หญิงสาวชาวอิสราเอลเชื้อสายเนเธอร์แลนด์รายหนึ่งเผยแพร่จดหมายเปิดผนึก เล่าเรื่องราวความประทับใจต่างๆนานาที่มีต่อชาวอิสราเอลในประเทศไทย อย่างไรก็ตามเนื้อหาดูจะสร้างความไม่สบายใจเท่าไหร่ต่อผู้คนบนสื่อสังคมออนไลน์ของไทย หลังเธอบอกว่ารู้สึกถึงความเป็นปึกแผ่นของเพื่อนร่วมชาติ ท่ามกลางผู้คนชาวอิสราเอลมากมาย และหวังว่าจะได้เรียกประเทศแห่งนี้ว่า "บ้าน" ในสักวันหนึ่ง
เว็บไซต์ข่าวไทม์สออฟอิสราเอล รายงานพาดหัว "Israel Feels Like Home, Except I Cannot Live There" นำเสนอจดหมายเปิดผนึกบนเว็บบล็อกของ ชาบีน สเติร์ก ซีอีโอของของกลุ่ม Time to Stand Up for Israel องค์กรไม่แสวงหากำไรและกลุ่มรณรงค์อิสระที่เน้นให้ข้อมูลรัฐอิสราเอลและขยายเสียงสะท้อนของอิสราเอลบนเวทีโลก
ในจดหมายเปิดผนึกของ สเติร์ก ระบุว่า "ฉันเขียนจดหมายนี้จากประเทศไทย มันเป็นวันหยุดฤดูร้อน ฉันมาที่นี่พร้อมครอบครัว ห่างจากอิสราเอลและเนเธอร์แลนด์หลายพันกิโลเมตร แต่ไม่รู้ทำไม อิสราเอลถึงดูเหมือนจะตามติดฉันไปทุกที่ ตอนที่ฉันมาถึงกรุงเทพฯ สิ่งแรกๆที่สะดุดตาฉันคือความหลากหลายของผู้คนที่ผสมผสานกันอย่างน่าทึ่ง ไทยดึงดูดผู้มาเยือนจากทั่วโลก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเทพฯรู้สึกเหมือนเป็นจุดบรรจบของนานาชาติ"
"บรรดาผู้คนเหล่านั้น มีครอบครัวชาวอาหรับและมุสลิมจำนวนมาก ผู้หญิงบางคนใส่ชุดคลุมทั้งตัวแบบเดียวกับชุดบูร์กาที่พบเห็นได้ในอัฟกานิสถาน มาพร้อมกับพวกผู้ชายในชุดดั้งเดิมหรือชุดที่ดูสุภาพเรียบร้อย ฉันพบว่าตัวเองกำลังมองผู้ชายเหล่านั้นผ่านมุมมองที่อิงจากประสบการณ์และข้อสันนิษฐานของตนเอง ท่ามกลางความคิดที่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องราวที่ติดตามมานานหลายปี ทั้งเรื่องการก่อการร้าย อิสลามหัวรุนแรง และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง บางสิ่งบางอย่างก็ดูเป็นภัยคุกคามขึ้นมาทันทีในสายตาของฉัน"
"แต่สิ่งที่เห็นภายนอกไม่ใช่หลักฐาน ชายเหล่านี้ไม่ได้เป็นก่อการร้ายเพราะหนวดเคราของพวกเขา เสื้อผ้าและสัญชาติของพวกเขา หรือลักษณะการแต่งกายของภรรยาของพวกเขา ถ้าฉันอยากเรียกร้องให้ผู้คนหยุดตัดสินคนอิสราเอลหรือคนยิวโดยอิงจากภาพจำเหมารวม เมื่อนั้นฉันต้องตระหนักถึงข้อสมมุติฐานของของตนเองด้วยเช่นกัน"
"แน่นอนว่า มีชาวอิสราเอลอยู่ด้วย มีชาวอิสราเอลจำนวนมาก คุณไม่จำเป็นต้องมองเห็นด้วยซ้ำ แต่คุณก็รู้ได้ว่าพวกเขาอยู่ตรงนั้นตรงนี้ คุณได้ยินเสียงพูดคุย เด็กๆตะโกนข้ามล็อบบี้ของโรงแรม พ่อแม่พูดคุยจะไปหาอะไรกินที่ไหน ครอบครัวที่เจรจาต่อรองกันด้วยระดับเสียงที่ดัง ทำให้แนวคิดเรื่องการสนทนาส่วนตัวดูเหมือนเป็นเรื่องแปลกปลอมไปโดยสิ้นเชิง ทันใดนั้นภาษาฮีบรูก็ปรากฏตัวขึ้นทุกหนทุกแห่ง ไล่ตั้งแต่ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ไปจนถึงชายหาด สนามบินและห้องรับประทานอาหารเช้าของโรงแรม"
"ฉันจำคนอิสราเอลได้แทบจะทันที และฉันชอบมันนะ แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของฉันมากที่สุด ไม่ใช่เพียงแค่จำนวนชาวอิสราเอลที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ทว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขาเมื่อเดินทางออกจากประเทศอิสราเอลต่างหาก" เธอเขียน พร้อมบอกว่า มีบางอย่างเปลี่ยนไป
"ภายนอกอิสราเอล ดูเหมือนชาวอิสราเอลจะนึกขึ้นได้ทันทีว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวใหญ่ที่ซับซ้อนและบางครั้งก็ยากที่จะเข้าใจ ภายในอิสราเอล การโต้เถียงทางการเมืองอาจรุนแรงถึงขั้นดุเดือด ชาวอิสราเอลทั้งที่นับถือศาสนาและไม่นับถือศาสนาต่างก็โต้เถียงกัน ฝ่ายซ้ายฝ่ายขวาโต้เถียงกัน ชุมชนที่แตกต่างโต้เถียงกัน ผู้คนเถียงกันเกี่ยวกับรัฐบาล สงคราม ศาล กองทัพ ตัวประกัน ศาสนา ความมั่นคงและแทบทุกอย่างที่พอจะคิดออก"
"แต่พอคนกลุ่มเดิมไปอยู่ในสถานที่ที่ห่างจากสนามบินเบนกูเรียนออกไปหลายพันกิโลเมตร คุณสามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกผูกพันที่เด่นชัดขึ้นมาทันที พวกเขาจดจำกันและกันได้ ช่วยเหลือกันและกัน พวกเขาพูดคุยกับคนแปลกหน้า และด้วยเหตุผลบางอย่างที่น่าทึ่ง พวกเขาก็เผื่อที่ไว้ให้ฉันด้วยเหมือนกัน"
"พอเริ่มคุยกับชาวอิสราเอล ไม่กี่นาทีต่อมาฉันก็สามารถกลมกลืนไปกับวงสนทนาได้ ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจขอดูหนังสือเดินทางของฉันเป็นพิเศษเลย ไม่มีใครขอให้ฉันพิสูจน์ว่าฉันแคร์อิสราเอลมากแค่ไหน ก่อนเริ่มสนทนากับฉัน ฉันกลายเป็นส่วนหนึ่งของแก๊งพูดคุยอย่างง่ายๆเลย และนั่นทำให้เกิดความรู้สึกเศร้าแปลกๆขึ้นในตัวฉัน เพราะว่านอกอิสราเอล บางครั้งฉันรู้สึกว่าเป็นคนอิสราเอล มากกว่าตอนที่อยู่ในอิสราเอลเสียอีก"
"อิสราเอลมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในชีวิตของฉันมาเป็นเวลาหลายปี ฉันยืนหยัดเพื่อประเทศชาติ ปกป้องรักษาประเทศ ศึกษาประวัติศาสตร์ และติดตามสถานการณ์ด้านการเมืองและความมั่นคงของประเทศ ฉันไปเยือนที่นั่นอยู่บ่อยครั้งและมีเพื่อนอยู่ที่นั่น ดังนั้นเมื่ออิสราเอลถูกโจมตี ความรู้สึกของฉันจึงไม่ได้มองว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศต่างแดนอันห่างไกล"
"มันอาจให้ความรู้สึกว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ฉันรู้สึกเป็นคนอิสราเอลมากกว่าคนดัตช์ เสียอีก"
ในข้อความบางส่วน เธอเขียนถึงประเทศไทยต่อว่า "มีความย้อนแย้งอย่างลึกซึ้งในการได้มานั่งอยู่ในประเทศไทยท่ามกลางชาวอิสราเอล และรู้สึกเหมือนอยู่บ้านจริงๆเมื่ออยู่ท่ามกลางพวกเขา ทั้งที่รู้ดีว่าประเทศที่ใจฉันถือว่าเป็นบ้านนั้น ไม่สามารถกลายมาเป็นบ้านในทางกฎหมายของฉันได้ง่ายๆ"
"ไม่มีใครในประเทศไทยจำเป็นต้องถามชาวอิสราเอลอีกคนว่าเขาลงคะแนนเสียงอย่างไร ก่อนที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือคนๆนั้น เด็กๆตะโกนเรียกอิหม่ามข้ามร้านอาหาร ที่ไม่ได้สังกัดอยู่ฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา ครอบครัวชาวอิสราเอลที่กำลังพยายามหาโรงแรมของตนไม่ได้ตรวจสอบก่อนว่าคนที่เข้ามาเสนอความช่วยเหลือเห็นด้วยหรือเป็นแนวร่วมกันหรือไม่ ณ นาทีนี้ ทุกคนล้วนแต่เป็นชาวอิสราเอล"
อิสราเอลมีศัตรูที่ไม่แยกแยะระหว่างชาวอิสราเอลฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา ระหว่างชาวยิวทางโลกกับชาวยิวเคร่งศาสนา หรือระหว่างผู้สนับสนุนกับผู้คัดค้านรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง และในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม เหล่าผู้ก่อการร้ายก็ไม่ได้ถามเหยื่อของตนว่าพวกเขาลงคะแนนเสียงเลือกใคร "ด้วยเหตุนี้ ชาวอิสราเอลจึงมีเหตุผลทุกประการที่จะฟื้นฟูความสามัคคีโดยสัญชาตญาณที่พวกเขาแสดงออกในต่างประเทศ"
"ความเห็นต่างเป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย ชาวอิสราเอลย่อมโต้เถียงกัน เพราะชาวอิสราเอลก็คือชาวอิสราเอล การคาดหวังให้พวกเขาหยุดโต้เถียงอาจต้องเปลี่ยนแปลงลักษณะนิสัยของชาติไปโดยสิ้นเชิง แต่ความเห็นต่างนี้ต้องไม่กลายเป็นความเกลียดชัง" เธอเขียน
ในช่วงท้ายของจดหมายนี้ สเติร์ก เขียนว่าในไทย "ฉันเห็นชาวอิสราเอลที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเริ่มพูดคุยกันราวกับว่าพวกเขารู้จักกันมานานหลายปี และในบางครั้ง พวกเขาก็เปิดรับหญิงชาวดัตช์ผู้มีอิสราเอลอยู่ในหัวใจคนนี้ ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอันใหญ่โต อึกทึกครึกโครม และเต็มไปด้วยการถกเถียงโต้แย้งของพวกเขา บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่สถานการณ์นี้ให้ความรู้สึกทั้งสุขและเศร้าปะปนกันไป"
สเติร์ก เขียนปิดท้ายในข้อความที่อาจก่อความกังวลแก่ผู้คนที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในไทยพอสมควร โดยบอกว่าห่างจากอิสราเอลหลายพันกิโลเมตร "ฉันรู้สึกเหมือนอยู่บ้านอย่างแท้จริงเมื่ออยู่ท่ามกลางชาวอิสราเอล ฉันเพียงแค่หวังว่าสักวันหนึ่ง ประเทศที่ฉันถือว่าเป็นบ้านในใจดวงนี้ จะกลายเป็นสถานที่ที่ฉันได้รับอนุญาตให้เรียกว่าบ้านได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเช่นกัน"
(ที่มา:ไทม์สออฟอิสราเอล)


