จีนระบุในวันศุกร์(21ส.ค.) มาตรการคว่ำบาตรและการกดดันของสหรัฐฯ จะไม่อาจคลี่คลายความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังก่อนหน้านี้วอชิงตันออกมาเรียกร้องรัฐบาลชาติต่างๆ ในนั้นรวมถึงปักกิ่ง มีส่วนร่วมในความพยายามโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจเล่นงานอิหร่าน
สหรัฐฯ ประกาศกร้าวว่าจะทำให้ระบอบการปกครองของอิหร่าน "ล่มสลาย" ด้วยมาตรการคว่ำบาตรครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ กระตุ้นให้ทางเตหะรานออกมาตอบโต้ตราหน้าว่าเป็น "ก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ" ที่จะต้องล้มเหลวอย่างแน่นอน ความเคลื่อนไหวล่าสุดในความขัดแย้งที่ลากยาวมานานเกือบ 6 เดือน ซึ่งเริ่มขึ้นจากการที่อเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านในวันที่ 28 กุมภาพันธ์
ในวันพฤหัสบดี(20ส.ค.) สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เรียกร้องบรรดาพันธมิตรของอเมริกาและประเทศอื่นๆเลือกข้างและหยุดทำธุรกิจกับอิหร่าน ในขณะที่วอชิงตันเตรียมดำเนินการในสิ่งที่เขาอวดอ้างว่าเป็น "ความร่วมมือโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก"
ระหว่างให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นบีซี ทาง เบสเซนต์ ให้คำจำกัดความแผนดังกล่าว ซึ่งคาดหมายว่าจะเปิดตัวในวันจันทร์(24ส.ค.) ว่าเป็น "การออกหมัด1-2" ใช้การปิดล้อมทางทะเลควบคู่ไปกับมาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และอ้างว่ามันจะบดขยี้เศรษฐกิจของอิหร่านและทำให้ระบอบการปกครองนี้ล่มสลาย
เมื่อถูกถามเกี่ยวกับคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ทาง หลิน เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนบอกกับพวกผู้สื่อข่าวในวันศุกร์(21ส.ค.) ว่ามาตรการคว่ำบาตรและการกดดันจะไม่ช่วยคลี่คลายความขัดแย้งใดๆ "จีนเรียกร้องทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องใช้มาตรการที่สมเหตุสมผลและคลี่คลายปัญหาผ่านวิถีทางทางการเมืองและการทูต"
"จีนคัดค้านมาตรการคว่ำบาตรแต่เพียงฝ่ายเดียวที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและไม่ได้รับอาณัติจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ" โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวถึงคำพูดของเบสเซนต์
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ทาง เบสเซนต์ ปกป้องความพยายามของทรัมป์ ที่หวังผลักดันให้พันธมิตรของอเมริกาและประเทศอื่นๆ ดำเนินการกดดันทางเศรษฐกิจเล่นงานเตหะราน
เมื่อถูกถามว่าสหรัฐฯจะกดดันให้จีนเข้าร่วมในยุทธการนี้หรือไม่ ทาง เบสเซนต์ บอกกับซีเอ็นบีซีว่า "บทสนทนาหลายเรื่องควรคุยกันเป็นการส่วนตัวจะดีที่สุด" แต่ขณะเดียวกันเขาได้เรียกร้องให้ปักกิ่ง "ปรับตัวให้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว"
(ที่มา:เอเอฟพี/อาร์ทีนิวส์)


