต์ กำลังทำอยู่

มันเป็นการเปิดทางให้พวกนักการเมืองสามารถหลีกเลี่ยงไม่ต้องทำการตัดสินใจที่ยากๆ ในเรื่องงบประมาณ อย่างการขึ้นภาษี หรือการตัดลดค่าใช้จ่าย ทว่ามันเป็นพฤติกรรมที่ปกติแล้วกระทำกันอยู่ในพวกรัฐที่อ่อนแอทั้งทางการเมืองและทางเศรษฐกิจเท่านั้น ไม่ใช่ในพวกประเทศซึ่งอยู่ตรงศูนย์กลางของระบบการเงิน และถึงยังไงในท้ายที่สุดแล้ว การกระทำเช่นนี้ก็จะถูกตลาดบอนด์จัดการลงโทษอยู่ดี

“ถ้าคุณกำลังจะเล่นขี้โกง หรือมีเป้าหมายแอบแฝงที่จะทำให้อัตราเงินเฟ้อขึ้นสูง ในท้ายที่สุดก็จะถูกตลาดสังเกตเห็นอยู่ดี และจะเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของคุณ” เฟลิเซส บอก

“นั่นคือเหตุผลที่ทำไมประธานวอร์ชถึงได้พูดจาเข้มแข็งมากในคำแถลงเกี่ยวกับการสู้รบกับอัตราเงินเฟ้อของเขา แต่ปัญหาก็คือเขาไม่ได้ทำตามสิ่งที่พูดเอาไว้ ดังนั้นตลาดจึงกำลังเริ่มรู้สึกสงสัยข้องใจ ซึ่งไม่ใช่สภาพในอุดมคติเลย”

แต่ถ้า วอร์ช ขยับขึ้นดอกเบี้ยจริงๆ เขาก็จะกำลังเสี่ยงทำให้เรือใหญ่ใช้ช่วยชีวิตลำหนึ่งต้องจมน้ำ เรือใหญ่ดังกล่าวก็คือเศรษฐกิจสหรัฐฯนั่นเอง

ในขณะนี้ การที่เอไอบูมสนั่น กำลังเป็นตัวขับดันเศรษฐกิจนี้อยู่ เห็นได้จากตัวเลขการลงทุนด้านเงินทุนเวลานี้อยู่ที่อัตรา 2% ของจีดีพี ส่วนตลาดหุ้นที่คึกคักสดใสก็กำลังเติมเชื้อเพลิงให้แก่การใช้จ่ายของผู้บริโภค โดยเฉพาะในหมู่ครัวเรือนชาวอเมริกันที่มีฐานะร่ำรวย

“ตราบใดที่ 2 เงื่อนไขเหล่านี้ยังดำรงคงอยู่ นี่ก็คือการ์ดฟรีๆ สำหรับคนทำความผิดแล้วไม่ต้องติดคุกนะ นี่ยังไม่ต้องพูดถึงข้อเท็จจริงที่ว่าเงินดอลลาร์คือสกุลเงินตราที่ใช้เพื่อการสำรอง” และดังนั้นจึงสมควรมีการปฏิบัติที่น่าเชื่อถือมากกว่านี้ บรูซุเอลัส บอก

ชัยชนะใหญ่โตที่สุดในอาชีพการงานที่ผ่านมาของ เบสเซนต์ ได้รับมามาตอนที่เขาเป็นนักลงทุนกองทุนเฮดจ์ฟันด์ แต่เห็นได้ชัดว่าเขาวาดหวังที่จะเป็นผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จอย่างเดียวกันอีก เมื่อหันมาเล่นให้แก่ทีมของรัฐบาลในเวลานี้

“สิ่งที่เรากำลังพยายามทำกันอยู่ คือสร้างสัญญาณของตลาดขึ้นมา” เบสเซนต์ บอกกับทีวีช่องฟ็อกซ์บิสซิเนสเมื่อเดือนที่แล้ว “โดยสาระสำคัญแล้ว เป็นความพยายามที่จะบอกกับพวกนักลงทุนว่า ‘เอาล่ะ แถวนี้คือจุดที่ลูกพัค (ลูกที่ใช้เล่นในกีฬาฮอกกี้น้ำแข็ง) กำลังจะมา สเกตไล่หามันให้เจอเร็วๆเข้า”

ไม่เป็นที่ชัดเจนว่าตลาดกำลังอ่านสัญญาณเหล่านี้ในแบบที่เขาตั้งใจให้เป็นเช่นนั้นหรือไม่ หรือว่าพวกเขาต้องการสเกตไปยังจุดที่เขากำลังบอกพวกเขาหรือเปล่า

บางทีมันอาจจะไม่มีความหมายอะไรหรอก ในการที่ทรัมป์พูดจาเสนอแนะด้วยคำพูดที่ทำให้ผู้คนตาโตเมื่อวันศุกร์ (21 ส.ค.) ว่า “การแทรกแซงตลาดระดับสูงสุดอาจจะต้องเป็นการใช้วิธีการทางทหาร” หลังจากถูกผู้สื่อข่าวถามว่า เบสเซนต์ จะเข้าแทรกแซงตลาดด้วยการซื้อคืนพันธบัตรต่อไปอีกหรือไม่

กระนั้นก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าพวกกลุ่มพันธมิตรพิทักษ์ตลาดบอนด์ มีนิสัยที่ชอบทำสิ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่พวกเขาถูกบอกให้กระทำ และเวลานี้พวกเขากำลังขยับตัวเคลื่อนไหวกันอยู่

“แน่นอนทีเดียวว่าพวกเขามีชีวิตชีวากว่าเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา” เป็นคำกล่าวของ โซนัล เดซาย (Sonal Desai) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน ของ แฟรงคลน เทมเพิลตัน (Franklin Templeton)

“มีสิ่งต่างๆ มากมายเกิดขึ้นพร้อมๆ กันซึ่งทำให้รู้สึกไม่สบายใจอยู่แล้ว ปล่อยให้มันเป็นไปตามทางของมันเถอะ นี่ไม่ใช่สถานที่ยิ่งใหญ่ที่ควรจะอยู่หรอกนะ”

ถ้าหากว่านี่ไม่ใช่เป็นสถานที่อันยิ่งใหญ่ เราก็สามารถหวังได้เพียงแค่ว่า มันจะไม่ใช่เป็นเพียงจุดพักชั่วคราว ที่จะบ่ายหน้าไปยังอีกที่หนึ่งซึ่งมีความเลวร้ายยิ่งขึ้นไปอีก

ฮันส์ แวน เลเวิน เป็นบรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจระหว่างประเทศของเทเลกราฟ เขาเข้าร่วมงานกับเทเลกราฟในปี 2025 หลังจากทำงานอยู่เกือบ 3 ทศวรรษ ในฐานะเป็นนักหนังสือพิมพ์ และที่ปรึกษาทางการเมือง ทั้งในลอนดอน, ซิดนีย์, แคนเบอร์รา, และฮานอย

(เก็บความจาก https://www.telegraph.co.uk/business/2026/08/23/trump-is-in-another-unwinnable-war-this-time-with-the-bond/)